10 บุคคลเฉียดตายที่รอดมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ!?
โพสท์โดย ลูกสาวอบต
1. URUGUAYAN AIR FORCE FLIGHT 571
เรื่องราวการรอดชีวิตที่ทั้งน่าเอาใจช่วย และน่าสยดสยองในคราวเดียวกัน...
12 ต.ค. 1972 เครื่องบินแฟร์ไชด์ FH-227D เที่ยวบินที่ 571 ของกองทัพอากาศอุรุกวัยพร้อมผู้โดยสาร 45 ชีวิต บินออกจากท่าอากาศยานคาร์ราสโก มุ่งหน้าไปยังซานติเอโก้ ประเทศชิลี เพื่อนำนักรักบี้ทีมโอลด์คริสเตียนส์ของมหาวัทยาลัยสเตลล่ามาริสไปแข่งนัดกระชับมิตร แต่เนื่องจากสภาพอากาศในวันเดินทางค่อนข้างแย่ในวันที่ 13 ต.ค.1972 ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น!
15.30 น. ขณะแฟร์ไชด์กำลังบินอยู่เหนือเทือกเขาแอนดีส พวกเขาเจอสภาพอากาศแปรปรวนอย่างรุนแรงจนเครื่องพยุงตัวไม่ได้ ต้องลงจอดฉุกเฉินที่ยอดเขาแห่งหนึ่งบนเทือกเขาแอนดีส ตัวเครื่องกระแทกพื้นอย่างแรกจนปีกและท้ายหัก ผู้โดยสารบางคนกระเด็นออกไปตายนอกเครื่อง บางคนตายเพราะการกระแทก รวมแล้วตายทันที 12 ศพ ที่เหลือก็ต้องติดอยู่บนความสูง 10,300 ฟุตซึ่งมีหิมะหนาถึง 15 เมตร ไม่มีน้ำ ไม่มีอาหาร ประทังชีวิตด้วยช็อกโกแล็ตที่มีเพียงน้อยนิด และน้ำที่ลำลายจากหิมะ ด้วยสภาพที่เลวร้ายจึงทำให้ทยอยตายลงไปทีละคนๆ ศพถูกขนไปฝังไว้ใต้กองหิมะ
วันที่ 9 หลังเครื่องตก ความหิวเกาะกินพวกเขาอย่างหนัก คาเนสซ่า หนึ่งในผู้รอดชีวิตเสนอไอเดียให้กินเนื้อศพที่ฝังไว้เพื่อประทังชีวิต แรกๆ ก็โดนค้านอย่างรุนแรง แต่เมื่อเวลาผ่านไป 2 อาทิตย์ ศพแรกก็ถูกขุดขึ้นมาโดยมีคาเนสซ่าเป็นหัวโจก เขาใช้มีดเฉือนเนื้อเป็นชิ้นบางๆ แล้วกลืนลงคอ หลายคนยังปฏิเสธการกินเนื้อมนุษย์ด้วยกัน แต่หลังจากศพแรกหมดไป การกินเนื้อคนก็กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปทันที ศพค่อยๆ ถูกขุดขึ้นมาทีละร่าง และเริ่มพัฒนาจากการกินเนื้อดิบไปเป็นการย่างบนฟอยล์
4 อาทิตย์หลังเกิดเหตุ พวกเขาตัดสินใจส่งตัวแทน 3 คนที่ยังพอมีแรงเดินลงเขาไปขอความช่วยเหลือ แต่ 2 วันหลังจากนั้นก็ทำได้แค่เดินหลงทางวนเวียนก่อนจะกลับมาที่ซากเครื่องอย่างสิ้นหวัง เวลาผ่านไปจนเข้าอาทิตย์ที่ 7 คาเนสซ่าเริ่มเสนอให้ทุกคนกินสมองของศพเพราะเป็นส่วนที่มีแร่ธาตุมากที่สุด ในขณะเดียวกันก็ยังพยายามเดินลงเขาไปหาความช่วยเหลืออยู่ตลอด
16 ธ.ค.1972 คาเนสซ่าและปาร์ราโด้ สองตัวแทนที่อาสาเดินลงเขาก็ได้พบพื้นที่ปศุศัตว์และวัวตัวหนึ่ง และอีก 5 วันถัดมาเขาก็ได้พบชาวนาอยู่ทางฝั่งแม่น้ำตรงข้าม และได้นำความช่วยเหลือมาสู่ 16 ผู้รอดชีวิตในที่สุด รวมเวลาตั้งแต่เครื่องตกจนถึงวันที่ได้รับคยวามช่วยเหลือทั้งสิ้น 72 วันเต็มๆ!
ปี 1993 แฟรงค์ มาแชล ได้หยิบเรื่องนี้มาสร้างเป็นภาพยนตร์ Alive: The Miracle of the Andes (นำแสดงโดย อีธาน ฮอว์ก และจอห์น มาโควิช)

2. ARON RALSTON
เรื่องราวของนักปีนเขาคนนี้โด่งดังไปทั่วโลกเพราะถูกนำมาสร้างเป็นหนังที่เข้าชิงรางวัลออสการ์เรื่อง 127 Hours...
เดือน พ.ค. 2003 แอรอน ราลสตัน กำลังสนุกกับการไต่หน้าผาในบลูจอห์นแคนยอน (อุทยานแห่งชาติแคนยอนแลนด์ มลรัฐยูทาห์) ระหว่างที่เขามุดลงไปในซอกหินขนาดใหญ่อยู่นั้นเอง จู่ๆ หินก้อนใหญ่ก็หล่นลงมาทับแขนขวาของเขาเข้าอย่างจัง ทำให้เขาต้องติดแหง็ก ทิ้งตัวห้อยต่องแต่งคาอยู่อย่างนั้น
ราลสตันรู้ดีว่าไม่มีใครหาเขาเจอแน่ๆ และถ้ายังติดแหง็กอยู่ยังงี้ สิ่งที่เขาเขาทำได้ก็มีแต่การนับถอยหลังรอความตายเท่านั้น เขาใช้เวลาระหว่างที่พยายามหาทางให้แขนหลุดออกมา ด้วยการใช้มีดพกสลักชื่อ วันเดือนปีเกิด และคำนวณวันตายของตัวเอง เนื่องจากขนมและน้ำกำลังจะหมดลงในไม่ช้า พร้อมทั้งพูดสั่งเสียและบรรยายความรู้สึกถึงทุกคนที่รักลงในวิดีโอเทป
ระหว่างที่ต้องติดแหง็กอยู่ในช่องหินแคบๆ นี้ทำให้เขาต้องผจญกับสภาพอากาศสุดเลวร้าย และได้คิดทบทวนอะไรหลายๆ อย่าง จนในที่สุดเมื่อเวลาล่วงเคยเข้าสู่วันที่ 5 ของอุบัติเหตุเขาก็ตัดสินใจครั้งเด็ดขาด ในเมื่อเขาหาวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว และสิ่งที่ทำให้เขาต้องติดอยู่ในที่แคบๆ แห่งนี้มีเพียงแขนขวาเท่านั้น เขาจึงใช้มีดพกตัดแขนของตัวเองเพื่อปลดเปลื้องพันธนาการนี้ซะ ด้วยการเฉือนเนื้อ หักกระดูก แล้วตัดเส้นเอ็น ก่อนจะทิ้งตัวลงจากความสูง 65 ฟุต และกัดฟันปีนเขาด้วยระยะทางอีกกว่า 8 ไมล์ จนได้รับความช่วยเหลือในที่สุด... เรานับถือน้ำใจนายจริงๆ ว่ะ ราลสตัน!

