ประวัติศาสตร์การแต่งหน้า
ทุกวันนี้การแต่งหน้าเป็นเรื่องธรรมดามากสำหรับสาวๆ ส่วนอุปกรณ์แต่งหน้าและเครื่องสำอางก็มีให้เลือกใช้มากมายไปหมด จนเลือกไม่ถูกกันเลยทีเดียว ความจริงแล้วการแต่งหน้ามีความเป็นมาอย่างยาวนาน มีนอกเหนือไปจากการแต่งเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว และนี่คือเกร็ดความรู้ที่น่าสนใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของการแต่งหน้า
- มีการบันทึกไว้ครั้งแรกที่อียิปต์ ประมาณ 4,000 ปี ก่อนคริสตกาล ชาวอียิปต์ใช้น้ำมันแบบพิเศษทาตัวเพื่อป้องกันแสงแดด และลม นอกจากนั้นยังช่วยให้ผิวนุ่มขึ้นด้วย ส่วนการแต่งหน้าอีกอย่างที่เป็นสัญลักษณ์ของชาวอียิปต์โบราณเลย ก็คือ การเขียนขอบตาดำ โดยใช้อุปกรณ์ที่ใช้เขียนเรียกว่า Kohl ระบายลงไป เหตุผลก็เพื่อช่วยป้องกันดวงตาจากแสงแดดและแมลง และยังมีเหตุผลตามความเชื่อว่า ช่วยในการขับไล่สิ่งชั่วร้ายอีกด้วย ซึ่งการเขียนตานี้เป็นที่นิยมในอียิปต์มาก ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย รวยหรือจน ทุกคนก็จะทาขอบตาดำ
- ในช่วงยุคโรมัน หรือประมาณ ค.ศ.1 เป็นต้นไป ชาวโรมันนิยมทาขอบตาดำด้วย Kohl เหมือนกัน แต่มีการใช้ชอล์กขาวเพิ่มเป็นไฮไลท์ช่วยให้หน้าสว่างขึ้นด้วย นอกจากนั้นยังใช้ผลชาดสีแดงทางแก้ม ที่น่าสนใจคือ ชาวโรมันให้ความสำคัญกับสุขภาพฟันมาก มีการใช้หินภูเขาไฟ ช่วยในการทำความสะอาดฟัน และทำให้ฟันขาวขึ้น
- ในยุโรปช่วงยุคกลาง (Middle age) ผิวขาวเป็นที่นิยมมาก ไม่ใช่ขาวอมชมพูแบบที่นิยมในบ้านเราตอนนี้ แต่ต้องเป็นขาวซีดเหมือนกระดาษ ยิ่งขาวมาก ยิ่งแสดงถึงสถานะทางสังคมที่สูงกว่า สาวๆ ยุโรปจึงยอมทำทุกอย่างเพื่อให้มีผิวขาว แม้กระทั่งยอมทำร้ายตัวเองเพื่อให้เลือดออก ทำให้มีผิวขาวซีดสมใจ
- ช่วงยุคฟื้นฟูศิลปะ (Renaissance) ศตวรรษที่ 17 การแต่งหน้าถือเป็นเรื่องน่าอับอาย และยอมรับไม่ได้ในสังคม แต่ผู้คนยังคงนิยมผิวขาวกันอยู่ ในช่วงยุคนี้มีการนำไข่ขาวมาทางหน้า เพื่อให้มีลักษณะมันเงา รวมทั้งใช้สีขาวที่ทำมาจากตะกั่วขาว ซึ่งเป็นพิษมาทาหน้า ส่งผลระยะยาวต่อสุขภาพทำให้มีผู้หญิงจำนวนมากที่ตายจากพิษตะกั่ว
- ศตวรรษที่ 18 เริ่มมีการยอมรับผู้หญิงที่เป็นนักแสดงและโสเภณีสามารถแต่งหน้าได้ ส่วนคนธรรมดาสามารถทำได้แค่ทาแก้มสีชมพู ให้ดูเปล่งปลั่ง มีสุขภาพดี แต่ในฝรั่งเศสนิยมทาปากและแก้มสีแดง เพื่อให้ดูเป็นคนสุขภาพดี สนุกสนาน และในที่ฝรั่งเศสนี่เอง ที่มีการคิดค้นลิปสติกอันแรกของโลก ทำมาจากไขมันกวาง น้ำมันละหุ่ง และขี้ผึ้ง ห่อด้วยกระดาษ
