หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ แชร์ลิ้ง Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม

แย่งชิง อำนาจ และคาวเลือด: เปิดตำนาน "ตระกูลบอร์เจีย" ตระกูลฉาวแห่งยุคเรเนซองส์

เขียนโดย มะม่วงแอปเปิ้ล

หากพูดถึงยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการหรือ เรเนซองส์ (Renaissance) ในอิตาลี ภาพที่เรามักนึกถึงคือการบานสะพรั่งของศิลปะ วัฒนธรรม และตระกูลมั่งคั่งอย่าง "เมดิชี" (Medici) หรือ "สฟอร์ซา" (Sforza) แต่ในบรรดาตระกูลขุนนางที่มีอิทธิพลล้นฟ้า กลับมีอยู่หนึ่งชื่อที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ด้วยความฉาวโฉ่ ข่าวลือการฆาตกรรม การคอรัปชัน และการแย่งชิงอำนาจจนถึงขั้นล่วงละเมิดศีลธรรม นั่นคือ "ตระกูลบอร์เจีย" (House of Borgia)

ตระกูลบอร์เจียมีเชื้อสายสเปน-อิตาลี ไต่เต้าขึ้นสู่จุดสูงสุดของอำนาจทั้งในวงการการเมืองและศาสนจักรจนสามารถส่งคนในตระกูลขึ้นดำรงตำแหน่ง "พระสันตะปาปา" ถึง 2 องค์ แต่เบื้องหลังความยิ่งใหญ่นั้น กลับเต็มไปด้วยเรื่องราวชวนตกตะลึงที่ผู้คนยังกล่าวขวัญถึงจนถึงปัจจุบัน

1. จุดเริ่มต้นสู่จุดสูงสุด: พระสันตะปาปาจากตระกูลบอร์เจีย

ตระกูลบอร์เจียเริ่มมีบทบาทสำคัญในศาสนจักรผ่านชายที่ชื่อ อัลฟอนส์ เดอ บอร์เจีย (Alfons de Borja) ผู้เป็นนักกฎหมายและนักการทูตฝีมือดี เขาได้รับการได้รับเลือกให้เป็น พระสันตะปาปาคาลิกซ์ตุสที่ 3 (Pope Callixtus III) ในปี ค.ศ. 1455 แม้จะดำรงตำแหน่งช่วงสั้นๆ เพียง 3 ปี แต่เขาก็ได้วางรากฐานอำนาจให้ตระกูล ด้วยการตั้งหลานชายของเขาขึ้นเป็นคาร์ดินัล ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ โรดริโก บอร์เจีย (Rodrigo Borgia)

ต่อมา โรดริโก ได้ไต่เต้าจนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง พระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 6 (Pope Alexander VI) ในปี ค.ศ. 1492 ยุคของเขาถือเป็นจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่และข่าวฉาวอันรุนแรง เพราะพระองค์ทรงใช้ตำแหน่งทางศาสนาแสวงหาอำนาจ ความรวย และเน้นสร้างเครือญาติให้อยู่ในตำแหน่งสำคัญ (Nepotism) ทั้งยังทรงมีสัมพันธ์กับสตรีหลายคนจนมีบุตรนอกสมรสหลายคน ที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ เซซาเร (Cesare) และ ลูเครเซีย (Lucrezia)

2. งานเลี้ยงลูกเกาลัด (Banquet of Chestnuts) และข่าวฉาวในวานิกัน

หนึ่งในเรื่องเล่าที่ฉาวโฉ่ที่สุดในยุคของพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 6 คือ เหตุการณ์ที่ถูกเรียกว่า "Banquet of Chestnuts" ในคืนวันที่ 31 ตุลาคม ค.ศ. 1501

