หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Team Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ทำไมต้องยิงสลุต 21 นัด


โพสท์โดย

ตำนานการยิงสลุต (ป.พัน.๑ รอ.)

          การยิงสลุต ถือเป็นธรรมเนียมที่ทุกอารยะประเทศทั่วโลก 
ได้ยึดถือสืบทอดกันมาแต่ครั้งโบราณ 
เพื่อเป็นการแสดงความเคารพให้แก่ชาติ หรือ ธง หรือ บุคคล 
โดยยิงปืนใหญ่ด้วยดินดำ หรือดินไม่มีควัน 
มีจำนวนนัดเป็นเกณฑ์ตามควรแก่เกียรติ หรือสิ่งที่ควรรับความเคารพนั้น 

 ... คำว่า “สลุต” นั้นมาจากรากศัพท์ของคำ
ว่า “Salutio” ในภาษาลาติน 
จุดเริ่มต้นของธรรมเนียมการยิงสลุตนี้
กล่าวกันว่า ในสมัยโบราณ 
เรือสินค้าที่ต้องเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล
ในระยะทางไกลจำเป็นที่จะต้องมีปืนใหญ่
ไว้คุ้มครองสินค้าบนเรือ 



และจะต้องมีการบรรจุดินปืนในกระบอกปืนไว้ก่อน
เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมเผื่อไว้ในกรณีฉุกเฉิน 
แต่เมื่อเรือได้เดินทางไปถึงท่าเรือ
ของประเทศที่เรือลำดังกล่าวต้องเข้าไปทำการค้าด้วย 
จึงต้องยิงปืนใหญ่ที่บรรจุแต่ดินปืนออกไปให้หมด
เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่า
มาอย่างมิตร มิใช่ศัตรู 
ตั้งแต่นั้นมาจึงได้เกิดเป็นประเพณีการยิงสลุตขึ้น 
เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อกันระหว่างเจ้าบ้านและผู้มาเยือน 
อันเป็นประเพณีที่ชาวเรือได้สืบทอดกันต่อมา

          แต่เดิม ประเพณีการยิงสลุตได้กำหนดตัวเลขการยิงเอาไว้ที่จำนวน ๗ นัด 
ซึ่งในขณะนั้นทางทวีปยุโรปถือว่าเป็นเลขดี 
เพราะเชื่อกันตามคัมภีร์ฝรั่งที่ถือว่าพระเจ้าสร้างโลกใน ๗ วัน 
หรือเหตุผลอีกกระแสหนึ่งที่ว่าบนเรือรบแต่ละลำมีปืนใหญ่ลำละ ๗ กระบอก 
จึงต้องยิงให้เคลียร์หมดทุกกระบอกๆ ละ ๑ นัด 

และยังมีธรรมเนียมต่อไปอีกว่า เมื่อเรือสินค้าได้ยิงให้แก่เจ้าของจำนวน ๗ นัดแล้ว 
ทางป้อมปืนใหญ่ของชาติเจ้าของท่าจึงต้องยิงตอบออกมา
เป็นจำนวน ๓ เท่า ซึ่งก็คือ ๒๑ นัด 
ในเวลาต่อมาได้มีการทำความตกลงกันใหม่ว่า
ควรให้ทั้งสองฝ่ายยิงในจำนวน ๒๑ นัดเท่ากัน 

โดยมีประเทศอังกฤษเป็นชาติแรกในการวางกฎระเบียบการยิงสลุต ๒๑ นัด 
และได้ถือเป็นกติกาสากลสืบต่อกันมา 
เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ชาติและพระมหากษัตริย์ของประเทศนั้นๆ 
  




เท่าที่ปรากฏตามหลักฐาน ประเทศไทยมีการยิงสลุตครั้งแรก
ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช 
ซึ่งมีในบันทึกของจดหมายเหตุฝรั่งเศสกล่าวถึงเรือรบฝรั่งเศสชื่อ เลอโวตูร์ 
ที่ได้เดินทางเข้ามาถึงป้อมวิชเยนทร์ (ป้อมวิชัยประสิทธิ์ในปัจจุบัน) ที่เมืองบางกอก 

มองซิเออร์คอนูแอล กัปตันเรือได้มีใบบอกเข้าไปถามทางราชสำนักอยุธยาว่า
จะขอยิงสลุตให้เป็นเกียรติแก่ชาติสยาม ทางราชสำนักจะขัดข้องไหม 
สมเด็จพระนารายณ์มหาราชจึงรับสั่งให้ออกพระศักดิ์สงคราม 
(มองซิเออร์คอม เดอร์ ฟอร์แบงก์ นายทหารชาวฝรั่งเศส) ผู้รักษาป้อมในขณะนั้น 
อนุญาตให้ฝรั่งเศสยิงสลุตได้ 

