หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ แชร์ลิ้ง Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม

เปิดรายได้เจ้าของค่ายเพลงไทย จากธุรกิจเพลงและคอนเสิร์ต ปีละกี่ร้อยล้านหรือกี่พันล้านบาท

เขียนโดย Gario

เปิดรายได้เจ้าของค่ายเพลงไทย จากธุรกิจเพลงและคอนเสิร์ต ปีละกี่ร้อยล้านหรือกี่พันล้านบาท

เบื้องหลังเพลงฮิตที่เปิดฟังกันทุกวัน ไม่ได้มีเพียงนักร้องและนักแต่งเพลงเท่านั้น แต่ยังมีเจ้าของค่ายเพลงและบริษัทผู้ผลิตเพลงที่ทำหน้าที่ดูแลศิลปิน วางแผนการตลาด ผลิตผลงาน และนำเพลงไปสร้างรายได้ผ่านช่องทางต่าง ๆ ปัจจุบันธุรกิจค่ายเพลงไทยเปลี่ยนแปลงไปมาก จากเดิมที่เน้นการขายอัลบั้มและแผ่นซีดี ปัจจุบันรายได้ส่วนสำคัญมาจากแพลตฟอร์มออนไลน์ การจัดคอนเสิร์ต การบริหารศิลปิน และการขายลิขสิทธิ์เพลง

 

คำถามที่น่าสนใจคือ เจ้าของค่ายเพลงไทยมีรายได้จากธุรกิจเหล่านี้มากแค่ไหน และบริษัทเพลงชื่อดังแต่ละแห่งสร้างรายได้จากช่องทางใดบ้าง

 

บทความนี้จะใช้ตัวเลขรายได้ของบริษัทและธุรกิจเพลงที่มีการเปิดเผยเป็นหลัก ไม่ใช่การนำรายได้บริษัทไปตีความว่าเป็นเงินส่วนตัวของเจ้าของค่ายเพลง

 

1. GMM Grammy ธุรกิจเพลงสร้างรายได้กว่า 4,201 ล้านบาทต่อปี

 

หากพูดถึงบริษัทเพลงขนาดใหญ่ของไทย ชื่อของ GMM Grammy หรือจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ย่อมเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีบทบาทสำคัญในวงการเพลงไทย โดยดำเนินธุรกิจผ่าน GMM Music ซึ่งดูแลตั้งแต่การผลิตเพลง การบริหารศิลปิน การจัดคอนเสิร์ต ไปจนถึงการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์

 

ข้อมูลผลประกอบการปี 2568 ที่เปิดเผยในการประชุมผู้ถือหุ้นระบุว่า ธุรกิจเพลงของ GMM Music มีรายได้รวม 4,201.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.7% จากปีก่อนหน้า

 

เมื่อแยกตามประเภทของรายได้ พบตัวเลขที่น่าสนใจดังนี้

 

- ธุรกิจดิจิทัลมิวสิก 981 ล้านบาท

- ธุรกิจคอนเสิร์ตและเทศกาลดนตรี 1,193 ล้านบาท

- ธุรกิจบริหารศิลปิน 1,409 ล้านบาท

- ธุรกิจจัดการลิขสิทธิ์เพลง 417 ล้านบาท

- ธุรกิจสินค้าและของที่ระลึก 111 ล้านบาท

- ธุรกิจสถาบันสอนดนตรี 71 ล้านบาท

- รายได้ธุรกิจเพลงอื่น ๆ 19 ล้านบาท

 

ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ารายได้ของค่ายเพลงไม่ได้มาจากการเปิดเพลงบนแพลตฟอร์มออนไลน์เท่านั้น แต่ธุรกิจบริหารศิลปินและคอนเสิร์ตก็เป็นแหล่งรายได้สำคัญเช่นกัน

 

ที่น่าสนใจคือ รายได้จากการจัดคอนเสิร์ตและเทศกาลดนตรีเพิ่มขึ้นประมาณ 20% จากปีก่อน โดยมีผลงานและกิจกรรมสำคัญอย่าง Cocktail Ever Live, Big Mountain Music Festival และ Bird FANFEST เป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจโชว์บิซ

 

2. RS Group ธุรกิจบันเทิงมีรายได้กว่า 922 ล้านบาท

 

อีกหนึ่งบริษัทที่มีประวัติยาวนานในวงการเพลงไทยคือ RS Group ซึ่งเคยสร้างศิลปินและเพลงฮิตจำนวนมาก ก่อนขยายธุรกิจไปยังสื่อ วิทยุ โทรทัศน์ และธุรกิจอื่น ๆ

 

ข้อมูลผลประกอบการปี 2568 ระบุว่า RS มีรายได้จากธุรกิจบันเทิง 922.10 ล้านบาท จากรายได้ดำเนินงานรวม 1,875.73 ล้านบาท

 

ธุรกิจเพลงของ RS มีรายได้จากการบริหารศิลปิน การจัดการลิขสิทธิ์เพลง การทำเพลงใหม่ รวมถึงการต่อยอดศิลปินผ่านค่าย RSIAM และ BRIQ