ตามบันทึกในยุคนั้นระบุว่า เซซาเร บอร์เจีย ได้จัดงานเลี้ยงอาหารค่ำขึ้นในวังพระสันตะปาปา โดยมีการเชิญหญิงคณิกา (Courtesans) ถึง 50 คนมาร่วมสร้างความบันเทิง มีการกวาดเกาลัดที่โปรยบนพื้น และจัดกิจกรรมเปลือยกายแข่งขันท่ามกลางสายตาขององค์พระสันตะปาปาและบุตรหลาน แม้นักประวัติศาสตร์ปัจจุบันจะมองว่าเรื่องนี้อาจถูกใส่ไข่โดยศัตรูทางการเมือง แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าภาพลักษณ์ของบอร์เจียในสายตาคนยุคนั้นเต็มไปด้วยความตัณหาและไร้ศีลธรรม

3. เซซาเร บอร์เจีย: จอมบงการสายเลือดเย็น

เซซาเร บอร์เจีย (Cesare Borgia) บุตรชายคนรองของโรดริโก ถูกวางตัวให้รับตำแหน่งคาร์ดินัลตั้งแต่ยังหนุ่ม แต่เขาเลือกที่จะละทิ้งเสื้อกาษาวาสตร์เพื่อไปรับตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพพระสันตะปาปา

เซซาเรขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมและทะเยอทะยาน เขาถูกสงสัยว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการฆาตกรรม ฆวน (Giovanni) พี่ชายของตัวเอง เพื่อแย่งชิงตำแหน่งผู้นำกองทัพ มีเรื่องเล่าว่าในยุคนั้น ศพของผู้ที่ขัดขวางเซซาเรมักจะถูกพบในแม่น้ำไทเบอร์อยู่เสมอ ความโหดเหี้ยมและความเด็ดขาดของเซซาเรนี่เอง ที่กลายมาเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้ นิกโกโล มาเคียวเวลลี (Niccolò Machiavelli) เขียนหนังสือการเมืองชื่อดังระดับโลกอย่าง "เจ้าผู้ปกครอง" (The Prince)

4. ลูเครเซีย บอร์เจีย: หมากทางการเมืองและตลับพิษปริศนา

ลูเครเซีย บอร์เจีย (Lucrezia Borgia) บุตรีสุดสวยของตระกูล ถูกผู้เป็นพ่อและพี่ชายใช้เป็น "เครื่องมือทางการเมือง" ผ่านการคลุมถุงชนหลายต่อหลายครั้ง

เมื่อการแต่งงานครั้งแรกกับขุนนางตระกูลสฟอร์ซาหมดประโยชน์ ทางตระกูลก็หาทางยกเลิกสัญญา โดยอ้างว่ายังไม่มีความสัมพันธ์ทางกาย ทำให้ฝ่ายสามีแค้นจัดและปล่อยข่าวลือว่าลูเครเซียมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับทั้งพ่อและพี่ชายตัวเอง นอกจากนี้ สามีคนที่สองของเธอก็ถูกลอบสังหารอย่างปริศนา ซึ่งเชื่อว่าเป็นฝีมือของเซซาเร เพื่อเปิดทางให้เธอแต่งงานใหม่กับตระกูลที่ทรงอิทธิพลกว่า

นอกจากนี้ ลูเครเซียยังมักถูกจดจำในฐานะ "หญิงงามพิษร้าย" โดยมีตำนานเล่าว่าเธอสวมแหวนลับที่ซ่อนยาพิษไร้กลิ่นอย่าง คันตาเรลลา (Cantarella) ไว้หยดลงในแก้วไวน์ของศัตรูในงานเลี้ยง แม้นักประวัติศาสตร์ยุคใหม่จะชี้ว่าเธออาจเป็นเพียงเหยื่อทางการเมืองของครอบครัวมากกว่าจะเป็นฆาตกรเลือดเย็นก็ตาม

