หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ แชร์ลิ้ง Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม

เปิดประวัติ 54 ปี! ทำไมเด็กไทยต้องตัดผมเกรียน ย้อนกฎเหล็กที่เปลี่ยนไปตลอดกาล

เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า


ถ้าพูดถึงชีวิตในวัยเรียนของคนไทยหลายรุ่น ภาพจำที่ยังคงอยู่ในความทรงจำคงหนีไม่พ้นทรงผมนักเรียนชายที่ต้องตัดสั้นเกรียน ส่วนเด็กผู้หญิงก็ต้องไว้ผมสั้นตามข้อกำหนดของโรงเรียน ใครปล่อยผมยาวเกินระเบียบอาจถูกเรียกตรวจ ถูกตักเตือน หรือถูกบังคับให้ไปตัดผมใหม่ จนกลายเป็นเรื่องปกติที่นักเรียนจำนวนมากต้องเผชิญในแต่ละภาคเรียน

แต่เคยสงสัยหรือไม่ว่า เหตุใดโรงเรียนไทยจึงเคยเข้มงวดกับทรงผมมากถึงขนาดนั้น กฎเหล่านี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อใด และอะไรทำให้ข้อกำหนดที่ใช้มายาวนานหลายสิบปีต้องเปลี่ยนแปลงไป

เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับทรงผม แต่ยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของแนวคิดด้านการศึกษา วินัย อำนาจของสถานศึกษา และสิทธิของเด็กไทย ตั้งแต่ยุคที่ความเรียบร้อยต้องเป็นไปตามแบบเดียวกัน จนถึงวันที่สังคมเริ่มตั้งคำถามว่า นักเรียนควรมีสิทธิเลือกทรงผมของตนเองมากน้อยเพียงใด

ปี 2515 จุดเริ่มต้นของกฎทรงผมนักเรียนไทย

หากย้อนกลับไปประมาณ 54 ปี จุดเริ่มต้นสำคัญอยู่ในวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2515 เมื่อมีประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 132 ออกมาเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับความประพฤติและการแต่งกายของนักเรียนและนักศึกษา โดยมีเป้าหมายในการอบรมดูแลเยาวชนให้เป็นผู้มีความรู้ ความคิด คุณธรรม และเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ

ประกาศฉบับนี้เป็นฐานอำนาจสำคัญที่ทำให้กระทรวงศึกษาธิการสามารถออกกฎกระทรวงเพื่อกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับพฤติกรรมและลักษณะการแต่งกายของนักเรียนได้

ต่อมาในปีเดียวกัน มีการออกกฎกระทรวง ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2515 ซึ่งเริ่มกำหนดรายละเอียดเรื่องทรงผมนักเรียนอย่างชัดเจน โดยนักเรียนชายต้องไว้ผมด้านหน้าและกลางศีรษะไม่เกิน 5 เซนติเมตร และต้องตัดผมรอบศีรษะเกรียนชิดผิวหนัง รวมถึงห้ามไว้หนวดหรือเครา

ส่วนนักเรียนหญิงถูกกำหนดไม่ให้ดัดผมหรือไว้ผมยาวเลยต้นคอ และยังมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการใช้เครื่องสำอางหรือสิ่งปลอมเพื่อการเสริมสวยด้วย

ข้อกำหนดเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ในเวลานั้นภาครัฐให้ความสำคัญกับการควบคุมความประพฤติและรูปลักษณ์ของนักเรียนอย่างมาก โดยมองว่าการแต่งกายและทรงผมเป็นส่วนหนึ่งของความเหมาะสมในการเป็นนักเรียน

ปี 2518 ปรับกฎทรงผม จากข้อกำหนดเดิมสู่ระเบียบที่เข้มงวดในอีกแบบหนึ่ง

หลังจากมีกฎกระทรวงฉบับแรกในปี 2515 ต่อมาในวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2518 กระทรวงศึกษาธิการได้ออกกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2518 เพื่อแก้ไขข้อกำหนดเรื่องทรงผมบางส่วนที่มีอยู่เดิม

