สหรัฐฯ สั่งถอด DeepSeek จากระบบหน่วยงานพลเรือน แจงเหตุผลความปลอดภัย AI
รัฐบาลสหรัฐอเมริกายกระดับมาตรการควบคุมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จากจีนอีกครั้ง หลังวันที่ 19 ตุลาคม 2569 กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ (Department of Homeland Security: DHS) ออกคำสั่งให้หน่วยงานพลเรือนของรัฐบาลกลางถอดผลิตภัณฑ์ของ DeepSeek และบริการจากบุคคลที่สามซึ่งพัฒนาขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีของบริษัทออกจากระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของหน่วยงาน พร้อมห้ามจัดซื้อผลิตภัณฑ์และบริการดังกล่าวเพิ่มเติม เหตุผลหลักที่ DHS ระบุคือความเสี่ยงด้านความมั่นคงและการคุ้มครองข้อมูล โดยหน่วยงานกังวลว่าการใช้โมเดล AI ของ DeepSeek กับข้อมูลราชการอาจเปิดช่องให้ข้อมูลอ่อนไหวถูกส่งต่อไปยังจีน รวมถึงความเป็นไปได้ที่ระบบจะมีช่องโหว่หรือองค์ประกอบที่เป็นอันตราย
อย่างไรก็ตามข่าวนี้ไม่ได้หมายความว่าสหรัฐ สั่งห้ามประชาชนและบริษัทเอกชนทุกแห่งใช้ DeepSeek โดยอัตโนมัติ เพราะคำสั่งที่ประกาศครั้งนี้มุ่งไปที่ระบบไอทีและการจัดซื้อของหน่วยงานพลเรือนรัฐบาลกลางเป็นหลัก ประเด็นที่น่าสนใจจึงมีทั้งความปลอดภัยของ AI การจัดการข้อมูลส่วนบุคคล ความเสี่ยงจากการใช้บริการคลาวด์และการแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐกับจีน
คำสั่งของสหรัฐ ครอบคลุมอะไรบ้าง
คำสั่งดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ใน Federal Register เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ภายใต้กรอบกฎหมาย Federal Acquisition Supply Chain Security Act of 2018 ซึ่งเปิดทางให้รัฐบาลดำเนินมาตรการกับผลิตภัณฑ์และบริการที่ถูกประเมินว่าอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานของรัฐบาลกลางขอบเขตสำคัญประกอบด้วย
-
ถอดผลิตภัณฑ์ DeepSeek หน่วยงานพลเรือนรัฐบาลกลางต้องนำผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในขอบเขตคำสั่งออกจากระบบไอที
-
ห้ามจัดซื้อเพิ่มเติม ไม่สามารถจัดซื้อผลิตภัณฑ์และบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่พัฒนาโดย DeepSeek ตามขอบเขตที่กำหนด
-
ครอบคลุมบริษัทในเครือ คำสั่งรวมถึงผลิตภัณฑ์และบริการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามนิยามในกฎระเบียบ
-
ครอบคลุมบริการจากบุคคลที่สาม ไม่ได้จำกัดเฉพาะแอป DeepSeek โดยตรง รวมถึงผลิตภัณฑ์และบริการที่พัฒนาขึ้นโดยใช้การนำเทคโนโลยี DeepSeek ไปใช้งานด้วย