 

นอกจากนี้ยังมีธุรกิจวิทยุ Cool Fahrenheit และการจัดกิจกรรมดนตรีเพื่อสร้างรายได้จากผู้สนับสนุนและกิจกรรมต่าง ๆ

 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 922.10 ล้านบาทเป็นรายได้ของกลุ่มธุรกิจบันเทิง ไม่ใช่รายได้จากค่ายเพลงเพียงอย่างเดียว จึงไม่ควรนำไปเปรียบเทียบกับรายได้ธุรกิจเพลงของ GMM Grammy โดยตรง

 

3. LOVEiS Entertainment เคยเปิดรายได้รวมมากกว่า 300 ล้านบาท

 

LOVEiS Entertainment เป็นค่ายเพลงที่มีศิลปินและผลงานเพลงเป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้ฟังเพลงไทย โดยมีแนวทางการทำธุรกิจที่ครอบคลุมทั้งการผลิตเพลง การบริหารศิลปิน การจัดกิจกรรม และการทำตลาดร่วมกับแบรนด์ต่าง ๆ

 

ข้อมูลที่เผยแพร่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ระบุว่า จี๊บ เทพอาจ กวินอนันต์ ผู้บริหาร LOVEiS Entertainment เปิดเผยว่า ในปี 2565 บริษัทมีรายรับรวมมากกว่า 300 ล้านบาท

 

ผู้บริหารยังอธิบายว่ารายได้สำคัญของธุรกิจค่ายเพลงมาจากงานโชว์ตัวของศิลปิน อีเวนต์ และคอนเสิร์ต ซึ่งเป็นช่องทางที่ช่วยสร้างรายได้ให้กับบริษัทและศิลปินในสังกัด

 

ตัวเลข 300 ล้านบาทดังกล่าวเป็นรายได้ที่เปิดเผยสำหรับปี 2565 ไม่ใช่ผลประกอบการล่าสุดของปี 2569 แต่ช่วยให้เห็นภาพว่าค่ายเพลงที่ไม่ได้เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ก็สามารถสร้างรายได้ในระดับหลายร้อยล้านบาทได้เช่นกัน

 

4. What The Duck ค่ายเพลงไทยที่ได้รับเงินลงทุนจาก Universal Music Group

 

What The Duck เป็นค่ายเพลงไทยที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2557 มีศิลปินที่เป็นที่รู้จักหลายคน เช่น The TOYS, Bowkylion, Musketeers และ Whal & Dolph

 

จุดเด่นของค่ายคือการพัฒนาศิลปินและสร้างผลงานเพลงที่มีเอกลักษณ์ โดยไม่ได้จำกัดรายได้อยู่แค่ยอดฟังเพลง แต่ยังต่อยอดไปสู่การจัดการศิลปิน งานแสดงสด การใช้เพลงประกอบโฆษณา และสินค้าที่ระลึก

 

ความเคลื่อนไหวสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 เมื่อ Universal Music Group ประกาศเข้าลงทุนเชิงกลยุทธ์ใน What The Duck เพื่อสนับสนุนการขยายธุรกิจและผลักดันเพลงไทยไปสู่ตลาดต่างประเทศ

 

การลงทุนครั้งนี้เป็นสัญญาณว่าค่ายเพลงไทยมีโอกาสเติบโตได้มากกว่าตลาดในประเทศ แต่ไม่ได้มีการเปิดเผยมูลค่าการลงทุนต่อสาธารณะในข่าวดังกล่าว จึงยังไม่สามารถระบุได้ว่าค่ายมีมูลค่าธุรกิจเท่าใดหรือเจ้าของได้รับเงินส่วนตัวจำนวนเท่าไร

 

5. เจ้าของค่ายเพลงมีรายได้จากอะไรบ้าง?

 

การเป็นเจ้าของค่ายเพลงในปัจจุบันมีช่องทางสร้างรายได้หลายประเภท และแต่ละช่องทางมีวิธีคิดรายได้แตกต่างกัน

 

รายได้จากการสตรีมมิง

 

เมื่อเพลงถูกเปิดฟังผ่านแพลตฟอร์มอย่าง YouTube, Spotify และ Apple Music จะเกิดรายได้จากระบบของแต่ละแพลตฟอร์ม โดยเงินที่ได้รับขึ้นอยู่กับจำนวนการฟัง เงื่อนไขสัญญา และสิทธิในผลงานเพลง

 

รายได้จากคอนเสิร์ต

 

การจัดคอนเสิร์ตเป็นช่องทางที่สร้างรายได้จากการขายบัตร การสนับสนุนของสปอนเซอร์ และกิจกรรมภายในงาน แต่ก็มีต้นทุนจำนวนมาก เช่น ค่าเวที แสง สี เสียง สถานที่ ศิลปิน และทีมงาน

 

รายได้จากงานจ้างศิลปิน

 

ศิลปินในสังกัดสามารถรับงานแสดงตามงานเทศกาล งานบริษัท งานอีเวนต์ และงานส่วนตัว ซึ่งบริษัทอาจมีรายได้จากการบริหารจัดการตามเงื่อนไขสัญญา