3. 33 MINERS in CHILE
ปาฏิหาริย์อย่างแท้จริง เมื่อ 33 คนงานเหมืองในชิลีรอดจากอุบัติเหตุเหมืองแร่ครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ชิลีมาได้...
5 ส.ค. 2010 เกิดอุบัติเหตุเหมืองแร่ทางตอนเหนือของทะเลทรายในชิลีถล่ม ทำให้คนงาน 33 ชีวิตโดนขังอยู่ใต้พื้นดินลึก 700 เมตรทันที เดชะบุญ ที่นั่นยังมีออกซิเจน น้ำ และอาหารเพื่อประทังชีวิต
3 วันต่อมา หน่วยกู้ภัยเริ่มการขุดเจาะเพื่อส่งท่อที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 12 ซ.ม. เพื่อพยายามระบุตำแหน่งของคนงานทั้ง 33 ชีวิตให้ได้ โดยประธานาธิบดีปิเนรายืนยันว่า รัฐบาลจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อช่วยชีวิตพวกเขาให้ได้ แม้จะมีความหวังอยู่เพียงน้อยนิด ก่อนที่ชาวชิลีทั้งประเทศจะได้ดีใจครั้งใหญ่ครั้งแรกหลังเกิดเหตุ เมื่อทางการสามารถแพร่ภาพคนงานทั้ง 33 คนทางทีวีได้เป็นครั้งแรก หลังจากติดอยู่ใต้เหมืองมานาน 17 วัน และรุ่งขึ้นหน่วยกู้ภัยก็เริ่มส่งกลูโคสและน้ำลงไปให้เพิ่มเติม
7 ก.ย.2010 ซึ่งเป็นวันชาติของชิลี ชาวเมืองต่างเฉลิมฉลองการเป็นอิสระภายใต้การปกครองของสเปนครบ 200 ปี และทีมกู้ภัยก็สามารถระบุตำแหน่งของคนงานได้สำเร็จ ทำให้วันรุ่งขึ้นมีคลิปวิดีโอแพร่ภาพคนงานทั้ง 33 ชีวิตที่พร้อมใจกันร้องเพลงชาติ และเต้นรำกันอย่างรื่นเริงจากใต้เหมือง ก่อนที่เดือนต่อมา ทีมกู้ภัยจะได้ส่งท่อ T-130 (Plan B) ความยาว 624 เมตร ถูกส่งลงไปยังตำแหน่งของคนงาน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติการช่วยชีวิต
13 ต.ค.2010 ปฏิบัติการช่วยชีวิตเริ่มต้นขึ้น โดยการส่งทีมกู้ภัยลงไปทางแคปซูล พร้อมกับการขุดอุโมงค์อย่างระมัดระวัง จนในที่สุดคนงานคนแรกคือ ฟลอเรนซิโอ อวาลอส ก็ได้รับการช่วยชีวิตขึ้นมาได้สำเร็จเป็นคนแรก โดยมี ปธน.ปิเนราของชิลีเดินทางมารับขวัญด้วยตนเอง ก่อนที่จะทยอยช่วยคนงานที่เหลือจนครบทั้ง 33 ชีวิต ถือเป็นปาฏิหารย์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ
และตามฟอร์ม... เหตุการณ์นี้ได้ถูกซื้อลิขสิทธิ์เพื่อนำไปสร้างเป็นหนัง โดยบริษัทของดาราดังอย่าง แบรด พิตต์ และพวกเขาทั้ง 33 ชีวิตก็จะได้มาร่วมแสดงกันด้วย

4. WINNIE TILIN
หนูน้อยวัย 16 เดือนรอดตายจากเหตุแผ่นดินไหวในเฮติเมื่อต้นเดือน ม.ค.2010 ทั้งที่ติดอยู่ใต้ซากอิฐนาน 68 ชั่วโมง!
ขณะเจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังเร่งช่วยเหลือผู้รอดชีวิตหลังเหตุแผ่นดินไหวมาแล้ว 68 ชั่วโมง จู่ๆ ไมค์กี้ อามอร์ ผู้สื่อข่าวสาวของช่องโทรทัศน์ออสเตรเลียซึ่งลงพื้นที่ไปทำข่าวแผ่นดินไหวที่กรุงปอร์โตแปรงซ์ ก็ได้ยินเสียงเด็กร้องออกมาจากใต้ซากปรักหักพังที่เธอกำลังยืนรายงานข่าวอยู่ เธอจึงรีบเดินไปทางต้นเสียง และก็ได้พบกับแม่หนูน้อย วินนีย์ ทิลิน วัย 16 เดือนที่กำลังติดอยู่ใต้ซากบ้านของเธอเอง ไมค์กี้จึงช่วยดึงแม่หนูออกมาอย่างปลอดภัย สร้างความประหลาดใจให้กับทุกคนสุดๆ ที่เธอยังมีลมหายใจอยู่ได้ แถมยังดูมีสุขภาพแข็งแรงเหมือนไม่เกิดอะไรขึ้นเลย ทั้งๆ ที่ติดอยู่ที่นี่มานานถึง 68 ชั่วโมงโดยไม่มีทั้งน้ำและอาหาร... ผ่านเหตุการณ์ร้ายแรงขนาดนี้มาได้ ชีวิตนี้เอ็งไม่ต้องกลัวอะไรอีกแล้ว อีหนูเอ๊ย!