สาระสำคัญคือ นักเรียนชายจะถือว่ามีความประพฤติไม่เหมาะสม หากตัดผมหรือไว้ผมยาวจนด้านข้างและด้านหลังยาวเลยตีนผม หรือไว้หนวดและเครา

ส่วนนักเรียนหญิงจะถือว่าไม่เหมาะสมหากดัดผมหรือไว้ผมยาวเลยต้นคอ แต่หากโรงเรียนหรือสถานศึกษาอนุญาตให้ไว้ผมยาวเกินกว่านั้น ก็ต้องรวบผมให้เรียบร้อย

นอกจากนี้ ยังมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการใช้เครื่องสำอางหรือสิ่งปลอมเพื่อการเสริมสวยด้วย

จุดที่น่าสนใจคือ กฎกระทรวงปี 2518 ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการกำหนดทรงผมนักเรียน แต่เป็นการแก้ไขรายละเอียดจากกฎเดิมที่เริ่มใช้ในปี 2515 ทำให้ข้อกำหนดเกี่ยวกับเส้นผมกลายเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายที่ใช้ควบคุมความประพฤติของนักเรียนมาเป็นเวลานาน

เหตุใดโรงเรียนไทยจึงต้องการให้นักเรียนตัดผมสั้น?

หากมองย้อนกลับไปในบริบทของสังคมยุคนั้น จะพบว่าโรงเรียนมีบทบาทมากกว่าการสอนหนังสือ เพราะยังเป็นสถานที่อบรมระเบียบวินัยและปลูกฝังความประพฤติให้กับเด็กและเยาวชน

การกำหนดทรงผมให้เป็นแบบเดียวกันจึงถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อย ลดความแตกต่างด้านรูปลักษณ์ และทำให้นักเรียนอยู่ภายใต้กติกาของสถานศึกษา

เมื่อกฎดังกล่าวถูกนำไปใช้ในโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง การตรวจทรงผมจึงกลายเป็นกิจวัตรที่นักเรียนคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นการเข้าแถวตอนเช้า การตรวจเครื่องแบบ หรือการตรวจความเรียบร้อยก่อนเข้าห้องเรียน

เด็กผู้ชายหลายคนต้องไปร้านตัดผมก่อนเปิดภาคเรียน ส่วนเด็กผู้หญิงก็ต้องคอยดูแลความยาวของเส้นผมให้เป็นไปตามข้อกำหนดของโรงเรียน

บางคนอาจจำได้ว่าการตัดผมก่อนเปิดเทอมเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่บางคนเคยถูกครูเรียกไปตักเตือนเพียงเพราะผมยาวเกินกำหนดเล็กน้อย

เมื่อเวลาผ่านไป ข้อกำหนดเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงข้อความในกฎหมายเท่านั้น แต่ยังฝังอยู่ในวัฒนธรรมของโรงเรียนไทยหลายแห่ง และกลายเป็นภาพจำของการเป็นนักเรียนในยุคหนึ่ง

ปี 2546 ถึง 2548 แนวคิดเรื่องการคุ้มครองเด็กเริ่มมีบทบาทมากขึ้น

เมื่อประเทศไทยประกาศใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 แนวคิดเกี่ยวกับการดูแลเด็กและเยาวชนก็ได้รับการพิจารณาอย่างเป็นระบบมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพ การคุ้มครอง และประโยชน์ของเด็ก

ต่อมาในปี 2548 มีการออกกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. 2548 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหลักเกณฑ์สำคัญในการดูแลความประพฤติของนักเรียน

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องทรงผมยังคงเป็นเรื่องที่มีข้อถกเถียงเกี่ยวกับอำนาจของสถานศึกษาและการใช้กฎที่มีอยู่เดิม เพราะโรงเรียนแต่ละแห่งมีแนวทางปฏิบัติแตกต่างกัน บางแห่งยึดถือทรงผมแบบดั้งเดิมอย่างเข้มงวด ขณะที่บางแห่งเริ่มผ่อนปรนมากขึ้น

เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลง คำถามสำคัญจึงเริ่มชัดเจนขึ้นว่า การกำหนดทรงผมมีความจำเป็นต่อการเรียนรู้และการสร้างวินัยมากเพียงใด และเด็กควรมีสิทธิแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างกายของตนเองหรือไม่

ปี 2562 เริ่มทบทวนกฎเก่า ก่อนเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

ก่อนจะมีระเบียบทรงผมนักเรียนฉบับใหม่ กระทรวงศึกษาธิการได้เริ่มทบทวนความเหมาะสมของกฎที่ใช้มายาวนาน โดยในช่วงปี 2562 มีการพิจารณากฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการแต่งกายและทรงผมของนักเรียน รวมถึงจัดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางใหม่

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้โรงเรียนเปิดพื้นที่ให้นักเรียนมีสิทธิเลือกทรงผมมากขึ้น และลดข้อจำกัดที่ไม่จำเป็น

ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจจากทั้งนักเรียน ผู้ปกครอง ครู และประชาชนทั่วไป เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเด็กจำนวนมาก

ในที่สุด การทบทวนกฎเก่าก็นำไปสู่การออกระเบียบทรงผมนักเรียนฉบับใหม่ในปีถัดมา

ปี 2563 เปลี่ยนครั้งสำคัญ นักเรียนชายและหญิงไว้ผมยาวได้

ในปี พ.ศ. 2563 กระทรวงศึกษาธิการออกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ. 2563 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญจากแนวทางเดิมที่เคยจำกัดความยาวของเส้นผมอย่างเข้มงวด

ระเบียบฉบับนี้เปิดโอกาสให้นักเรียนชายและนักเรียนหญิงสามารถไว้ผมสั้นหรือผมยาวได้ แต่ยังคงกำหนดข้อปฏิบัติเกี่ยวกับความเรียบร้อยและลักษณะทรงผมบางประการ

สำหรับนักเรียนชาย หากไว้ผมยาว ด้านข้างและด้านหลังต้องยาวไม่เลยตีนผม ส่วนด้านหน้าและกลางศีรษะต้องดูเรียบร้อย

ส่วนนักเรียนหญิงสามารถไว้ผมสั้นหรือผมยาวได้เช่นกัน หากไว้ผมยาวต้องรวบให้เรียบร้อย

อย่างไรก็ตาม ระเบียบดังกล่าวยังมีข้อห้ามเกี่ยวกับการดัดผม การย้อมสีผมให้ผิดไปจากสีเดิม การไว้หนวดหรือเครา และการตัดแต่งทรงผมเป็นรูปทรงสัญลักษณ์หรือลวดลายที่ไม่เหมาะสมกับสภาพการเป็นนักเรียน

แม้จะยังมีข้อจำกัดอยู่ แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญ เพราะนักเรียนไม่จำเป็นต้องตัดผมสั้นตามรูปแบบเดิมทั้งหมดอีกต่อไป

ปี 2566 ยกเลิกระเบียบทรงผม เปิดทางให้สถานศึกษากำหนดแนวทางเอง

การเปลี่ยนแปลงยังดำเนินต่อไปจนถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 เมื่อราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการยกเลิกระเบียบการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ. 2563 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

การยกเลิกครั้งนี้ทำให้ระเบียบทรงผมนักเรียนฉบับกลางของกระทรวงศึกษาธิการที่ออกในปี 2563 สิ้นสุดลง

แต่ไม่ได้หมายความว่านักเรียนจะสามารถไว้ทรงผมแบบใดก็ได้โดยไม่มีแนวปฏิบัติ หรือโรงเรียนจะหมดอำนาจในการดูแลความเรียบร้อยทั้งหมด

กระทรวงศึกษาธิการได้วางแนวนโยบายให้สถานศึกษาพิจารณากำหนดแนวปฏิบัติให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละแห่ง โดยควรเปิดโอกาสให้นักเรียน ผู้ปกครอง ครู และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาแสดงความคิดเห็น

หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงจึงอยู่ที่การลดการใช้กฎแบบเดียวกันทั่วประเทศ และเปิดพื้นที่ให้สถานศึกษาพิจารณากติกาโดยคำนึงถึงความเหมาะสมและสิทธิของผู้เรียนมากขึ้น

ปี 2567 ถึง 2568 กระทรวงศึกษาธิการย้ำ ห้ามลงโทษนักเรียนเกินกว่าเหตุ

แม้ระเบียบทรงผมฉบับปี 2563 จะถูกยกเลิกไปแล้ว แต่ข้อถกเถียงเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎในโรงเรียนยังคงเกิดขึ้น โดยเฉพาะกรณีการลงโทษนักเรียนที่ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของสถานศึกษา

วันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 กระทรวงศึกษาธิการได้ย้ำให้ครูและสถานศึกษาระมัดระวังการลงโทษนักเรียนที่เกินกว่าเหตุ โดยการลงโทษต้องเป็นไปตามระเบียบที่กำหนดไว้ 4 สถาน ได้แก่ การว่ากล่าวตักเตือน การทำทัณฑ์บน การตัดคะแนนความประพฤติ และการทำกิจกรรมเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

ต่อมาในวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2568 กระทรวงศึกษาธิการได้ย้ำอีกครั้งว่า สถานศึกษาควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนแสดงความคิดเห็น และให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน เสรีภาพ และความหลากหลายของนักเรียน

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนว่า การรักษาระเบียบในโรงเรียนไม่ควรนำไปสู่การละเมิดสิทธิหรือการลงโทษที่ทำให้เด็กได้รับความอับอายและเสียศักดิ์ศรี

5 มีนาคม 2568 ศาลปกครองสูงสุดเพิกถอนกฎทรงผมเก่าแก่

อีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ประวัติศาสตร์กฎทรงผมนักเรียนไทยเปลี่ยนไป คือวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2568 เมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ ฟร. 24/2563 ให้เพิกถอนกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2518 ซึ่งออกตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 132

กฎกระทรวงฉบับนี้เป็นข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับทรงผมนักเรียนและการใช้เครื่องสำอาง โดยศาลพิจารณาเห็นว่าข้อจำกัดดังกล่าวมีผลกระทบต่อเสรีภาพในร่างกายของนักเรียน และเป็นการจำกัดสิทธิเกินสมควรแก่เหตุ

คำพิพากษาครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเพิกถอนกฎที่มีผลใช้มายาวนานตั้งแต่ปี 2518 และมีรากฐานมาจากประกาศของคณะปฏิวัติในปี 2515

กล่าวได้ว่า ข้อกำหนดที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของระบบโรงเรียนไทยมาหลายสิบปี ได้เข้าสู่จุดเปลี่ยนทางกฎหมายครั้งสำคัญ

อย่างไรก็ตาม คำพิพากษานี้ไม่ได้หมายความว่าโรงเรียนไม่มีสิทธิดูแลความเรียบร้อยของนักเรียนอีกต่อไป แต่การกำหนดกติกาต้องมีเหตุผล มีความเหมาะสม และไม่จำกัดเสรีภาพของเด็กเกินความจำเป็น

ปี 2569 ล่าสุด โรงเรียนกำหนดแนวทางได้ แต่ต้องรับฟังเสียงนักเรียน

เรื่องทรงผมนักเรียนยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจ แม้จะผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาแล้วหลายครั้ง

ล่าสุดเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2569 รัฐบาลได้เผยแพร่คำชี้แจงเกี่ยวกับแนวทางการไว้ทรงผมนักเรียน ภายหลังการพิจารณาข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

สาระสำคัญคือ กระทรวงศึกษาธิการได้ยกเลิกระเบียบทรงผมนักเรียน พ.ศ. 2563 ไปแล้ว และใช้แนวนโยบายให้สถานศึกษาเป็นผู้กำหนดลักษณะทรงผมตามบริบทและความเหมาะสมของแต่ละแห่ง

