จากทำงานฟรีสู่ 2,000 บาท เปิด 5 จังหวัด อสม. เงินรวมสูงสุด ใครยืนหนึ่ง
ถ้าพูดถึง อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. หลายคนอาจคุ้นเคยกับภาพของคนในชุมชนที่คอยเดินทางไปเยี่ยมบ้าน สอบถามอาการผู้ป่วย ช่วยประชาสัมพันธ์ข่าวสารด้านสุขภาพ เฝ้าระวังโรค รวมถึงประสานงานระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข แต่กว่าจะมาถึงวันที่ อสม. ได้รับค่าป่วยการเดือนละ 2,000 บาทอย่างในปัจจุบัน เส้นทางของคนกลุ่มนี้ไม่ได้ราบรื่นมาตั้งแต่ต้น
ย้อนกลับไปในอดีต อสม. เริ่มต้นจากแนวคิดการสาธารณสุขมูลฐาน โดยกระทรวงสาธารณสุขต้องการให้ประชาชนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมดูแลสุขภาพของคนในพื้นที่ของตัวเอง จุดเริ่มต้นอยู่ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4 ระหว่างปี 2520-2524 โดยมีทั้งผู้สื่อข่าวสาธารณสุข หรือ ผสส. และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เป็นกำลังสำคัญในการนำความรู้ด้านสุขภาพไปสู่ประชาชน
ในยุคแรก งานดังกล่าวมีลักษณะเป็น จิตอาสาอย่างแท้จริง ผู้ปฏิบัติงานต้องเสียสละทั้งแรงกาย เวลา และบางครั้งยังต้องออกค่าใช้จ่ายในการทำงานด้วยตัวเอง โดยยังไม่มีค่าป่วยการแบบที่ได้รับในปัจจุบัน กระทรวงสาธารณสุขระบุว่า อสม. ในช่วงเริ่มต้นเป็นผู้เสียสละเพื่อพัฒนาสุขภาพของชุมชนโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น
จุดนี้เองทำให้งาน อสม. ในอดีตไม่ได้ถูกมองว่าเป็น “อาชีพ” ที่เข้ามาทำเพื่อรายได้ แต่เป็นงานอาสาที่คนในชุมชนสมัครใจเข้ามาช่วยเหลือกัน
จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ เริ่มมีเงินค่าป่วยการ 600 บาท
สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในปี 2552 หลังเกิดการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 รัฐบาลในเวลานั้นเห็นความสำคัญของบทบาท อสม. ที่ต้องทำงานใกล้ชิดประชาชน และมีส่วนช่วยเฝ้าระวังโรคในระดับชุมชน
จึงเกิดการให้ ค่าป่วยการ อสม. เดือนละ 600 บาท เป็นครั้งแรก
นี่ถือเป็นหมุดหมายสำคัญ เพราะเป็นครั้งแรกที่งานของ อสม. ซึ่งเดิมเป็นงานจิตอาสาโดยไม่ได้รับเงิน ถูกนำมาสู่ระบบสนับสนุนค่าป่วยการจากภาครัฐ
อย่างไรก็ตาม ต้องทำความเข้าใจว่าเงินดังกล่าวเรียกว่า “ค่าป่วยการ” ไม่ใช่เงินเดือนแบบข้าราชการหรือพนักงานของรัฐ เพราะ อสม. ยังคงมีสถานะเป็นอาสาสมัคร ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ
ปี 2562 เพิ่มเป็น 1,000 บาท
หลังจากเริ่มต้นที่ 600 บาท รัฐบาลมีการปรับค่าป่วยการอีกครั้งในปี 2562 จากเดือนละ 600 บาท เป็น 1,000 บาทต่อเดือน
การปรับครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับ อสม. ซึ่งต้องทำงานอยู่ใกล้ชิดประชาชน และมีภารกิจด้านการส่งเสริมสุขภาพ การเฝ้าระวังโรค การดูแลผู้ป่วย และการประสานงานกับระบบสาธารณสุขในพื้นที่