การครอบคลุมผลิตภัณฑ์ของบุคคลที่สามมีความสำคัญ เพราะในระบบองค์กร AI อาจถูกฝังอยู่ในซอฟต์แวร์หรือบริการอื่นที่ผู้ใช้ไม่เห็นชื่อ DeepSeek โดยตรง ทั้งนี้คำสั่งดังกล่าวมุ่งเน้นหน่วยงานพลเรือนของฝ่ายบริหารรัฐบาลกลาง ไม่ควรนำไปตีความว่าเป็นการห้ามใช้ DeepSeek ในทุกภาคส่วนของสหรัฐหรือทุกประเทศทั่วโลก
ทำไมรัฐบาลสหรัฐ จึงกังวลเรื่องความปลอดภัยของ DeepSeek
ตามรายงานของ Reuters DHS ระบุความเสี่ยงหลายด้าน รวมถึงความเป็นไปได้ที่ข้อมูลอ่อนไหวของรัฐบาลจะถูกถ่ายโอนไปยังจีน หากเจ้าหน้าที่หรือผู้รับจ้างของรัฐบาลใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว นอกจากนี้ยังตั้งข้อกังวลว่าโมเดลอาจเปิดเผยข้อมูลที่นำไปใช้สร้างข่าวกรองเกี่ยวกับบุคคลหรือหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐ ได้หรืออาจมีช่องโหว่ด้านความปลอดภัย ประเด็นเหล่านี้ควรพิจารณาเป็นความเสี่ยงที่รัฐบาลสหรัฐ ระบุและใช้ประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่า DeepSeek ได้ขโมยข้อมูลจากหน่วยงานรัฐบาลทุกแห่งหรือมีการโจมตีระบบราชการเกิดขึ้นแล้วในทุกกรณี
ความเสี่ยงที่ 1 ข้อมูลที่ป้อนเข้า AI อาจไม่เหมาะกับบริการภายนอก
AI สามารถรับข้อความ เอกสาร โค้ดและข้อมูลอื่นๆ เพื่อวิเคราะห์หรือสร้างคำตอบ หากผู้ใช้นำข้อมูลลับหรือข้อมูลส่วนบุคคลไปใส่ในบริการที่ไม่ได้รับอนุญาต ข้อมูลนั้นอาจถูกส่งไปยังระบบประมวลผลภายนอกตามรูปแบบการให้บริการและการตั้งค่าของระบบ สำหรับหน่วยงานรัฐ ข้อมูลที่ต้องปกป้องอาจรวมถึงเอกสารภายใน ข้อมูลเกี่ยวกับประชาชน รายละเอียดการจัดซื้อและข้อมูลด้านความมั่นคง ปัญหาจึงไม่ใช่แค่ AI ให้คำตอบถูกต้องหรือไม่ แต่รวมถึงคำถามว่าข้อมูลถูกส่งไปที่ใด ใครสามารถเข้าถึงได้และจะถูกเก็บรักษานานเท่าใด
ความเสี่ยงที่ 2 กฎหมายและเขตอำนาจศาล
DHS แสดงความกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ข้อมูลจากผู้ใช้รัฐบาลสหรัฐจะเข้าถึงได้โดยหน่วยงานจีนภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้องประเด็นนี้เชื่อมโยงกับคำถามเรื่องเขตอำนาจศาล การเข้าถึงข้อมูลโดยผู้ให้บริการและภาระหน้าที่ตามกฎหมายของประเทศที่เกี่ยวข้องอย่างไรก็ตามการประเมินความเสี่ยงอย่างถูกต้องต้องพิจารณาโครงสร้างการให้บริการ สถานที่จัดเก็บข้อมูล เงื่อนไขสัญญา การเข้ารหัสและสิทธิ์ในการเข้าถึง ไม่ควรสรุปว่าผลิตภัณฑ์ทุกชนิดที่พัฒนาในประเทศใดประเทศหนึ่งมีความเสี่ยงเท่ากันทั้งหมด
ความเสี่ยงที่ 3 ช่องโหว่และซอฟต์แวร์ที่เป็นอันตราย