5. POON LIM
อากงหนังเหนียวถ่อแพกลางมหาสมุทรแอตแลนติกนาน 133 วัน รอดปาฏิหาริย์...

ปี 1942 (ซึ่งเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนนั้นอากงอายุ 24 ปี) เป็นกะลาสีในเรือพาณิชย์ของอังกฤษที่ชื่อ SS Ben Lomond เดินทางจากแอฟริกาใต้มุ่งหน้าไปยังแคว้นสุรินัมของฮอลันดา แต่ขณะกำลังข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกอยู่นั้น เรือก็โดนตอร์ปิโดของเรือดำน้ำเยอรมันเข้าอย่างจัง เขารีบสวมเสื้อชูชีพแล้วกระโดดลงพื้นน้ำทันที เดชะบุญ... หลังจากตะเกียกตะกายว่ายน้ำเอาชีวิตรอดอยู่ 2 ชั่วโมง ก็มีลังเสบียงขนาดยักษ์ลอยน้ำผ่านมา ในนั้นมีบิสกิต น้ำจืด และอุปกรณ์อย่างอื่นอีกเพียบ เขารีบปีนขึ้นไปบนลังทันที จัดการดัดแปลงมันให้เป็นแพพร้อมดำรงชีวิตอยู่บนนั้นเพื่อรอหน่วยกู้ภัย
ด้วยสถิติการลอยเท้งเต้งอยู่ในมหาสมุทรยาวนานถึง 133 วัน ทำให้อากงกลายเป็นมนุษย์ที่รอการช่วยเหลืออยู่ในทะเลนานที่สุดในโลก เขาดื่มน้ำจากน้ำฝนที่รองจากผ้าใบหลังคา ใช้เล็บที่งอกออกมาจนยาวเฟื้อยแทนฉมวกแทงปลา นั่นเป็นสิ่งที่ช่วยให้เขามีชีวิตอยู่รอดมาได้
ครั้งหนึ่ง มีเรือหาปลาแล่นผ่านมาเจออากงเข้าโดยบังเอิญ แต่ลูกเรือดันไม่ยอมช่วยแกด้วยสาเหตุเพียงเพราะแกเป็นคนจีน และอีกครั้งหนึ่งที่เครื่องบินรบของอเมริกามาเห็นแกเข้า และพยายามโยนเรือชูชีพลงมาช่วย แต่ระหว่างนั้นดันเกิดลมพายุขึ้นมากะทันหัน พัดแกให้ลอยจากไปไกลซะได้
31 มี.ค. 1943 อากงสังเกตเห็นว่าสีของน้ำทะเลเปลี่ยนไป นั่นเป็นสัญญาณว่าแพอยู่ไม่ไกลจากฝั่งแล้ว และอีกห้าวันต่อมา ในวันที่ 5 เม.ย.1943 หรือ 133 วันหลังเกิดเหตุ แพของอากงก็ลอยเข้ามาในอ่าวและได้รับการช่วยเหลือโดยชาวเลเลือดบราซิลเลี่ยน สิ้นสุดการเดินทางที่โคตรจะยาวนานและทรมานลงจนได้
อากงน้ำหนักลดลงไป 9 กิโล แต่ก็ยังสามารถเดินได้ เขาพักฟื้นอยู่ในโรงพยาบาลที่บราซิล 2 อาทิตย์ ก่อนที่กงสุลอังกฤษจะมารับตัวเขากลับ... อากงเล่าหลังจากนั้นว่า ตลอดเวลาที่อยู่บนแพ แรกๆ เขาก็เฝ้านับวันนับคืนรอว่าเมื่อไหร่จะมีคนมาช่วย แต่ยิ่งนับยิ่งรู้สึกว่ามันนาน ก็เลยเปลี่ยนมานับเฉพาะคืนเดือนเพ็ญแทน!
เรื่องราวการรอดชีวิตที่ทั้งน่าเอาใจช่วย และน่าสยดสยองในคราวเดียวกัน...
12 ต.ค. 1972 เครื่องบินแฟร์ไชด์ FH-227D เที่ยวบินที่ 571 ของกองทัพอากาศอุรุกวัยพร้อมผู้โดยสาร 45 ชีวิต บินออกจากท่าอากาศยานคาร์ราสโก มุ่งหน้าไปยังซานติเอโก้ ประเทศชิลี เพื่อนำนักรักบี้ทีมโอลด์คริสเตียนส์ของมหาวัทยาลัยสเตลล่ามาริสไปแข่งนัดกระชับมิตร แต่เนื่องจากสภาพอากาศในวันเดินทางค่อนข้างแย่ในวันที่ 13 ต.ค.1972 ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น!
15.30 น. ขณะแฟร์ไชด์กำลังบินอยู่เหนือเทือกเขาแอนดีส พวกเขาเจอสภาพอากาศแปรปรวนอย่างรุนแรงจนเครื่องพยุงตัวไม่ได้ ต้องลงจอดฉุกเฉินที่ยอดเขาแห่งหนึ่งบนเทือกเขาแอนดีส ตัวเครื่องกระแทกพื้นอย่างแรกจนปีกและท้ายหัก ผู้โดยสารบางคนกระเด็นออกไปตายนอกเครื่อง บางคนตายเพราะการกระแทก รวมแล้วตายทันที 12 ศพ ที่เหลือก็ต้องติดอยู่บนความสูง 10,300 ฟุตซึ่งมีหิมะหนาถึง 15 เมตร ไม่มีน้ำ ไม่มีอาหาร ประทังชีวิตด้วยช็อกโกแล็ตที่มีเพียงน้อยนิด และน้ำที่ลำลายจากหิมะ ด้วยสภาพที่เลวร้ายจึงทำให้ทยอยตายลงไปทีละคนๆ ศพถูกขนไปฝังไว้ใต้กองหิมะ
วันที่ 9 หลังเครื่องตก ความหิวเกาะกินพวกเขาอย่างหนัก คาเนสซ่า หนึ่งในผู้รอดชีวิตเสนอไอเดียให้กินเนื้อศพที่ฝังไว้เพื่อประทังชีวิต แรกๆ ก็โดนค้านอย่างรุนแรง แต่เมื่อเวลาผ่านไป 2 อาทิตย์ ศพแรกก็ถูกขุดขึ้นมาโดยมีคาเนสซ่าเป็นหัวโจก เขาใช้มีดเฉือนเนื้อเป็นชิ้นบางๆ แล้วกลืนลงคอ หลายคนยังปฏิเสธการกินเนื้อมนุษย์ด้วยกัน แต่หลังจากศพแรกหมดไป การกินเนื้อคนก็กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปทันที ศพค่อยๆ ถูกขุดขึ้นมาทีละร่าง และเริ่มพัฒนาจากการกินเนื้อดิบไปเป็นการย่างบนฟอยล์
4 อาทิตย์หลังเกิดเหตุ พวกเขาตัดสินใจส่งตัวแทน 3 คนที่ยังพอมีแรงเดินลงเขาไปขอความช่วยเหลือ แต่ 2 วันหลังจากนั้นก็ทำได้แค่เดินหลงทางวนเวียนก่อนจะกลับมาที่ซากเครื่องอย่างสิ้นหวัง เวลาผ่านไปจนเข้าอาทิตย์ที่ 7 คาเนสซ่าเริ่มเสนอให้ทุกคนกินสมองของศพเพราะเป็นส่วนที่มีแร่ธาตุมากที่สุด ในขณะเดียวกันก็ยังพยายามเดินลงเขาไปหาความช่วยเหลืออยู่ตลอด
16 ธ.ค.1972 คาเนสซ่าและปาร์ราโด้ สองตัวแทนที่อาสาเดินลงเขาก็ได้พบพื้นที่ปศุศัตว์และวัวตัวหนึ่ง และอีก 5 วันถัดมาเขาก็ได้พบชาวนาอยู่ทางฝั่งแม่น้ำตรงข้าม และได้นำความช่วยเหลือมาสู่ 16 ผู้รอดชีวิตในที่สุด รวมเวลาตั้งแต่เครื่องตกจนถึงวันที่ได้รับคยวามช่วยเหลือทั้งสิ้น 72 วันเต็มๆ!
ปี 1993 แฟรงค์ มาแชล ได้หยิบเรื่องนี้มาสร้างเป็นภาพยนตร์ Alive: The Miracle of the Andes (นำแสดงโดย อีธาน ฮอว์ก และจอห์น มาโควิช)

2. ARON RALSTON
เรื่องราวของนักปีนเขาคนนี้โด่งดังไปทั่วโลกเพราะถูกนำมาสร้างเป็นหนังที่เข้าชิงรางวัลออสการ์เรื่อง 127 Hours...
เดือน พ.ค. 2003 แอรอน ราลสตัน กำลังสนุกกับการไต่หน้าผาในบลูจอห์นแคนยอน (อุทยานแห่งชาติแคนยอนแลนด์ มลรัฐยูทาห์) ระหว่างที่เขามุดลงไปในซอกหินขนาดใหญ่อยู่นั้นเอง จู่ๆ หินก้อนใหญ่ก็หล่นลงมาทับแขนขวาของเขาเข้าอย่างจัง ทำให้เขาต้องติดแหง็ก ทิ้งตัวห้อยต่องแต่งคาอยู่อย่างนั้น
ราลสตันรู้ดีว่าไม่มีใครหาเขาเจอแน่ๆ และถ้ายังติดแหง็กอยู่ยังงี้ สิ่งที่เขาเขาทำได้ก็มีแต่การนับถอยหลังรอความตายเท่านั้น เขาใช้เวลาระหว่างที่พยายามหาทางให้แขนหลุดออกมา ด้วยการใช้มีดพกสลักชื่อ วันเดือนปีเกิด และคำนวณวันตายของตัวเอง เนื่องจากขนมและน้ำกำลังจะหมดลงในไม่ช้า พร้อมทั้งพูดสั่งเสียและบรรยายความรู้สึกถึงทุกคนที่รักลงในวิดีโอเทป
ระหว่างที่ต้องติดแหง็กอยู่ในช่องหินแคบๆ นี้ทำให้เขาต้องผจญกับสภาพอากาศสุดเลวร้าย และได้คิดทบทวนอะไรหลายๆ อย่าง จนในที่สุดเมื่อเวลาล่วงเคยเข้าสู่วันที่ 5 ของอุบัติเหตุเขาก็ตัดสินใจครั้งเด็ดขาด ในเมื่อเขาหาวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว และสิ่งที่ทำให้เขาต้องติดอยู่ในที่แคบๆ แห่งนี้มีเพียงแขนขวาเท่านั้น เขาจึงใช้มีดพกตัดแขนของตัวเองเพื่อปลดเปลื้องพันธนาการนี้ซะ ด้วยการเฉือนเนื้อ หักกระดูก แล้วตัดเส้นเอ็น ก่อนจะทิ้งตัวลงจากความสูง 65 ฟุต และกัดฟันปีนเขาด้วยระยะทางอีกกว่า 8 ไมล์ จนได้รับความช่วยเหลือในที่สุด... เรานับถือน้ำใจนายจริงๆ ว่ะ ราลสตัน!