จากเดิมที่ไม่ได้รับเงินแม้แต่บาทเดียว กลายเป็น 600 บาท และขยับขึ้นมาเป็น 1,000 บาทต่อเดือน ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของระบบ อสม. ไทย
โควิด-19 ทำค่าป่วยการพุ่งเป็น 1,500 บาทชั่วคราว
อีกหนึ่งช่วงเวลาที่ทำให้สังคมเห็นความสำคัญของ อสม. อย่างชัดเจนที่สุด คือช่วงการระบาดของ โควิด-19
ในช่วงเวลานั้น อสม. กลายเป็นกำลังสำคัญในการเฝ้าระวังและควบคุมโรคในชุมชน ทั้งการติดตามประชาชน การให้ข้อมูลเกี่ยวกับการป้องกันโรค การประสานงานกับเจ้าหน้าที่ รวมถึงการลงพื้นที่ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
รัฐบาลจึงมีการจ่ายเงินเพิ่มพิเศษอีก 500 บาทต่อเดือน จากค่าป่วยการเดิม 1,000 บาท
ทำให้ในช่วงดังกล่าว อสม. ได้รับรวม 1,500 บาทต่อคนต่อเดือน
เงินเพิ่ม 500 บาทนี้ไม่ได้เป็นการปรับค่าป่วยการถาวร แต่เป็นเงินเพิ่มพิเศษเพื่อช่วยเหลือและเป็นขวัญกำลังใจในช่วงสถานการณ์โควิด-19 โดยมีการจ่ายเป็นระยะตามมติรัฐบาล
กระทรวงสาธารณสุขระบุว่า เงินเพิ่มพิเศษดังกล่าวเริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 และมีการขยายระยะเวลาการจ่ายตามสถานการณ์ ก่อนสิ้นสุดในเดือนกันยายน 2565
ดังนั้น หากพูดให้ชัดเจน 1,500 บาทไม่ใช่อัตราค่าป่วยการถาวรของ อสม. แต่เป็นค่าป่วยการ 1,000 บาท บวกเงินเพิ่มพิเศษ 500 บาทในช่วงโควิด-19
จาก 1,000 บาท สู่ 2,000 บาท จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สุด
หลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย ค่าป่วยการกลับมาอยู่ที่อัตราปกติ 1,000 บาทต่อเดือน
แต่ภารกิจของ อสม. ไม่ได้ลดลงตามสถานการณ์โรคระบาด เพราะยังต้องทำหน้าที่เป็นกำลังสำคัญของระบบสุขภาพระดับชุมชน ทั้งงานส่งเสริมสุขภาพ การคัดกรองสุขภาพ การเยี่ยมบ้าน การติดตามผู้ป่วย การดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง การเฝ้าระวังโรค และการประสานงานกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
ต่อมา คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการเพิ่มค่าป่วยการ อสม. จาก 1,000 บาท เป็น 2,000 บาทต่อเดือน
อัตราใหม่มีผลตั้งแต่ปีงบประมาณ 2567 หรือเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566 โดยการจ่ายเงินจริงและการตกเบิกดำเนินการตามขั้นตอนงบประมาณ
กระทรวงสาธารณสุขระบุว่า งบประมาณสำหรับค่าป่วยการดังกล่าวครอบคลุม อสม. กว่า 1 ล้านคนทั่วประเทศ
นั่นหมายความว่า หากเปรียบเทียบกับอัตราปกติเดิม 1,000 บาท การปรับเป็น 2,000 บาทถือว่าเพิ่มขึ้น อีก 1,000 บาทต่อเดือน หรือ 100%
คิดเป็นรายปี จากเดิม 12,000 บาทต่อคนต่อปี เพิ่มเป็น 24,000 บาทต่อคนต่อปี
และนี่คืออัตราหลักที่ใช้ในปัจจุบัน
แล้วจังหวัดไหนได้เงินมากที่สุด?