DHS ยังระบุความกังวลเกี่ยวกับช่องโหว่ด้านความปลอดภัยหรือความเป็นไปได้ที่โมเดลจะมีองค์ประกอบที่เป็นอันตราย ในทางเทคนิค ความเสี่ยงของระบบ AI ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ตัวโมเดล แต่รวมถึงแอปพลิเคชันที่เชื่อมต่อกับโมเดล ระบบจัดเก็บข้อมูล ส่วนขยายและสิทธิ์ที่ AI ได้รับในระบบองค์กรด้วย เช่น หาก AI สามารถอ่านเอกสารภายในหรือเชื่อมต่อฐานข้อมูลได้ ความผิดพลาดในการกำหนดสิทธิ์หรือการออกแบบระบบอาจเพิ่มโอกาสที่ข้อมูลถูกเปิดเผย แม้ตัวโมเดลจะไม่ได้ถูกเจาะระบบโดยตรงก็ตาม
DeepSeek คืออะไร
DeepSeek เป็นบริษัทพัฒนา AI จากจีนที่เป็นที่รู้จักจากโมเดลภาษาขนาดใหญ่และโมเดลให้เหตุผล ซึ่งได้รับความสนใจจากวงการเทคโนโลยีในช่วงต้นปี 2568 เนื่องจากการแข่งขันด้านประสิทธิภาพและต้นทุนของโมเดล AI โมเดลของ DeepSeek ยังเป็นส่วนหนึ่งของกระแสโมเดลแบบเปิดน้ำหนัก (open-weight models) ซึ่งเปิดให้นักพัฒนานำโมเดลที่เผยแพร่ไปปรับใช้ในงานต่างๆ ภายใต้เงื่อนไขของแต่ละรุ่น
แนวทางนี้ช่วยเพิ่มทางเลือกให้บริษัทและนักพัฒนาเพราะไม่จำเป็นต้องพึ่งพาบริการ AI แบบปิดเพียงอย่างเดียว แต่ก็ทำให้เกิดคำถามด้านความปลอดภัยและการกำกับดูแลเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อองค์กรนำโมเดลไปติดตั้งเอง เชื่อมต่อกับข้อมูลภายในหรือปรับแต่งให้ทำงานอัตโนมัติ สิ่งสำคัญคือต้องแยกให้ออกระหว่างตัวโมเดล AI ที่สามารถนำไปติดตั้งเองได้ กับแอปหรือบริการออนไลน์ที่ส่งข้อมูลไปประมวลผลผ่านผู้ให้บริการเพราะรูปแบบการจัดเก็บข้อมูล การควบคุมสิทธิ์และความเสี่ยงอาจแตกต่างกันมาก
การแบน DeepSeek หมายถึงสหรัฐ แบน AI จากจีนทั้งหมดหรือไม่
คำสั่งที่เผยแพร่ในเดือนตุลาคม 2569 ระบุชื่อ DeepSeek ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องและบริการจากบุคคลที่สามซึ่งใช้เทคโนโลยีดังกล่าว ภายใต้ขอบเขตของคำสั่ง ไม่ใช่คำสั่งห้ามใช้ AI จากจีนทุกบริษัทในทุกบริบท อย่างไรก็ตามเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ กับจีนและมาตรการก่อนหน้านี้ที่จำกัดการใช้ DeepSeek ในอุปกรณ์ของหน่วยงานรัฐบาลบางแห่ง รายงานของ TechCrunch ระบุว่ามีมาตรการก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการใช้ DeepSeek ในระบบความมั่นคงและหน่วยงานรัฐบางส่วน ก่อนที่คำสั่งล่าสุดจะขยายข้อจำกัดไปยังหน่วยงานพลเรือนของรัฐบาลกลาง การขยายขอบเขตเช่นนี้สะท้อนว่ารัฐบาลกำลังมองความปลอดภัย AI เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทาน ไม่ใช่เพียงการเลือกเครื่องมือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเท่านั้น
จีนตอบโต้อย่างไรต่อข้อจำกัดของสหรัฐฯ