3. 33 MINERS in CHILE
ปาฏิหาริย์อย่างแท้จริง เมื่อ 33 คนงานเหมืองในชิลีรอดจากอุบัติเหตุเหมืองแร่ครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ชิลีมาได้...
5 ส.ค. 2010 เกิดอุบัติเหตุเหมืองแร่ทางตอนเหนือของทะเลทรายในชิลีถล่ม ทำให้คนงาน 33 ชีวิตโดนขังอยู่ใต้พื้นดินลึก 700 เมตรทันที เดชะบุญ ที่นั่นยังมีออกซิเจน น้ำ และอาหารเพื่อประทังชีวิต
3 วันต่อมา หน่วยกู้ภัยเริ่มการขุดเจาะเพื่อส่งท่อที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 12 ซ.ม. เพื่อพยายามระบุตำแหน่งของคนงานทั้ง 33 ชีวิตให้ได้ โดยประธานาธิบดีปิเนรายืนยันว่า รัฐบาลจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อช่วยชีวิตพวกเขาให้ได้ แม้จะมีความหวังอยู่เพียงน้อยนิด ก่อนที่ชาวชิลีทั้งประเทศจะได้ดีใจครั้งใหญ่ครั้งแรกหลังเกิดเหตุ เมื่อทางการสามารถแพร่ภาพคนงานทั้ง 33 คนทางทีวีได้เป็นครั้งแรก หลังจากติดอยู่ใต้เหมืองมานาน 17 วัน และรุ่งขึ้นหน่วยกู้ภัยก็เริ่มส่งกลูโคสและน้ำลงไปให้เพิ่มเติม
7 ก.ย.2010 ซึ่งเป็นวันชาติของชิลี ชาวเมืองต่างเฉลิมฉลองการเป็นอิสระภายใต้การปกครองของสเปนครบ 200 ปี และทีมกู้ภัยก็สามารถระบุตำแหน่งของคนงานได้สำเร็จ ทำให้วันรุ่งขึ้นมีคลิปวิดีโอแพร่ภาพคนงานทั้ง 33 ชีวิตที่พร้อมใจกันร้องเพลงชาติ และเต้นรำกันอย่างรื่นเริงจากใต้เหมือง ก่อนที่เดือนต่อมา ทีมกู้ภัยจะได้ส่งท่อ T-130 (Plan B) ความยาว 624 เมตร ถูกส่งลงไปยังตำแหน่งของคนงาน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติการช่วยชีวิต
13 ต.ค.2010 ปฏิบัติการช่วยชีวิตเริ่มต้นขึ้น โดยการส่งทีมกู้ภัยลงไปทางแคปซูล พร้อมกับการขุดอุโมงค์อย่างระมัดระวัง จนในที่สุดคนงานคนแรกคือ ฟลอเรนซิโอ อวาลอส ก็ได้รับการช่วยชีวิตขึ้นมาได้สำเร็จเป็นคนแรก โดยมี ปธน.ปิเนราของชิลีเดินทางมารับขวัญด้วยตนเอง ก่อนที่จะทยอยช่วยคนงานที่เหลือจนครบทั้ง 33 ชีวิต ถือเป็นปาฏิหารย์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ
และตามฟอร์ม... เหตุการณ์นี้ได้ถูกซื้อลิขสิทธิ์เพื่อนำไปสร้างเป็นหนัง โดยบริษัทของดาราดังอย่าง แบรด พิตต์ และพวกเขาทั้ง 33 ชีวิตก็จะได้มาร่วมแสดงกันด้วย

4. WINNIE TILIN
หนูน้อยวัย 16 เดือนรอดตายจากเหตุแผ่นดินไหวในเฮติเมื่อต้นเดือน ม.ค.2010 ทั้งที่ติดอยู่ใต้ซากอิฐนาน 68 ชั่วโมง!
ขณะเจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังเร่งช่วยเหลือผู้รอดชีวิตหลังเหตุแผ่นดินไหวมาแล้ว 68 ชั่วโมง จู่ๆ ไมค์กี้ อามอร์ ผู้สื่อข่าวสาวของช่องโทรทัศน์ออสเตรเลียซึ่งลงพื้นที่ไปทำข่าวแผ่นดินไหวที่กรุงปอร์โตแปรงซ์ ก็ได้ยินเสียงเด็กร้องออกมาจากใต้ซากปรักหักพังที่เธอกำลังยืนรายงานข่าวอยู่ เธอจึงรีบเดินไปทางต้นเสียง และก็ได้พบกับแม่หนูน้อย วินนีย์ ทิลิน วัย 16 เดือนที่กำลังติดอยู่ใต้ซากบ้านของเธอเอง ไมค์กี้จึงช่วยดึงแม่หนูออกมาอย่างปลอดภัย สร้างความประหลาดใจให้กับทุกคนสุดๆ ที่เธอยังมีลมหายใจอยู่ได้ แถมยังดูมีสุขภาพแข็งแรงเหมือนไม่เกิดอะไรขึ้นเลย ทั้งๆ ที่ติดอยู่ที่นี่มานานถึง 68 ชั่วโมงโดยไม่มีทั้งน้ำและอาหาร... ผ่านเหตุการณ์ร้ายแรงขนาดนี้มาได้ ชีวิตนี้เอ็งไม่ต้องกลัวอะไรอีกแล้ว อีหนูเอ๊ย!

5. POON LIM
อากงหนังเหนียวถ่อแพกลางมหาสมุทรแอตแลนติกนาน 133 วัน รอดปาฏิหาริย์...

ปี 1942 (ซึ่งเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนนั้นอากงอายุ 24 ปี) เป็นกะลาสีในเรือพาณิชย์ของอังกฤษที่ชื่อ SS Ben Lomond เดินทางจากแอฟริกาใต้มุ่งหน้าไปยังแคว้นสุรินัมของฮอลันดา แต่ขณะกำลังข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกอยู่นั้น เรือก็โดนตอร์ปิโดของเรือดำน้ำเยอรมันเข้าอย่างจัง เขารีบสวมเสื้อชูชีพแล้วกระโดดลงพื้นน้ำทันที เดชะบุญ... หลังจากตะเกียกตะกายว่ายน้ำเอาชีวิตรอดอยู่ 2 ชั่วโมง ก็มีลังเสบียงขนาดยักษ์ลอยน้ำผ่านมา ในนั้นมีบิสกิต น้ำจืด และอุปกรณ์อย่างอื่นอีกเพียบ เขารีบปีนขึ้นไปบนลังทันที จัดการดัดแปลงมันให้เป็นแพพร้อมดำรงชีวิตอยู่บนนั้นเพื่อรอหน่วยกู้ภัย
ด้วยสถิติการลอยเท้งเต้งอยู่ในมหาสมุทรยาวนานถึง 133 วัน ทำให้อากงกลายเป็นมนุษย์ที่รอการช่วยเหลืออยู่ในทะเลนานที่สุดในโลก เขาดื่มน้ำจากน้ำฝนที่รองจากผ้าใบหลังคา ใช้เล็บที่งอกออกมาจนยาวเฟื้อยแทนฉมวกแทงปลา นั่นเป็นสิ่งที่ช่วยให้เขามีชีวิตอยู่รอดมาได้
ครั้งหนึ่ง มีเรือหาปลาแล่นผ่านมาเจออากงเข้าโดยบังเอิญ แต่ลูกเรือดันไม่ยอมช่วยแกด้วยสาเหตุเพียงเพราะแกเป็นคนจีน และอีกครั้งหนึ่งที่เครื่องบินรบของอเมริกามาเห็นแกเข้า และพยายามโยนเรือชูชีพลงมาช่วย แต่ระหว่างนั้นดันเกิดลมพายุขึ้นมากะทันหัน พัดแกให้ลอยจากไปไกลซะได้
31 มี.ค. 1943 อากงสังเกตเห็นว่าสีของน้ำทะเลเปลี่ยนไป นั่นเป็นสัญญาณว่าแพอยู่ไม่ไกลจากฝั่งแล้ว และอีกห้าวันต่อมา ในวันที่ 5 เม.ย.1943 หรือ 133 วันหลังเกิดเหตุ แพของอากงก็ลอยเข้ามาในอ่าวและได้รับการช่วยเหลือโดยชาวเลเลือดบราซิลเลี่ยน สิ้นสุดการเดินทางที่โคตรจะยาวนานและทรมานลงจนได้
อากงน้ำหนักลดลงไป 9 กิโล แต่ก็ยังสามารถเดินได้ เขาพักฟื้นอยู่ในโรงพยาบาลที่บราซิล 2 อาทิตย์ ก่อนที่กงสุลอังกฤษจะมารับตัวเขากลับ... อากงเล่าหลังจากนั้นว่า ตลอดเวลาที่อยู่บนแพ แรกๆ เขาก็เฝ้านับวันนับคืนรอว่าเมื่อไหร่จะมีคนมาช่วย แต่ยิ่งนับยิ่งรู้สึกว่ามันนาน ก็เลยเปลี่ยนมานับเฉพาะคืนเดือนเพ็ญแทน!
6. SIR ERNEST SHACKLETON
วีรบุรุษผู้ใช้เรือแจวลำเล็กๆ ด้วยเวลาถึง 2 ปี จนสามารถพิชิตขั้วโลกใต้และรอดชีวิตกลับมาได้!
เซอร์ เอิร์นเนสต์ แช็คเคิลตัน ยอดนักสำรวจชาวไอริช มนุษย์ที่ทำให้สิ่งซึ่งคนธรรมดาเห็นว่าเป็นการฆ่าตัวตายชัดๆ แรกเริ่มนั้น เขาเข้าร่วมภารกิจที่เรียกว่า Discovery Expedition ในปี 1901 ร่วมกับ โรเบิร์ต สก็อตต์ และ เอ็ดเวิร์ด วิลสัน เป้าหมายคือการไปปักธงใกล้กับขั้วโลกใต้ให้ได้มากที่สุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ แต่แช็คเคิลตันถูกสก็อตต์ส่งกลับบ้านซะก่อนด้วยปัญหาขัดแย้งบางประการ หลังจากนั้นเขาจึงความมุ่งมั่นที่จะทำภารกิจให้สำเร็จด้วยตัวเองให้ได้ โดยการตั้งโปรเจ็กต์ของตัวเองในชื่อ Nimrod Expedition เป้าหมายสุดยอดคือไปปักธงให้ใกล้ขั้วโลกใต้มากกว่าที่สก็อตต์เคยทำไว้ให้จงได้ ในปี 1907 เขามุ่งหน้าลงเรือลำเล็กพร้อมลูกเรืออีก 3 คนและเสบียงอีกเพียงเล็กน้อย มุ่งหน้าสู่การพิชิตขั้วโลกใต้
การเดินทางด้วยเรือพายในทะเลใหญ่ภายใต้สภาพอากาศแปรปรวนเป็นภารกิจที่เหลือเชื่อ แม้ทุกคนจะบอกว่านี่คือการฆ่าตัวตายชัดๆ แต่เขาก็ยังมุ่งมั่นเดินหน้าต่อไป แม้จะต้องผ่านอุปสรรคมหาโหดมากมาย ทั้งเรือติดอยู่ในธารน้ำแข็งแอนตาร์กติกนานนับปี เรือแตกเพราะโดนธารน้ำแข็งบดละเอียด ต้องติดค้างอยู่บนภูเขาหิน ติดอยู่บนเกาะท่ามกลางอากาศเลวร้าย ฯลฯ แต่แล้วในวันที่ 9 ม.ค.1909 เขาและลูกเรือทั้งสามก็สามารถปักธงลงบนพิกัด 88 องศา 23 ลิปดาใต้ได้สำเร็จ ห่างจากจุดที่ถือว่าเป็นขั้วโลกใต้เพียง 112 ไมล์เท่านั้น ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของโลกการผจญภัย!
แช็คเคิลตันและลูกเรือเดินทางกลับขึ้นฝั่งอย่างปลอดภัย พร้อมสิ่งสำคัญที่สุดซึ่งก็คือแผ่นฟิล์มและรูปถ่าย ที่ถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะยืนยันต่อชาวโลกว่าเขาได้ไปพิชิตมาจริง กลายเป็น The Greatest Adventures of All Time ที่คนจดจำมาจนวันนี้