 

รายได้จากลิขสิทธิ์เพลง

 

เพลงที่ได้รับความนิยมสามารถสร้างรายได้จากการนำไปใช้ในโฆษณา ภาพยนตร์ ละคร ร้านอาหาร และกิจการต่าง ๆ โดยเจ้าของสิทธิสามารถจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง

 

รายได้จากสินค้าและของที่ระลึก

 

เสื้อยืด โปสเตอร์ อัลบั้ม และสินค้าของศิลปินเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ช่วยสร้างรายได้ โดยเฉพาะศิลปินที่มีฐานแฟนคลับเหนียวแน่น

 

สรุป เจ้าของค่ายเพลงไทยมีรายได้มากแค่ไหน?

 

จากข้อมูลที่มีการเปิดเผย พบว่าธุรกิจเพลงของ GMM Music สร้างรายได้กว่า 4,201.6 ล้านบาทในปี 2568 ขณะที่ RS Group มีรายได้จากธุรกิจบันเทิง 922.10 ล้านบาทในปีเดียวกัน ส่วน LOVEiS เคยเปิดเผยรายรับรวมมากกว่า 300 ล้านบาทในปี 2565 และ What The Duck ได้รับการลงทุนเชิงกลยุทธ์จาก Universal Music Group ในปี 2569

 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้เป็นรายได้ของบริษัทหรือหน่วยธุรกิจ ไม่ใช่เงินที่เจ้าของค่ายได้รับเข้าบัญชีส่วนตัวทั้งหมด เพราะยังต้องหักต้นทุนการผลิตเพลง ค่าใช้จ่ายในการจัดคอนเสิร์ต ค่าจ้างศิลปิน เงินเดือนพนักงาน และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน

 

สิ่งที่เห็นได้ชัดคือธุรกิจค่ายเพลงยุคใหม่ไม่ได้แข่งขันกันเฉพาะการสร้างเพลงฮิตอีกต่อไป แต่ต้องสามารถเปลี่ยนเพลงและความนิยมของศิลปินให้กลายเป็นรายได้จากหลายช่องทาง ทั้งการสตรีมมิง คอนเสิร์ต งานโฆษณา และลิขสิทธิ์เพลง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ค่ายเพลงสามารถเติบโตเป็นธุรกิจบันเทิงขนาดใหญ่ได้

เนื้อหาโดย: Gario
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
Gario's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 1 ครั้ง
เขียนโดย Gario
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
เมียระแวงสามีปันใจ ประชดไปเปิดห้องกับชายอื่น สุดท้ายเดือดคว้าเก้าอี้ฟาดหัวแตก 4 เข็ม3 อำเภอของประเทศไทย ที่ขอแยกตัวเป็นจังหวัดใหม่เลขเด็ด เลขมาแรง เลขดัง ชุดที่11 งวดวันที่ 16 พฤศจิกายน 2569ภาพยนตร์ไทยเรื่องแรก ที่ทำรายได้รวมมากถึง 200 ล้านบาทหนังที่ทำรายได้ถึง 1 แสนล้านบาท เรื่องแรกในประวัติศาสตร์โลกมาแล้ว เลขเด็ดย่าโมเมืองโคราชเด่นบน-เด่นล่างเน้นๆ งวด16/11/695 มหาวิทยาลัยไทยที่อัตราการแข่งขันสูงที่สุด บางสาขาคนสมัครหลายพัน แต่รับเพียงหลักสิบปฏิทินจีน งวด 16 พ.ย. 69 เผยเลขเด่น 426 จัดชุดสลับ 2 ตัว 3 ตัว ครบทุกตำแหน่งเปิด 10 จังหวัดประชากรเพิ่มขึ้น สวนทางภาพรวมเด็กเกิดน้อยดราม่า! Coser สาวเกาหลี "Yasal" แจงคลิปไวรัลจูบปากแฟนคลับในงานจีน ยอดวิวทะลุ 50 ล้านเสือตกถัง ชูเลขเด่น 2-3 จัด 10 คู่สองตัว พร้อมกากบาท 4 ทิศ งวด 16 พ.ย. 69สื่อดังเปิดตัวหุ่นยนต์ AI ทำหน้าที่ผู้ประกาศข่าว ครั้งแรกของโลก! ..ก้าวล้ำไปอีกขั้นในวงการสื่อจีน
ดู Hot Topic ทั้งหมด
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
เปิดสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยปี 2569 ประเทศไหนมาเที่ยวมากที่สุดเปิดรายได้ผู้กำกับภาพยนตร์ไทย ใครสร้างหนังทำเงินได้มากที่สุดเปิดงบก่อสร้างโรงแรมกลางทะเลทราย ใช้เงินกว่าหมื่นล้านบาท สร้างอะไรไว้บ้าง10 ประเทศที่มีหนี้สาธารณะสูงที่สุดเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจ บางแห่งหนี้มากกว่า GDP หลายเท่า
ตั้งกระทู้ใหม่