- ศตวรรษที่ 20 ช่วงปี ค.ศ.1910 ถือเป็นช่วงปฏิวัติวงการเครื่องสำอางอย่างแท้จริง มีการคิดค้นเครื่องสำอางหลายอย่างที่เราใช้กันมาจนถึงทุกวันนี้ เช่น มาสคารา ลิปสติกแท่ง รวมถึงแป้งแบบตลับ ยุคนี้การแต่งหน้าถือเป็นแฟชั่นอย่างหนึ่งซึ่งแพร่หลายไปทั่ว พร้อมๆ กับการโด่งดังขึ้นของฮอลลีวูด และการเติบโตของนิตยสารแฟชั่นต่างๆ
- ทุกวันนี้ แนวความคิดแบบสวยจากภายใน กับการแต่งหน้าให้ดูเป็นธรรมชาติ เป็นที่นิยมมาก แต่แนวทางการแต่งหน้าก็ยังมีหลากหลาย ใครจะแต่งยังไง ทำอะไรก็ได้ ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน รวมถึงการเข้ามาของเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ช่วยเสริมความงาม ลบความบกพร่อง ก็เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ต้องรอดูกันต่อไปว่า ในอนาคตเราจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรกันอีก
ที่มา makeup2enhance , authorsden
แปลและเรียบเรียงโดย
ทีมงาน everyday-readers.com
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
32 VOTES (4/5 จาก 8 คน)
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
โรงเรียนเอกชนที่มีนักเรียนมากที่สุดในประเทศไทย
ประเทศเดียวเท่านั้นบนโลก ที่ไม่มีเมืองหลวงเหมือนประเทศอื่นๆ
10 จังหวัดที่มักถูกมองว่าเป็นแหล่งผลิตเด็กสอบติดมหาวิทยาลัยดัง
สัตว์ใกล้สูญพันธุ์ที่เหลือเพียง 2 ตัวในโลก
7 ผลไม้ป่า ที่หายากที่สุดในประเทศไทย
ประเทศที่มีโรงแรมสัญชาติไทย ตั้งอยู่เป็นจำนวนมากที่สุดในโลก
5 ประเทศที่คนกินเผ็ดมากที่สุดในโลก (คนไทยอันดับ3)
สะพานมอญน้ำลด เห็นวัดจมน้ำโผล่ ช่วงนี้เกิดจากอะไร
ขนมไทยชนิดไหน “ขายดีที่สุด” ในตลาดเช้า
ประเทศที่ “อาจหายไปจากแผนที่โลก” ในอนาคต
จังหวัดหนึ่งเดียวในภาคอีสาน ที่มีอำเภอน้อยที่สุดเพียง 6 อำเภอ
ร้านอาหารปิดกะทันหัน หนุ่มบังเอิญเจอแฟนเดินออกจากโรงแรมกับชายอื่นHot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
Mushin No Shin วิถีแห่งเซน วิธีการตัดสินใจแบบใช้จิตใต้สำนึก
อย่าทิ้ง! 5 ประโยชน์ของเปลือกทุเรียนที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน
อำเภอที่คนจีนนิยมที่สุด มีคนจีนมาเที่ยวมากที่สุดในประเทศไทยกระทู้อื่นๆในบอร์ด
ศัลยกรรม ความงาม แฟชั่น
40+ อยากทำหน้าเรียวแบบไม่ศัลยกรรม ควรเริ่มจากอะไรก่อนดี?
DERMATIGE AESTHETICS คว้ารางวัลความสำเร็จระดับภูมิภาค SOUTH EAST ASIA จาก Paragoncare มุ่งหน้าเติบโตเป็นผู้นำคลินิกระดับพรีเมียม
Lipstick Effect เศรษฐกิจแย่แต่ของมันต้องมี
ครบ 8 ปี “บุพเพสันนิวาส” ปรากฏการณ์ละครไทยสะเทือนข้ามพรมแดน จุดกระแสวัฒนธรรมย้อนยุคถึงกัมพูชา