7. MIKE THE HEADLESS CHICKEN
ตะลึงกันไปทั้งโลก เมื่อเจ้ากุ๊กไก่หัวหลุดสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานถึง 6 เดือน!

เจ้าไมค์เป็นไก่ฝรั่งธรรมดาๆ ที่ไม่ได้มีอะไรพิเศษกว่าไก่ทั่วไป อาศัยอยู่กับครอบครัวชาวนาตระกูลโอลเซ่น ในมลรัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา... เขาเลี้ยงมันไว้เพื่อทำอาหารเหมือนในบ้านเรานี่แหละ!
พออายุได้ 18 เดือนก็ถึงกำหนดที่มันจะต้องสังเวยชีวิตทดแทนพระคุณเจ้าของ ในวันที่ 10 ก.ย.1945 แม่บ้านของครอบครัวโอลเซนก็จับมันมาขึ้นเขียง เรื่องราวดำเนินไปโดยปกติ เพราะเกิดมาเป็นไก่ยังไงก็ต้องโดนเชือดอยู่วันยังค่ำ แต่เรื่องมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นจนได้ เมื่อแม่บ้านใช้มีดฟันฉับลงไปจนหัวมันหลุดกระเด็นออกมา นึกว่ามันตายแล้วก็เลยเผลอปล่อยมือ... เท่านั้นแหละ มันวิ่งหนีจากเขียงกลับเข้าเล้าซะดื้อๆ!
กระทั่งวันรุ่งขึ้น เจ้าไมค์ก็ยังตื่นมาคุ้ยเขี่ยหาอาหารร่วมกับไก่ตัวอื่นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เจ้าของเองก็ยากรู้ว่ามันจะอยู่ไปได้อีกนานเท่าไหร่ จึงยังคงให้อาหารต่อไปเรื่อยๆ โดยใช้ที่หยอดตาหยอดน้ำข้าวโพดลงทางหลอดอาหาร และช่วยดูดเสมหะด้วยเข็มฉีดยา และมันก็ยังสามารถเติบโตได้เหมือนไก่ปกติ น้ำหนักเพิ่มเอาๆ แบบไม่เกรงใจใคร
เจ้าไมค์กลายเป็นไก่ที่ดังเป็นพลุแตก เมื่อเจ้าของจับมันออกเดินสายโชว์ไปตามงานวัด จนนิตยสาร Time มาทำสารคดีชีวิตของมัน ตั้งแต่นั้นค่าตัวของมันก็พุ่งพรวด ใครอยากดูตัวเป็นๆ ต้องจ่ายค่าตั๋ว 25 เซนต์ เคยมีคนมาเสนอเงินซื้อ 4,500 ดอลลาร์แต่เจ้าของก็ไม่ยอมขาย จนกระทั่งในเดือนมีนาคม 1947 ขณะกลับจากเปิดวิกโชว์ตัว เจ้าไมค์ก็ดิ้นทุรนทุรายตายกลางดึกเพราะเจ้าของดันลืมทำความสะอาดหลอดลม ทำให้มีเมล็ดข้าวโพดเข้าไปอุดจนหายใจไม่ออก รวมสิริอายุของเจ้าไมค์ได้ 18 เดือน เรื่องของมันกลายเป็นตำนานของโคโลราโด ถึงขนาดมีการจัดงาน Mike the Headless Chicken Day ขึ้นทุกปีเพื่อระลึกถึงมัน ในสุดสัปดาห์ที่ 3 ของเดือน พ.ค. ตั้งแต่ปี 1999 เป็นต้นมา
หลายคนต่างถกเถียงกันว่าทำไมเจ้าไมค์ถึงยังมีชีวิตอยู่ได้ ข้อสันนิษฐานที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ คมมีดมันตัดไม่โดนหลอดเลือดแดง แม้สมองและการได้ยินจะสูญเสียไปแล้ว แต่หัวใจยังสูบฉีดเลือดได้ มันจึงยังคงเติบโตได้ตามปกติ
8. WENSESLAO MOGUEL
ยิ่งฟังยิ่งขนลุก... คนอะไร โดนยิงเป้า 8 หนแต่ไม่ยักกะตาย!

ช่วงปฏิวัติของประเทศเม็กซิโก ผู้คนต่างล้มตายกันเป็นเบือ โดยเฉพาะพวกหัวรุนแรงที่ถูกจับแล้วโดนทหารสั่งยิงเป้า แต่กรณีนี่ใช้ไม่ได้กับเจ้าหนุ่ม เวนเซสลาโอ โมเกล
เจ้าหนุ่มน้อยคนนี้โดนจับเมื่อวันที่ 18 มี.ค.1915 และถูกพิพากษาประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า จากคดีทางการเมืองที่ถือว่าร้ายแรงมากในขณะนั้น โดยการยิงเป้าแบบนี้จะมีลักษณะคือ จับมาผูกผ้าคาดตาแล้วยืนให้ทหารล้อมยิงเหมือนกับที่เราเคยเห็นกันในหนัง
เรื่องราวดำเนินไปตามปกติ เจ้าหนุ่มน้อยโดนจับผูกตาแล้วยืนเรียงแถวหน้ากองทหาร แต่แล้วก็เกิดเรื่องมหัศจรรย์ เมื่อคำสั่งยิงชุดแรกหลุดออกจากปาก ผบ. กระสุนถูกสาดเข้าใส่จนควันคลุ้ง แต่เจ้าหนุ่มโมเกลก็ยังไม่ตาย แม้จะโดนยิงซ้ำถึง 8 ชุดก็ยังคงนอนหายใจรวยริน ขนาดโดนจ่อหัวยิงเผาขนเขาก็ยังไม่ได้ จนผลยิงเห็นว่าเจ้าหมอนี่มันดื้อด้านเกินมนุษย์ก็เลยท้อและเดินจากไปดื้อๆ นั่นแหละถึงทำให้เขารอดอย่างเป็นทางการ... สงสัยยมบาลยังไม่อยากได้ตัวละมั้งเนี่ย!
9. JULIANE KOEPCKE
เครื่องบินตกกลางป่าดงดิบในเปรู คนตายหมดทั้งลำ แต่เจ๊แกเป็นหนึ่งเดียวที่ยังรอดชีวิตกลับออกมาได้!