สรุป: จุดจบและการอวสานของตระกูลบอร์เจีย

อำนาจอันยิ่งใหญ่ของตระกูลบอร์เจียพังทลายลงอย่างรวดเร็วหลังการสิ้นพระชนม์ของพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 6 ในปี ค.ศ. 1503 เมื่อขาดร่มโพธิ์ร่มไทรใหญ่ เซซาเรก็สูญเสียอำนาจทางการเมืองและเสียชีวิตในศึกสงครามในเวลาต่อมา ส่วนลูเครเซียได้ใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายอย่างสงบในฐานะดัชเชสแห่งเฟอร์รารา

เรื่องราวของ ตระกูลบอร์เจีย จึงกลายเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ที่สะท้อนให้เห็นถึงการก้าวสู่อำนาจด้วยกุศโลบาย คอร์รัปชัน และความโหดร้าย ซึ่งแม้เวลาจะผ่านไปหลายร้อยปี ชื่อของ "บอร์เจีย" ก็ยังคงเป็นสัญลักษณ์แห่งความฉาวโฉ่และการแย่งชิงอำนาจในยุคเรเนซองส์ที่ไม่เคยเสื่อมคลาย

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
มะม่วงแอปเปิ้ล's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 158 ครั้ง
เขียนโดย มะม่วงแอปเปิ้ล
นักเขียนสายไวรัลและไลฟ์สไตล์ นำเสนอข่าวและเรื่องใกล้ตัวในมุมที่คนคาดไม่ถึง เล่าเรื่องเข้าใจง่าย กระชับ และชวนคิดต่อ
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
5 VOTES (5/5 จาก 1 คน)
VOTED: Wisdom Insight
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
ภาพยนตร์ไทยเรื่องแรก ที่ทำรายได้รวมมากถึง 200 ล้านบาทหนังที่ทำรายได้ถึง 1 แสนล้านบาท เรื่องแรกในประวัติศาสตร์โลก3 นกมงคลตามความเชื่อโบราณ พร้อมเหตุผลทางธรรมชาติที่นกบินมาเกาะบ้าน5 มหาลัยไทยที่สอบเข้าอยากที่สุดในไทย บางสาขาคนสมัครเป็นพัน แต่รับเพียงหลักสิบ3 อำเภอของประเทศไทย ที่ขอแยกตัวเป็นจังหวัดใหม่เปิด 10 จังหวัดประชากรเพิ่มขึ้น สวนทางภาพรวมเด็กเกิดน้อยม้าสีหมอก ปะทะ ฟ้าลิขิต เปิดเลขเด่นคนละทาง เทียบ 6 ตัววงกลม พร้อมชุดบน-ล่าง งวด 16 พ.ย. 69นมข้นหวานแท้จริงแล้วมันทำมาจากอะไรปฏิทินจีน งวด 16 พ.ย. 69 เผยเลขเด่น 426 จัดชุดสลับ 2 ตัว 3 ตัว ครบทุกตำแหน่งส่องแนวทาง “แม่น้ำหนึ่ง” งวด 16 พ.ย. 69 ฟัน 5 ตัวเดียว เน้นชุดเด่น 53 - 52312 ถนนและซอยชื่อแปลกๆ ในกรุงเทพฯแนวทางเลขเด็ด "ใบเขียวคำชะโนด" งวด 16 พฤศจิกายน 69 เลขเด่น 6 มาแรงสุดๆ
ดู Hot Topic ทั้งหมด
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
10 กฎเหล็กในการเลี้ยงลูกของตระกูลมหาเศรษฐีระดับโลก ไม่สปอยล์เงิน แม้พ่อแม่มีทรัพย์สินมหาศาล!ภาพยนตร์ไทยที่ใช้นักแสดงเยอะและใช้เวลาสร้างนานที่สุดตลอดกาล3 นกมงคลตามความเชื่อโบราณ พร้อมเหตุผลทางธรรมชาติที่นกบินมาเกาะบ้านภาพยนตร์ไทยเรื่องแรก ที่ทำรายได้รวมมากถึง 200 ล้านบาท
ตั้งกระทู้ใหม่