ต่อมาเมื่อสิ้นแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์แล้ว 
พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่คือสมเด็จพระเพทราชา 
ทรงไม่โปรดปรานฝรั่งเศส 
จึงทำให้ธรรมเนียมการยิงสลุตได้ถูกยกเลิกไป 
แต่ถึงที่สุดแล้ว ธรรมเนียมการยิงสลุตนี้ 
ก็ได้เริ่มกลับมารื้อฟื้นขึ้นอีกครั้ง
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ 
คราวที่ต้อนรับ เซอร์จอห์น เบาวริ่ง ราชทูตอังกฤษ เมื่อปี พ.ศ.๒๓๙๘



          กองพันทหารปืนใหญ่ที่ ๑ รักษาพระองค์ นั้น
ได้จัด ๑ กองร้อยปืนใหญ่ยิงสลุต ในขั้นตอนถวายพระพร 
โดยใช้ปืนใหญ่เบากระสุนวิถีราบ 
แบบ ๘๐ ขนาด ๗๕ มิลลิเมตร จำนวน ๔ กระบอก 
ซึ่งปรับปรุงดัดแปลงมาจากปืนใหญ่ที่ผลิตจากบริษัท โบฟอร์ด ประเทศสวีเดน 
ที่เข้าประจำการเป็นปืนใหญ่ของกองพล เมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๐ 
โดยทำการยิงตามจังหวะของเพลงสรรเสริญพระบารมีจำนวน ๒๑ นัด


          สมัยก่อนการยิงสลุตในประเทศไทยยังไม่มีข้อบังคับหรือกฎเกณฑ์อย่างไร 
เพิ่งจะมีข้อบังคับในการยิงสลุตเมื่อปลายสมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๘ 
เรียกว่า “ข้อบังคับว่าด้วยการยิงสลุต ร.ศ.๑๒๕” 

แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ 
การยิงสลุตหลวง และการยิงสลุตเป็นเกียรติแก่ข้าราชการ 




ครั้นถึงรัชกาลที่ ๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ตราพระราชกำหนดการยิงสลุตขึ้นใหม่ 
คือ การยิงสลุต ร.ศ.๑๓๑ (พ.ศ.๒๔๕๕)*** 
กำหนดให้มีจำนวนปืนไม่ต่ำกว่า ๔ กระบอก 
ซึ่งมีขนาดลำกล้องไม่เกิน ๑๒๐ มิลลิเมตร 
ห้ามยิงตั้งแต่เวลาพระอาทิตย์ตกไปแล้วจนถึงพระอาทิตย์ขึ้น 
แบ่งประเภทการยิงสลุตไว้ ๓ ประเภท คือ

 - สลุตหลวง แบ่งเป็น ๒ ชนิด 
   คือ สลุตหลวงธรรมดา มีจำนวน ๒๑ นัด 
   และสลุตหลวงพิเศษ มีจำนวน ๑๐๑ นัด 
   (ต่อมาในรัชกาลที่ ๗ เพื่อเป็นการประหยัดดินปืน จึงไม่ทรงให้ยิงสลุตหลวงพิเศษ)

- สลุตข้าราชการ
- สลุตนานาชาติ
 

พระราชกำหนดยิงสลุต ร.ศ.๑๓๑ (พ.ศ.๒๔๕๕) 
ได้ถูกยกเลิกไปเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๓ ดังนั้นประเพณียิงสลุตจึงได้อวสานลงเพียงแค่นั้น 
แต่เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ได้ยุติลง 
ทางราชการจึงรื้อฟื้นประเพณียิงสลุตขึ้นมาใหม่ 
ซึ่งเริ่มประเดิมครั้งแรกในวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๙๑ 
เนื่องในพระราชพิธีวันเฉลิมพระชนมพรรษาของรัชกาลปัจจุบัน 
ดังนั้นประเพณีการยิงสลุตจึงสืบทอดจากนั้นมาจนทุกวันนี้ 
โดยกำหนดข้อบังคับไว้โดยสรุปดังนี้.- 

กำหนดให้มีจำนวนปืนไม่ต่ำกว่า ๔ กระบอก 
ซึ่งมีขนาดลำกล้องไม่เกิน ๑๒๐ มิลลิเมตร 
ห้ามยิงตั้งแต่เวลาพระอาทิตย์ตกไปแล้วจนถึงพระอาทิตย์ขึ้น 
แบ่งประเภทการยิงสลุตไว้ ๓ ประเภท
(ทำนองเดียวกันกับพระราชกำหนดยิงสลุต ร.ศ.๑๓๑ *** )  