ตามรายงานของ TechCrunch โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน เหมา หนิง (Mao Ning) วิจารณ์แนวทางของสหรัฐ ที่ขยายความหมายของความมั่นคงแห่งชาติมากเกินไปและทำให้ประเด็นเทคโนโลยีกับการค้ากลายเป็นเรื่องการเมือง พร้อมระบุว่าจีนจะปกป้องสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรมของบริษัทจีน จุดยืนดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายมีมุมมองต่างกันต่อการประเมินความเสี่ยงและการกำหนดข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี
ฝ่ายสหรัฐ ให้เหตุผลเรื่องการปกป้องข้อมูลและความมั่นคงของระบบราชการ ขณะที่ฝ่ายจีนคัดค้านการใช้เหตุผลด้านความมั่นคงในลักษณะที่อาจกระทบต่อบริษัทเทคโนโลยีและการค้า
สำหรับการรายงานข่าว ควรแยกให้ชัดระหว่างข้อกำหนดที่ปรากฏในคำสั่งอย่างเป็นทางการ ข้อกังวลด้านความปลอดภัยที่รัฐบาลสหรัฐ ระบุและคำตอบโต้จากรัฐบาลจีน โดยไม่สรุปแทนหลักฐานว่าฝ่ายใดพิสูจน์ข้อกล่าวหาทั้งหมดได้แล้ว
ผู้ใช้ทั่วไปและบริษัทเอกชนควรเลิกใช้ DeepSeek หรือไม่
คำสั่งของสหรัฐ ไม่ได้เป็นคำสั่งห้ามผู้ใช้ทั่วไปทั่วโลก แต่ข่าวนี้เป็นโอกาสให้ทั้งบุคคลและองค์กรทบทวนว่าตนกำลังใช้ AI อย่างปลอดภัยหรือไม่ ไม่ว่าจะใช้ DeepSeek หรือเครื่องมือ AI ของผู้ให้บริการรายอื่น หลักการพื้นฐานในการปกป้องข้อมูลยังคล้ายกัน ได้แก่
- ตรวจสอบก่อนป้อนข้อมูลสำคัญ
หลีกเลี่ยงการใส่รหัสผ่าน คีย์ API เอกสารลับ ข้อมูลลูกค้าที่ระบุตัวบุคคลได้หรือข้อมูลภายในที่องค์กรห้ามเปิดเผย ลงในบริการ AI ที่ยังไม่ได้รับอนุญาต
- อ่านนโยบายการเก็บข้อมูล
ตรวจสอบว่าผู้ให้บริการเก็บข้อความสนทนาและไฟล์ไว้นานเท่าใด นำข้อมูลไปปรับปรุงโมเดลหรือไม่และมีตัวเลือกควบคุมการเก็บข้อมูลหรือการลบข้อมูลอย่างไร
- ตรวจสอบสถานที่ประมวลผลและการเข้าถึง
สำหรับองค์กร ควรตรวจสอบว่าใครเป็นผู้ให้บริการโมเดล ข้อมูลถูกส่งไปยังระบบใด มีการเข้ารหัสหรือไม่และมีเงื่อนไขเกี่ยวกับการเข้าถึงข้อมูลจากบุคคลที่สามอย่างไร
- แยกบัญชีส่วนตัวกับบัญชีงาน
ไม่ควรนำข้อมูลของบริษัทหรือหน่วยงานไปป้อนผ่านบัญชี AI ส่วนตัวโดยไม่ได้รับอนุญาต ควรกำหนดเครื่องมือและบัญชีที่องค์กรอนุมัติไว้อย่างชัดเจน
- พิจารณาการติดตั้งโมเดลเองอย่างรอบคอบ
การติดตั้งโมเดลบนเซิร์ฟเวอร์ที่องค์กรควบคุมอาจช่วยลดการส่งข้อมูลไปยังผู้ให้บริการภายนอก แต่ไม่ได้ทำให้ระบบปลอดภัยโดยอัตโนมัติเพราะยังต้องดูแลเซิร์ฟเวอร์ เครือข่าย การกำหนดสิทธิ์และการอัปเดตความปลอดภัยด้วย
ข้อสรุปสำหรับผู้ใช้ทั่วไป ไม่จำเป็นต้องตัดสินใจจากสัญชาติของผู้พัฒนาเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาความอ่อนไหวของข้อมูล เงื่อนไขบริการและมาตรการรักษาความปลอดภัยของเครื่องมือที่เลือกใช้
องค์กรควรมีเช็กลิสต์ความปลอดภัย AI อย่างไร