24 ธ.ค.1971 จูเลียเน ค็อปเค นักศึกษาสาวชั้นปีที่ 4 อายุ 24 ปี เป็นหนึ่งใน 93 ผู้โดยสารบนเครื่องบินของสายการบิน Lansa เที่ยวบิน 508 เดินทางจากรุงลิมาเพื่อกลับไปหาพ่อ แต่เครื่องบินโดนฟ้าผ่าขณะบินเหนือผืนป่าดงดิบในประเทศเปรู เธอกระเด็นออกนอกเครื่องขณะยังถูกเข็มขัดนิรภัยยึดแน่นอยู่กับเก้าอี้ ก่อนจะตกสู่พื้นเบื้องล่างห่างจากจุดที่โดนฟ้าผ่าออกไป 2 ไมล์ ซึ่งมีสภาพเป็นป่ารกทึบ แม้ผู้โดยสาร ลูกเรือ และนักบินทั้ง 91 ชีวิตจะต้องสังเวยให้กับอุบัติเหตุในครั้งนี้ แต่เธอรอดออกมาได้พร้อมตาที่บอดไปข้างหนึ่ง ไหปลาร้าหัก และแผลถลอกฟกช้ำอีกพอสมควร
ภายใต้ความตื่นตระหนก แต่เธอยังตั้งสติและนึกถึงคำของพ่อผู้เป็นนักชีววิทยาที่เคยสอนไว้ว่า น้ำไหลจากที่สูงลงที่ต่ำ ที่ไหนมีน้ำที่นั่นมีหมู่บ้าน จูเลียเนซึ่งตอนนั้นสวมมินิสเกิร์ตกับรองเท้าแตะ พยายามตะเกียกตะกายเอาชีวิตรอด อาศัยของป่ากินประทังชีวิตผจญกับสัตว์ดุร้ายนานาชนิดนานถึง 9 วันเต็มๆ ในที่สุดเธอก็เจอกระท่อมเล็กๆ กลางป่า ทำให้เธอได้อาศัยน้ำสะอาดล้างและแต่งบาดแผลของตัวเอง และรอจนเจ้าของกระท่อมกลับมาเจอจึงรอดชีวิตออกมาได้ หลังเหตุการณ์นี้ เธอจึงตัดสินใจเรียนต่อจนจบและได้เป็นสัตววิทยาตามรอยพ่อแม่ของเธอ
แน่นอนที่สุด... เมื่อชีวิตเจอเรื่องมหัศจรรย์ขนาดนี้มีหรือที่จะไม่กลายเป็นหนัง ประเดิมที่เรื่องแรก Miracoli accadono ancora (Miracles Still Happen) ในปี 1974 และตามด้วย Wings of Hope ในปี 2000
10. PAUL TEMPLER
คนอะไร โดนฮิปโปงับหัวแต่ยังอุตส่าห์จะรอดมาได้อีก!

หลังคร่ำหวอดอยู่ในกองทัพแห่งสหราชอาณาจักรอยู่หลายต่อหลายปี และท่องเที่ยวผจญภัยในโลกกว้าง เผชิญอันตรายสุดโหดมาแล้วนักต่อนัก ในที่สุด พอล เทมเปลอร์ ก็ตัดสินใจลงหลักปักฐานในประเทศซิมบับเว ดำรงชีวิตด้วยการเป็นไกด์แม่น้ำท้องถิ่น กิจวัตรประจำวันของเขาคือการพานักท่องเที่ยวลงเรือชมความงามของแม่น้ำแซมเบวี่
ทัวร์แล้วทัวร์เล่าที่ผ่านพ้นไปด้วยดี ชีวิตของพอลดูจะราบรื่นไม่มีที่ติ แต่แล้วก็เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น เมื่อเรือทัวร์ของเขาบังเอิญไปป๊ะเข้ากับเจ้าฮิปโปวัว (bull hippo) เข้าจนได้ มันคือสัตว์เจ้าถิ่นที่ได้ชื่อว่าดุร้ายและอันตรายที่สุดในแอฟริกา มันโผล่จากผิวน้ำแล้ววิ่งรี่เข้ามาที่เรือ อาศัยความแข็งแรงและกำยำของมันจนกำลังจะคว่ำเรืออยู่รอมร่อ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง งานนี้มีโศกนาฏกรรมหมู่แน่นอน เพราะน้อยคนนักที่จะรอดพ้นฟันขี่แหลมของของเจ้าฮิปโปวัวไปได้
เมื่อฮิปโปเหวี่ยงร่างไกด์อีกคนลงไปน้ำซึ่งเต็มไปด้วยสัตว์ร้ายนานาชนิด พอลก็ตัดสินใจกระโดดเข้าช่วยเพื่อน แต่ฮิปโปยักษ์ก็สะบัดตัวและอ้าปากกว้างเต็มพิกัด งับเอาหัวของพอลเข้าไปทั้งหัวพร้อมแขนทั้งสองข้าง ด้วยฟันที่แหลมคมยังกับปังตอสับหมู มันลากตัวพอลหายลงไปใต้น้ำ นักท่องเที่ยวต่างตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า... ไม่รอดแหงมๆ!
พอลสะบัดตัวออกจากกรามที่โคตรแข็งแรงของฮิปโปมาได้ แล้วทะลึ่งตัวขึ้นสู่ผิวน้ำอีกครั้ง... แต่ฉากต่อสู้ยังไม่จบเพียงเท่านั้น เพราะฮิปโปยังคงไล่ตะครุบตัวพอลอย่างไม่ลดละ ครั้งแล้วครั้งเล่าที่มันขย้ำและฉีกเท้าเขาออกเป็นเสี่ยงๆ ฉีกแขนเขาทั้งสองข้าง หักกระดูกซี่โครงและหน้าอก แถมฟัดแผ่นหลังและหน้าอกของเขาจนเป็นหลุมลึก!
หลังการผ่าตัดที่ยาวนานถึง 7 ชั่วโมง ซึ่งนั่นรวมถึงการตัดแขนขาที่โดนฟัดจนเละ ในที่สุดพอลก็เข้าสู่ระยะพักฟื้นและกายภาพบำบัด จนสามารถดำรงชีวิตได้ตามอัตภาพ
ปัจจุบันเขายังคงดำรงตำแหน่งหัวหน้าทริปซาฟารี เป็นผู้ฝึกสอนเจ้าหน้าที่ เป็นนักพูด และเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหาเงินเข้าโครงการสำหรับเด็กที่ชื่อ Make-a-Difference... ข้าน้อยขอคารวะท่าผู้กล้าด้วยใจริง!
และทั้งหมดนั้นก็คือเรื่องราวของเหล่ามนุษย์เหล็กที่รอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์ แม้เราจะรู้สึกอยากคารวะความไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อโชคชะตาของพวกเขา แต่คงไม่มีใครอยากเจอเหตุการณ์แบบนี้ในชีวิตหรอก... หรือไม่จริง?
วีรบุรุษผู้ใช้เรือแจวลำเล็กๆ ด้วยเวลาถึง 2 ปี จนสามารถพิชิตขั้วโลกใต้และรอดชีวิตกลับมาได้!
เซอร์ เอิร์นเนสต์ แช็คเคิลตัน ยอดนักสำรวจชาวไอริช มนุษย์ที่ทำให้สิ่งซึ่งคนธรรมดาเห็นว่าเป็นการฆ่าตัวตายชัดๆ แรกเริ่มนั้น เขาเข้าร่วมภารกิจที่เรียกว่า Discovery Expedition ในปี 1901 ร่วมกับ โรเบิร์ต สก็อตต์ และ เอ็ดเวิร์ด วิลสัน เป้าหมายคือการไปปักธงใกล้กับขั้วโลกใต้ให้ได้มากที่สุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ แต่แช็คเคิลตันถูกสก็อตต์ส่งกลับบ้านซะก่อนด้วยปัญหาขัดแย้งบางประการ หลังจากนั้นเขาจึงความมุ่งมั่นที่จะทำภารกิจให้สำเร็จด้วยตัวเองให้ได้ โดยการตั้งโปรเจ็กต์ของตัวเองในชื่อ Nimrod Expedition เป้าหมายสุดยอดคือไปปักธงให้ใกล้ขั้วโลกใต้มากกว่าที่สก็อตต์เคยทำไว้ให้จงได้ ในปี 1907 เขามุ่งหน้าลงเรือลำเล็กพร้อมลูกเรืออีก 3 คนและเสบียงอีกเพียงเล็กน้อย มุ่งหน้าสู่การพิชิตขั้วโลกใต้
การเดินทางด้วยเรือพายในทะเลใหญ่ภายใต้สภาพอากาศแปรปรวนเป็นภารกิจที่เหลือเชื่อ แม้ทุกคนจะบอกว่านี่คือการฆ่าตัวตายชัดๆ แต่เขาก็ยังมุ่งมั่นเดินหน้าต่อไป แม้จะต้องผ่านอุปสรรคมหาโหดมากมาย ทั้งเรือติดอยู่ในธารน้ำแข็งแอนตาร์กติกนานนับปี เรือแตกเพราะโดนธารน้ำแข็งบดละเอียด ต้องติดค้างอยู่บนภูเขาหิน ติดอยู่บนเกาะท่ามกลางอากาศเลวร้าย ฯลฯ แต่แล้วในวันที่ 9 ม.ค.1909 เขาและลูกเรือทั้งสามก็สามารถปักธงลงบนพิกัด 88 องศา 23 ลิปดาใต้ได้สำเร็จ ห่างจากจุดที่ถือว่าเป็นขั้วโลกใต้เพียง 112 ไมล์เท่านั้น ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของโลกการผจญภัย!
แช็คเคิลตันและลูกเรือเดินทางกลับขึ้นฝั่งอย่างปลอดภัย พร้อมสิ่งสำคัญที่สุดซึ่งก็คือแผ่นฟิล์มและรูปถ่าย ที่ถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะยืนยันต่อชาวโลกว่าเขาได้ไปพิชิตมาจริง กลายเป็น The Greatest Adventures of All Time ที่คนจดจำมาจนวันนี้