แต่การกำหนดกฎของโรงเรียนไม่ควรเป็นการตัดสินใจฝ่ายเดียว โดยก่อนประกาศใช้ระเบียบต้องผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการสถานศึกษา และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากนักเรียน ผู้ปกครอง และผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง

รัฐบาลยังย้ำด้วยว่า การกำหนดแนวปฏิบัติจะต้องไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของนักเรียน และครูควรใช้การให้คำปรึกษาหรือชี้แนะอย่างเหมาะสม แทนการใช้มาตรการที่กระทบต่อสิทธิในร่างกายของเด็ก

จุดนี้ทำให้เห็นชัดว่า แนวทางปัจจุบันไม่ได้หมายถึงการปล่อยให้นักเรียนทำตามใจโดยไม่มีขอบเขต และไม่ได้หมายถึงการบังคับให้ทุกคนต้องมีทรงผมเหมือนกัน แต่เป็นการหาจุดสมดุลระหว่างการดูแลระเบียบของสถานศึกษากับการเคารพสิทธิของผู้เรียน

จากผมเกรียนในอดีต สู่การเปลี่ยนแปลงที่มากกว่าเรื่องทรงผม

เมื่อมองย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2515 จนถึงปี 2569 จะเห็นว่ากฎทรงผมนักเรียนไทยผ่านการเปลี่ยนแปลงมาหลายช่วง ตั้งแต่การกำหนดความยาวของเส้นผมอย่างเข้มงวด การปรับข้อกำหนดในปี 2518 การเปิดโอกาสให้ไว้ผมยาวในปี 2563 การยกเลิกระเบียบในปี 2566 ไปจนถึงคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในปี 2568

เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยเริ่มให้ความสำคัญกับการมองนักเรียนในฐานะบุคคลที่มีสิทธิและศักดิ์ศรี ไม่ใช่เพียงผู้ที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ใหญ่เท่านั้น

โรงเรียนยังคงมีหน้าที่สร้างวินัย สอนความรับผิดชอบ และดูแลความเรียบร้อย แต่การทำหน้าที่ดังกล่าวควรตั้งอยู่บนเหตุผลและความเข้าใจ ไม่ใช่การใช้กฎเกณฑ์ที่จำกัดสิทธิของเด็กเกินความจำเป็น

สำหรับคนรุ่นเก่า ทรงผมนักเรียนอาจเป็นความทรงจำที่ผูกพันกับวัยเรียน ตั้งแต่การตัดผมก่อนเปิดเทอมไปจนถึงการถูกตรวจระเบียบหน้าเสาธง ส่วนคนรุ่นใหม่อาจมองเรื่องนี้ในฐานะสิทธิในการเลือกและการแสดงออกถึงตัวตน

ไม่ว่าจะมองจากมุมใด ประวัติศาสตร์กว่า 5 ทศวรรษของกฎทรงผมนักเรียนไทยก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะแสดงให้เห็นว่ากฎระเบียบที่เคยถูกมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา สามารถเปลี่ยนแปลงได้เมื่อสังคมเริ่มตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและความจำเป็น

ท้ายที่สุด สิ่งที่สำคัญอาจไม่ใช่การที่นักเรียนทุกคนต้องมีทรงผมเหมือนกัน แต่คือการทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่เคารพทั้งกติกา ความแตกต่าง และศักดิ์ศรีของเด็กทุกคนอย่างแท้จริง

แหล่งที่มา

ขอบคุณที่แวะมาอ่านนะครับ ถ้าชอบก็อย่าลืมกดไลน์ กดแชร์และกดติดตามด้วยนะครับเพื่อที่ท่านจะได้ไม่พลาดข่าวสารต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์และสาระความบันเทิง