สำหรับบริษัท หน่วยงานรัฐ โรงเรียนหรือองค์กรที่เริ่มใช้ AI ในการทำงาน ควรมีแนวทางกำกับดูแลที่ชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้การเพิ่มประสิทธิภาพกลายเป็นช่องโหว่ของข้อมูล
| ประเด็นที่ต้องตรวจสอบ | แนวทางที่ควรทำ |
|---|---|
| การอนุมัติเครื่องมือ | จัดทำรายชื่อ AI ที่อนุญาตให้ใช้และประเภทงานที่รองรับ |
| ข้อมูลที่ป้อนเข้า | กำหนดระดับข้อมูลที่ห้ามส่งไปยัง AI ภายนอก |
| สิทธิ์การเข้าถึง | ให้ AI เข้าถึงเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นต่อหน้าที่ |
| การจัดเก็บข้อมูล | ตรวจสอบนโยบายเก็บรักษา ลบและนำข้อมูลไปฝึกโมเดล |
| การเชื่อมต่อระบบ | ตรวจสอบ API ปลั๊กอินและระบบภายนอกที่ AI สามารถเรียกใช้งานได้ |
| การติดตามเหตุการณ์ | เก็บบันทึกการใช้งานและกำหนดขั้นตอนตอบสนองเมื่อพบความผิดปกติ |
| การตรวจสอบผู้ให้บริการ | ประเมินความเสี่ยงทางกฎหมาย ความปลอดภัยและห่วงโซ่อุปทาน |
องค์กรควรประเมินเครื่องมือแต่ละตัวตามลักษณะการใช้งานจริง ไม่ควรอาศัยเพียงชื่อเสียงของผู้พัฒนาหรือคำกล่าวอ้างเรื่องความปลอดภัยจากผู้ขาย นอกจากนี้ควรมีผู้รับผิดชอบด้านข้อมูลและความปลอดภัยร่วมกำหนดนโยบายเพื่อให้พนักงานรู้ว่าข้อมูลแบบใดใช้กับ AI ได้และเมื่อใดต้องใช้ระบบภายในที่ผ่านการอนุมัติแทน
ผลกระทบต่อการแข่งขัน AI ระหว่างสหรัฐกับจีน
คำสั่งถอด DeepSeek จากระบบของหน่วยงานพลเรือนเป็นมากกว่าการเปลี่ยนเครื่องมือไอทีเพราะสะท้อนว่าการแข่งขัน AI ระหว่างสองประเทศเชื่อมโยงกับนโยบายความมั่นคง การจัดซื้อภาครัฐและการควบคุมเทคโนโลยีมากขึ้น
ผลกระทบที่ควรจับตาได้แก่
-
ตลาดภาครัฐอาจมีข้อจำกัดมากขึ้น ผู้พัฒนา AI ที่ต้องการให้หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐ ใช้ผลิตภัณฑ์อาจต้องผ่านการตรวจสอบและเงื่อนไขที่เข้มงวด
-
บริษัทต่างๆ อาจทบทวนห่วงโซ่อุปทาน AI องค์กรที่ทำงานกับภาครัฐอาจต้องตรวจสอบทั้งโมเดล ซอฟต์แวร์และผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้อง
-
การกำกับดูแล AI จะมีความสำคัญมากขึ้น การเลือกโมเดลอาจต้องพิจารณาความปลอดภัยและข้อกำหนดทางกฎหมายควบคู่กับราคาและประสิทธิภาพ
-
การแข่งขันระหว่างโมเดลเปิดกับโมเดลปิดยังดำเนินต่อไป ความต้องการใช้ AI ราคาประหยัดยังมีอยู่ แต่ผู้ใช้ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความยืดหยุ่น ต้นทุนและความเสี่ยง
อย่างไรก็ตามคำสั่งนี้ไม่ได้พิสูจน์ว่า DeepSeek จะสูญเสียผู้ใช้ทั่วโลกหรือว่าโมเดล AI จากประเทศอื่นปลอดภัยกว่าโดยอัตโนมัติ ผลกระทบต่อธุรกิจต้องประเมินจากขอบเขตตลาดที่ได้รับผลโดยตรงและการตอบสนองขององค์กรแต่ละแห่ง