7. MIKE THE HEADLESS CHICKEN
ตะลึงกันไปทั้งโลก เมื่อเจ้ากุ๊กไก่หัวหลุดสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานถึง 6 เดือน!

เจ้าไมค์เป็นไก่ฝรั่งธรรมดาๆ ที่ไม่ได้มีอะไรพิเศษกว่าไก่ทั่วไป อาศัยอยู่กับครอบครัวชาวนาตระกูลโอลเซ่น ในมลรัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา... เขาเลี้ยงมันไว้เพื่อทำอาหารเหมือนในบ้านเรานี่แหละ!
พออายุได้ 18 เดือนก็ถึงกำหนดที่มันจะต้องสังเวยชีวิตทดแทนพระคุณเจ้าของ ในวันที่ 10 ก.ย.1945 แม่บ้านของครอบครัวโอลเซนก็จับมันมาขึ้นเขียง เรื่องราวดำเนินไปโดยปกติ เพราะเกิดมาเป็นไก่ยังไงก็ต้องโดนเชือดอยู่วันยังค่ำ แต่เรื่องมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นจนได้ เมื่อแม่บ้านใช้มีดฟันฉับลงไปจนหัวมันหลุดกระเด็นออกมา นึกว่ามันตายแล้วก็เลยเผลอปล่อยมือ... เท่านั้นแหละ มันวิ่งหนีจากเขียงกลับเข้าเล้าซะดื้อๆ!
กระทั่งวันรุ่งขึ้น เจ้าไมค์ก็ยังตื่นมาคุ้ยเขี่ยหาอาหารร่วมกับไก่ตัวอื่นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เจ้าของเองก็ยากรู้ว่ามันจะอยู่ไปได้อีกนานเท่าไหร่ จึงยังคงให้อาหารต่อไปเรื่อยๆ โดยใช้ที่หยอดตาหยอดน้ำข้าวโพดลงทางหลอดอาหาร และช่วยดูดเสมหะด้วยเข็มฉีดยา และมันก็ยังสามารถเติบโตได้เหมือนไก่ปกติ น้ำหนักเพิ่มเอาๆ แบบไม่เกรงใจใคร
เจ้าไมค์กลายเป็นไก่ที่ดังเป็นพลุแตก เมื่อเจ้าของจับมันออกเดินสายโชว์ไปตามงานวัด จนนิตยสาร Time มาทำสารคดีชีวิตของมัน ตั้งแต่นั้นค่าตัวของมันก็พุ่งพรวด ใครอยากดูตัวเป็นๆ ต้องจ่ายค่าตั๋ว 25 เซนต์ เคยมีคนมาเสนอเงินซื้อ 4,500 ดอลลาร์แต่เจ้าของก็ไม่ยอมขาย จนกระทั่งในเดือนมีนาคม 1947 ขณะกลับจากเปิดวิกโชว์ตัว เจ้าไมค์ก็ดิ้นทุรนทุรายตายกลางดึกเพราะเจ้าของดันลืมทำความสะอาดหลอดลม ทำให้มีเมล็ดข้าวโพดเข้าไปอุดจนหายใจไม่ออก รวมสิริอายุของเจ้าไมค์ได้ 18 เดือน เรื่องของมันกลายเป็นตำนานของโคโลราโด ถึงขนาดมีการจัดงาน Mike the Headless Chicken Day ขึ้นทุกปีเพื่อระลึกถึงมัน ในสุดสัปดาห์ที่ 3 ของเดือน พ.ค. ตั้งแต่ปี 1999 เป็นต้นมา
หลายคนต่างถกเถียงกันว่าทำไมเจ้าไมค์ถึงยังมีชีวิตอยู่ได้ ข้อสันนิษฐานที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ คมมีดมันตัดไม่โดนหลอดเลือดแดง แม้สมองและการได้ยินจะสูญเสียไปแล้ว แต่หัวใจยังสูบฉีดเลือดได้ มันจึงยังคงเติบโตได้ตามปกติ
8. WENSESLAO MOGUEL
ยิ่งฟังยิ่งขนลุก... คนอะไร โดนยิงเป้า 8 หนแต่ไม่ยักกะตาย!

ช่วงปฏิวัติของประเทศเม็กซิโก ผู้คนต่างล้มตายกันเป็นเบือ โดยเฉพาะพวกหัวรุนแรงที่ถูกจับแล้วโดนทหารสั่งยิงเป้า แต่กรณีนี่ใช้ไม่ได้กับเจ้าหนุ่ม เวนเซสลาโอ โมเกล
เจ้าหนุ่มน้อยคนนี้โดนจับเมื่อวันที่ 18 มี.ค.1915 และถูกพิพากษาประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า จากคดีทางการเมืองที่ถือว่าร้ายแรงมากในขณะนั้น โดยการยิงเป้าแบบนี้จะมีลักษณะคือ จับมาผูกผ้าคาดตาแล้วยืนให้ทหารล้อมยิงเหมือนกับที่เราเคยเห็นกันในหนัง
เรื่องราวดำเนินไปตามปกติ เจ้าหนุ่มน้อยโดนจับผูกตาแล้วยืนเรียงแถวหน้ากองทหาร แต่แล้วก็เกิดเรื่องมหัศจรรย์ เมื่อคำสั่งยิงชุดแรกหลุดออกจากปาก ผบ. กระสุนถูกสาดเข้าใส่จนควันคลุ้ง แต่เจ้าหนุ่มโมเกลก็ยังไม่ตาย แม้จะโดนยิงซ้ำถึง 8 ชุดก็ยังคงนอนหายใจรวยริน ขนาดโดนจ่อหัวยิงเผาขนเขาก็ยังไม่ได้ จนผลยิงเห็นว่าเจ้าหมอนี่มันดื้อด้านเกินมนุษย์ก็เลยท้อและเดินจากไปดื้อๆ นั่นแหละถึงทำให้เขารอดอย่างเป็นทางการ... สงสัยยมบาลยังไม่อยากได้ตัวละมั้งเนี่ย!
9. JULIANE KOEPCKE
เครื่องบินตกกลางป่าดงดิบในเปรู คนตายหมดทั้งลำ แต่เจ๊แกเป็นหนึ่งเดียวที่ยังรอดชีวิตกลับออกมาได้!