กองทหารซึ่งมีหน้าที่ยิงสลุต เฉพาะเมื่อรับงานหนึ่ง ๆ 
การยิงสลุต ให้ใช้ปืนไม่ต่ำกว่า ๒ กระบอก 
โดยปกติห้ามมิให้มีการยิงสลุตในระหว่างเวลาตั้งแต่พระอาทิตย์อัศดงคต
ไปจนถึงเวลาธงขึ้น คือ ๘ นาฬิกา 
เว้นแต่เป็นการพิเศษที่มีคำสั่งกระทรวงกลาโหมเฉพาะคราว

  คำว่า “ สลุตหลวง ” นั้น หมายความว่า การยิงสลุตมีจำนวน ๒๑ นัด
  คำว่า “ สลุตหลวงพิเศษ ” นั้น หมายความว่า การยิงสลุตมีจำนวน ๑๐๑ นัด 
            และให้กระทำได้ ต่อเมื่อได้รับคำสั่งจากกระทรวงกลาโหม 


กองพันทหารปืนใหญ่ที่ ๑ รักษาพระองค์ ถือว่าเป็นหน่วยยิงสลุตในส่วนของทหารบก 
โดยจัด ๑ กองร้อยปืนใหญ่ ซึ่งปรับปรุงดัดแปลงมาจากปืนใหญ่
ที่ผลิตจากบริษัท โบฟอร์ด ประเทศสวีเดน ที่เข้าประจำการเป็นปืนใหญ่ของกองพล 
เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๐ ซึ่งปกติจะทำการยิงสลุตในพระราชพิธีหรือ รัฐพิธีต่าง ๆ 
ตามปกติในวงรอบ ๑ ปี จะทำการยิง ๔ ครั้ง ดังนี้คือ:-

               ๑) พระราชพิธีวันฉัตรมงคล ๕ พฤษภาคม ของทุกปี 
               ๒) วันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ๑๒ สิงหาคม 
                    ทั้งสองวันนี้จะทำการยิงตามหมายกำหนดการพร้อมกัน ทั้ง ๓ เหล่าทัพ
                    ในเวลา ๑๒๐๐ นาฬิกา จำนวน ๒๑ นัด
               ๓) พิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ 
                    เดิมกระทำใน วันที่ ๓ ธ.ค. ของทุกปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๐ เป็นต้นมา
                    ได้เปลี่ยนมากระทำพิธีในวันที่ ๒ ธ.ค. 
                    ทำการยิงตามเสียงเพลงสรรเสริญพระบารมี
                    ในขั้นตอนถวายพระพรและถวายความเคารพ จำนวน ๒๑ นัด
               ๔) วันเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ ธันวาคม ยิงตามจังหวะเสียงเพลงสรรเสริญพระบารมี จำนวน ๒๑ นัด

 

 

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
DAISUKE's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 15,440 ครั้ง
โพสท์โดย DAISUKE
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
104 VOTES (4/5 จาก 26 คน)
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
จังหวัดที่พูดภาษาเขมรมากที่สุดในประเทศไทยคณะที่เรียนยากที่สุด แต่คุ้มค่าที่สุดในระยะยาว10 โรงเรียนเอกชน ที่เก่าแก่สุดในประเทศไทยไม้มงคลที่ควรปลูกมากที่สุด8 ดอกไม้ห้ามไหว้พระเพิ่งรู้ว่า มี 9 ประเทศแล้ว ทึ่แบนโซเชียลสำหรับเยาวชน5 ความเจริญของไทย ภาพลักษณ์ใหม่ที่ชาวต่างชาติแห่ชื่นชมเปิดแอร์ 24 ชม. จ่ายกี่บาท?นิสัยจากวันเกิดเคยสงสัยมั้ย? จิ้งจกข้างฝา ทำไมบางตัวมีลายบางตัวไม่มี! รู้แล้วจะมองน้องไม่เหมือนเดิมภาษาท้องถิ่นในไทยที่ไม่มีตัวอักษรและไม่สามารถเขียนได้ชีวิตคนไม่มีแอร์ในหน้าร้อน…อยู่ยังไงให้รอด?”
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
5 โรงเรียน ที่น่าเรียนที่สุดในประเทศไทยจากพริกยอดฮิต สู่พืชที่เผ็ดที่สุดในปฐพีเปิด 7 จังหวัดในไทย อากาศดีที่สุด อยู่แล้วสุขภาพดี(รีวิวซีรีย์) บันทึกหิมะแห่งรุ่งอรุณ ไขคดีฆาตกรรมไปกับนิติเวชสาว ที่ปลอมตัวกลับมาล้างแค้นย้อนรอย “หญิงโคมเขียว” เที่ยวโสเภณีไทยครั้งละ 1 บาท มีจริงหรือ?น้ำตกที่สวยที่สุดในประเทศไทย
ตั้งกระทู้ใหม่