สรุป
การที่สหรัฐ สั่งถอด DeepSeek และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องออกจากระบบไอทีของหน่วยงานพลเรือนรัฐบาลกลาง สะท้อนว่าความปลอดภัยของ AI กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญในระดับนโยบายและการจัดซื้อภาครัฐ รัฐบาลสหรัฐ อ้างถึงความเสี่ยงจากการจัดการข้อมูล การเข้าถึงข้อมูลโดยหน่วยงานภายนอกและช่องโหว่ที่อาจกระทบต่อความมั่นคง ขณะที่จีนคัดค้านการขยายประเด็นความมั่นคงแห่งชาติมาใช้กับการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและการค้า
สำหรับผู้ใช้ทั่วไปและภาคธุรกิจ บทเรียนสำคัญคือไม่ควรเลือก AI จากความสามารถหรือราคาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องตรวจสอบนโยบายข้อมูล การตั้งค่าสิทธิ์ ความปลอดภัยของระบบและความเหมาะสมกับงานที่ใช้งานด้วย ในยุคที่ AI เข้ามาเกี่ยวข้องกับเอกสาร การตัดสินใจและงานสำคัญ
ข้อมูลอ้างอิง
-
Federal Register: Notice of Order Regarding Exclusion and Removal of DeepSeek Products
-
Reuters: US banning Chinese AI DeepSeek from government agency IT systems
-
TechCrunch: US orders federal agencies to remove China’s DeepSeek AI from their systems
เเนวทางเลขเด่น 4 จตุรเทพ จัดให้ 1 พ.ย. 69 (อ.น๊อตตี้, ดุ่ย ภรัณฯ, อ.ไม้เอก และอ.ต้น)
เลขเด็ดปฏิทินจีน งวด 1 พฤศจิกายน 69
คำสาป "มนุษย์กิ้งก่า" สู่ดาว TikTok 2 ล้านฟอล!
มีชื่อในทะเบียนบ้าน ไม่ได้แปลว่าเป็นเจ้าของบ้าน เช็กสิทธิ์จากเอกสารไหน
หวยลาวพัฒนา 21 ต.ค. 69 ส่องเลขเด็ดวันนี้ จับตาเลขเด่นหลายสำนัก มีชุดไหนน่าติดตาม
เปิดแนวทางเลขมงคล หมอปลาย พรายกระซิบ ลุ้นโชคงวด 1 พฤศจิกายน 2569
เปิด 5 มหาวิทยาลัยไทยที่มีรายได้รวมสูงที่สุด ใครครองแชมป์ระดับหมื่นล้าน?
108 ท่าบนเตียง มีอะไรบ้าง Sex position ท่าเด็ดบนเตียง
แนวทางเลขเด็ด "สลาก 5 ภาค" งวด 1 พฤศจิกายน 2569 สรุปทั้งเลขเด่น-เลขดัง เพียบ!
ไขปริศนาไม้บรรทัด ทำไมเลข 0 ไม่ชิดขอบ เผยเหตุผลที่หลายคนไม่เคยรู้
จังหวัดสุดท้ายในประเทศไทย ที่ยังคงมีการทำเหมืองขุดแร่ดีบุก
เจาะโพยเจ๊เขียว งวด 1 พ.ย. 69 เปิดเลข 130 พร้อมเลข 2 ตัว 13-10-30 แยกจุดเด่นและความเชื่อมโยง
รีวิวหนังสือ เป็นผู้ใหญ่แล้วหาเพื่อนยากจัง
จีนคงดอกเบี้ยเงินกู้เดือนที่ 17 เศรษฐกิจโต 4.5% สะท้อนอะไร? เจาะสัญญาณเศรษฐกิจโลกปี2569
มีการออกประกาศเตือนภัยมลพิษทางอากาศในหลายพื้นที่ของเวียดนาม โดยค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) สูงเกินระดับเตือนภัยสีแดง ทางการกำลังพิจารณาใช้มาตรการทำงานจากที่บ้านและการเรียนการสอนทางไกล
ความตายกับความจริง