24 ธ.ค.1971 จูเลียเน ค็อปเค นักศึกษาสาวชั้นปีที่ 4 อายุ 24 ปี เป็นหนึ่งใน 93 ผู้โดยสารบนเครื่องบินของสายการบิน Lansa เที่ยวบิน 508 เดินทางจากรุงลิมาเพื่อกลับไปหาพ่อ แต่เครื่องบินโดนฟ้าผ่าขณะบินเหนือผืนป่าดงดิบในประเทศเปรู เธอกระเด็นออกนอกเครื่องขณะยังถูกเข็มขัดนิรภัยยึดแน่นอยู่กับเก้าอี้ ก่อนจะตกสู่พื้นเบื้องล่างห่างจากจุดที่โดนฟ้าผ่าออกไป 2 ไมล์ ซึ่งมีสภาพเป็นป่ารกทึบ แม้ผู้โดยสาร ลูกเรือ และนักบินทั้ง 91 ชีวิตจะต้องสังเวยให้กับอุบัติเหตุในครั้งนี้ แต่เธอรอดออกมาได้พร้อมตาที่บอดไปข้างหนึ่ง ไหปลาร้าหัก และแผลถลอกฟกช้ำอีกพอสมควร
ภายใต้ความตื่นตระหนก แต่เธอยังตั้งสติและนึกถึงคำของพ่อผู้เป็นนักชีววิทยาที่เคยสอนไว้ว่า น้ำไหลจากที่สูงลงที่ต่ำ ที่ไหนมีน้ำที่นั่นมีหมู่บ้าน จูเลียเนซึ่งตอนนั้นสวมมินิสเกิร์ตกับรองเท้าแตะ พยายามตะเกียกตะกายเอาชีวิตรอด อาศัยของป่ากินประทังชีวิตผจญกับสัตว์ดุร้ายนานาชนิดนานถึง 9 วันเต็มๆ ในที่สุดเธอก็เจอกระท่อมเล็กๆ กลางป่า ทำให้เธอได้อาศัยน้ำสะอาดล้างและแต่งบาดแผลของตัวเอง และรอจนเจ้าของกระท่อมกลับมาเจอจึงรอดชีวิตออกมาได้ หลังเหตุการณ์นี้ เธอจึงตัดสินใจเรียนต่อจนจบและได้เป็นสัตววิทยาตามรอยพ่อแม่ของเธอ
แน่นอนที่สุด... เมื่อชีวิตเจอเรื่องมหัศจรรย์ขนาดนี้มีหรือที่จะไม่กลายเป็นหนัง ประเดิมที่เรื่องแรก Miracoli accadono ancora (Miracles Still Happen) ในปี 1974 และตามด้วย Wings of Hope ในปี 2000
10. PAUL TEMPLER
คนอะไร โดนฮิปโปงับหัวแต่ยังอุตส่าห์จะรอดมาได้อีก!

หลังคร่ำหวอดอยู่ในกองทัพแห่งสหราชอาณาจักรอยู่หลายต่อหลายปี และท่องเที่ยวผจญภัยในโลกกว้าง เผชิญอันตรายสุดโหดมาแล้วนักต่อนัก ในที่สุด พอล เทมเปลอร์ ก็ตัดสินใจลงหลักปักฐานในประเทศซิมบับเว ดำรงชีวิตด้วยการเป็นไกด์แม่น้ำท้องถิ่น กิจวัตรประจำวันของเขาคือการพานักท่องเที่ยวลงเรือชมความงามของแม่น้ำแซมเบวี่
ทัวร์แล้วทัวร์เล่าที่ผ่านพ้นไปด้วยดี ชีวิตของพอลดูจะราบรื่นไม่มีที่ติ แต่แล้วก็เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น เมื่อเรือทัวร์ของเขาบังเอิญไปป๊ะเข้ากับเจ้าฮิปโปวัว (bull hippo) เข้าจนได้ มันคือสัตว์เจ้าถิ่นที่ได้ชื่อว่าดุร้ายและอันตรายที่สุดในแอฟริกา มันโผล่จากผิวน้ำแล้ววิ่งรี่เข้ามาที่เรือ อาศัยความแข็งแรงและกำยำของมันจนกำลังจะคว่ำเรืออยู่รอมร่อ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง งานนี้มีโศกนาฏกรรมหมู่แน่นอน เพราะน้อยคนนักที่จะรอดพ้นฟันขี่แหลมของของเจ้าฮิปโปวัวไปได้
เมื่อฮิปโปเหวี่ยงร่างไกด์อีกคนลงไปน้ำซึ่งเต็มไปด้วยสัตว์ร้ายนานาชนิด พอลก็ตัดสินใจกระโดดเข้าช่วยเพื่อน แต่ฮิปโปยักษ์ก็สะบัดตัวและอ้าปากกว้างเต็มพิกัด งับเอาหัวของพอลเข้าไปทั้งหัวพร้อมแขนทั้งสองข้าง ด้วยฟันที่แหลมคมยังกับปังตอสับหมู มันลากตัวพอลหายลงไปใต้น้ำ นักท่องเที่ยวต่างตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า... ไม่รอดแหงมๆ!
พอลสะบัดตัวออกจากกรามที่โคตรแข็งแรงของฮิปโปมาได้ แล้วทะลึ่งตัวขึ้นสู่ผิวน้ำอีกครั้ง... แต่ฉากต่อสู้ยังไม่จบเพียงเท่านั้น เพราะฮิปโปยังคงไล่ตะครุบตัวพอลอย่างไม่ลดละ ครั้งแล้วครั้งเล่าที่มันขย้ำและฉีกเท้าเขาออกเป็นเสี่ยงๆ ฉีกแขนเขาทั้งสองข้าง หักกระดูกซี่โครงและหน้าอก แถมฟัดแผ่นหลังและหน้าอกของเขาจนเป็นหลุมลึก!
หลังการผ่าตัดที่ยาวนานถึง 7 ชั่วโมง ซึ่งนั่นรวมถึงการตัดแขนขาที่โดนฟัดจนเละ ในที่สุดพอลก็เข้าสู่ระยะพักฟื้นและกายภาพบำบัด จนสามารถดำรงชีวิตได้ตามอัตภาพ
ปัจจุบันเขายังคงดำรงตำแหน่งหัวหน้าทริปซาฟารี เป็นผู้ฝึกสอนเจ้าหน้าที่ เป็นนักพูด และเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหาเงินเข้าโครงการสำหรับเด็กที่ชื่อ Make-a-Difference... ข้าน้อยขอคารวะท่าผู้กล้าด้วยใจริง!
และทั้งหมดนั้นก็คือเรื่องราวของเหล่ามนุษย์เหล็กที่รอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์ แม้เราจะรู้สึกอยากคารวะความไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อโชคชะตาของพวกเขา แต่คงไม่มีใครอยากเจอเหตุการณ์แบบนี้ในชีวิตหรอก... หรือไม่จริง?
โพสท์โดย ลูกสาวอบต
ลูกสาวอบต วิเคราะห์ รวมทั้งสรุปเรื่องราว เรื่องแปลกหายากและเรื่องทั่วไปให้เข้าใจง่าย
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
72 VOTES (4/5 จาก 18 คน)
VOTED: นายเอือมระอา, puddingzii, makhamdong, อาหมวย เยาวราช, เจ๊มด ณ โพสท์จัง, Tabebuia, zelomoon, หนูชอบแดกโคยยยยยยยยย, eee, Plooto
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
จังหวัดเดียวในไทย ที่ไม่มีภูเขาเลยแม้แต่ลูกเดียว
จังหวัดเดียวในไทย ที่ ไม่มีนิคมอุตสาหกรรมเลยแม้แต่แห่งเดียว
10 อาชีพที่ AI กำลังแทนที่เร็วที่สุดในไทย (มีของคุณไหม)
จังหวัดไหน “ร้อนนานที่สุดในไทย” ไม่ใช่แค่ร้อนแรง แต่ร้อนยาวทั้งปี
10 จังหวัดที่ “อากาศร้อนที่สุดในไทย” ร้อนจนอยู่ยากแค่ไหน
ราคาทองพุ่งไปอีกเท่าไร
จังหวัดที่ “สูงที่สุดในไทย” คนละโลกกับสมุทรสงคราม
ส่อง "OK ลอตเตอรี่" 10 เลขฮิตงวดวันที่ 1 เมษายน 2569
ผู้ที่มี EQ ต่ำ มักชอบใช้ภาพพื้นหลัง 8 แบบนี้
อาจารย์ออร่า มหารานี แนวทางมหาเศรษฐีงวด 1 เม.ย. 69 กับทักษาโหรรานี
ประเทศที่มีประชากรความสูงที่สุด
สิบเลขขายดีแม่จำเนียร งวด 1/4/69Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
เมืองยักษ์ใหญ่ในภาคอีสาน ที่มีความเจริญรุ่งเรืองมากที่สุด