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
หนึ่งล้านเรื่องเล่า's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 15 ครั้ง
เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า
นักเขียนคอนเทนต์สาระน่ารู้ ครอบคลุมชีวิต สังคม สุขภาพ ความเชื่อ เลขเด็ด และเรื่องลี้ลับ เน้นข้อมูลน่าเชื่อถือ อ่านง่าย เข้าใจไว
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
นักดำน้ำลงไปเก็บขยะในทะเลสาบ แต่เจอเรือแคนูอายุพันปีนอนอยู่ใต้น้ำเหรียญเงินบาทไทยที่ถูกผลิต น้อยที่สุด และหายากมาก ที่สุดในปัจจุบันประเทศที่นิยมกินข้าวไทย และนำเข้าข้าวจากประเทศไทยมากที่สุด ไทยขายข้าวให้ชาติไหนมากเป็นอันดับหนึ่ง?คลังแห่งเลขดวงดาว ทิว อ่างทอง เปิดโพยงวด 16 พ.ย. 69 เผยเลขตารางดาว 5 ตัว พร้อมชุดเลขสามตัว 4 ชุด และเลขสองตัว 2 ชุดเปิด 10 อำเภอที่ดินถูกที่สุดในไทย บางพื้นที่ราคาประเมินเริ่มเพียง 10,000 บาทต่อไร่สรุปเส้นทางความสำเร็จและเงินรางวัลสะสม "ภราดร ศรีชาพันธุ์" ตำนานมือ 9 ของโลกผู้พลิกประวัติศาสตร์เทนนิสไทยเลขดังคนบ้านสวาย งวด 16 พ.ย. 69 เปิดเลขเด่นเหนือ-ใต้ 4 หลัก จัดเต็มวิ่ง-รูด พร้อมเลขสองตัว 10 ชุดปิงปองเพชรกล้า น้องนำโชค งวด 1 พ.ย. 69 เปิดเลขลูกบอลเด่น พร้อมชุด 2 ตัวจากงวดที่ 176หัก ณ ที่จ่ายไม่ใช่เงินหาย เอาคืนได้ตอนยื่นภาษีไทยเด้ง หลวงพี่โต้ง งวด 1 พ.ย. 2569 ถอดใบแนวทางเลขเขียนมือ แยกชุด 3 ตัว เลขวงกลม และเลขวิ่งเงินเหรียญของไทยที่หาได้ยากมาก จนแทบไม่เคยมีใครได้เห็นของจริง5 จังหวัดในไทยที่ชาวต่างชาติชอบมากที่สุด และนิยมย้ายมาใช้ชีวิตหลังเกษียณ
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
หัก ณ ที่จ่ายไม่ใช่เงินหาย เอาคืนได้ตอนยื่นภาษีเงินเหรียญของไทยที่หาได้ยากมาก จนแทบไม่เคยมีใครได้เห็นของจริงส่องแนวเลข อ.ต้นสาริกางิ้วดำ 16 พ.ย. 69 คัด 3 ตัวเด่น ปักหลัก 95 เม็ดเดียวนักดำน้ำลงไปเก็บขยะในทะเลสาบ แต่เจอเรือแคนูอายุพันปีนอนอยู่ใต้น้ำดาวเทียมสะท้อนแสงลงพื้นโลกตอนกลางคืนได้จริงหรือ? เทคโนโลยีที่นักดาราศาสตร์กังวลทำงานอย่างไร?เปิดตำนาน 90 ปี ร.ย.ส.ท. องค์กรคุมมอเตอร์สปอร์ตไทย สู่สังเวียนระดับโลก
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
เทคนิค Pomodoro: ทำงาน 25 นาที พัก 5 นาที วนแบบนี้จนงานเสร็จถ้ำโรมันในสเปนมีจารึกละตินกว่า 110 ชิ้น แต่หญิงที่มาสักการะบูชาใคร?นักดำน้ำลงไปเก็บขยะในทะเลสาบ แต่เจอเรือแคนูอายุพันปีนอนอยู่ใต้น้ำดาวเทียมสะท้อนแสงลงพื้นโลกตอนกลางคืนได้จริงหรือ? เทคโนโลยีที่นักดาราศาสตร์กังวลทำงานอย่างไร?
ตั้งกระทู้ใหม่