คำถามนี้ต้องแยกให้ชัด เพราะไม่ได้หมายความว่า อสม. จังหวัดหนึ่งได้เงินต่อคนมากกว่าอีกจังหวัดหนึ่ง
อสม. ไม่ได้มีเรตค่าป่วยการแตกต่างกันตามจังหวัด
อัตราหลักคือ 2,000 บาทต่อคนต่อเดือน ดังนั้นถ้าจะถามว่า “จังหวัดไหนได้เงินรวมมากที่สุด” ต้องดูที่ จำนวน อสม. ในจังหวัดนั้น
พูดง่าย ๆ คือ จังหวัดที่มี อสม. มาก ย่อมมีวงเงินค่าป่วยการรวมสูงกว่า
จากตารางข้อมูลที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนเผยแพร่ ซึ่งระบุจังหวัด 5 ลำดับแรกที่มีจำนวน อสม. มากที่สุด พบว่า ได้แก่ นครราชสีมา เชียงใหม่ อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด และขอนแก่น
แต่ขอย้ำอีกครั้งว่า ตัวเลขจำนวนรายจังหวัดชุดนี้เป็นข้อมูลจากเอกสารที่จัดทำไว้ก่อนหน้านี้ ไม่ใช่สถิติยืนยันจำนวน อสม. ณ เดือนตุลาคม 2569 ดังนั้นตัวเลขเงินด้านล่างเป็น การคำนวณจากจำนวน อสม. ในตารางดังกล่าวกับอัตรา 2,000 บาท ไม่ควรนำไปตีความว่าเป็นงบเบิกจ่ายจริงของปี 2569
อันดับ 1 นครราชสีมา 55,602 คน
จังหวัดนครราชสีมา หรือโคราช เป็นจังหวัดที่มีจำนวน อสม. สูงที่สุดในตารางข้อมูลดังกล่าว อยู่ที่ 55,602 คน
หากคำนวณด้วยอัตราค่าป่วยการ 2,000 บาทต่อคนต่อเดือน จะคิดเป็นเงินรวมประมาณ
111,204,000 บาทต่อเดือน
หรือประมาณ
1,334,448,000 บาทต่อปี
ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า การมีจำนวน อสม. มากทำให้วงเงินค่าป่วยการรวมของจังหวัดสูงตามไปด้วย แต่ไม่ได้หมายความว่า อสม. รายบุคคลในนครราชสีมาได้เงินมากกว่าจังหวัดอื่น
พูดให้เข้าใจง่ายที่สุดคือ โคราชไม่ได้จ่ายให้ อสม. คนละมากกว่าจังหวัดอื่น แต่มีจำนวน อสม. มากกว่า จึงมีเงินรวมมากกว่า
อันดับ 2 เชียงใหม่ 34,987 คน
อันดับสองคือ เชียงใหม่ มี อสม. จำนวน 34,987 คน
เมื่อคำนวณด้วยอัตรา 2,000 บาทต่อคนต่อเดือน จะอยู่ที่ประมาณ
69,974,000 บาทต่อเดือน
หรือประมาณ
839,688,000 บาทต่อปี
เชียงใหม่เป็นจังหวัดขนาดใหญ่ มีพื้นที่ทั้งเขตเมืองและชนบท รวมถึงพื้นที่ภูเขาและชุมชนที่อยู่ห่างจากศูนย์บริการสาธารณสุข ทำให้เครือข่าย อสม. มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมประชาชนเข้ากับระบบบริการสุขภาพ
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเงินดังกล่าวเป็นเพียงการคำนวณตามจำนวน อสม. ในชุดข้อมูลที่ใช้จัดอันดับ ไม่ใช่การยืนยันยอดเบิกจ่ายจริงของจังหวัดในปี 2569
อันดับ 3 อุบลราชธานี 34,908 คน
อันดับสามคือ อุบลราชธานี มีจำนวน อสม. 34,908 คน
คิดเป็นค่าป่วยการตามอัตรา 2,000 บาท จะอยู่ที่ประมาณ
69,816,000 บาทต่อเดือน
หรือประมาณ
837,792,000 บาทต่อปี
อุบลราชธานีเป็นอีกหนึ่งจังหวัดขนาดใหญ่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีประชากรจำนวนมากและมีพื้นที่ชนบทกว้างขวาง เครือข่าย อสม. จึงมีความสำคัญต่อการเข้าถึงประชาชนในระดับหมู่บ้านและชุมชน
อันดับ 4 ร้อยเอ็ด 33,981 คน
จังหวัดร้อยเอ็ดติดอันดับ 4 ด้วยจำนวน อสม. 33,981 คน
หากคิดที่ 2,000 บาทต่อคนต่อเดือน จะเป็นเงินประมาณ
67,962,000 บาทต่อเดือน
หรือประมาณ
815,544,000 บาทต่อปี
ตัวเลขนี้เป็นการคำนวณเพื่อให้เห็นขนาดของวงเงินโดยประมาณเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าเงินทั้งหมดจะถูกโอนให้จังหวัดในก้อนเดียว หรือ อสม. ทุกคนจะได้รับเงินพร้อมกันทั้งหมด เพราะการเบิกจ่ายจริงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และการรับรองผลงานที่กำหนด
อันดับ 5 ขอนแก่น 33,818 คน
อันดับ 5 คือ ขอนแก่น มี อสม. จำนวน 33,818 คน
คิดเป็นเงินตามอัตรา 2,000 บาทต่อคนต่อเดือนประมาณ
67,636,000 บาทต่อเดือน
หรือประมาณ
811,632,000 บาทต่อปี
เมื่อรวมทั้ง 5 จังหวัดตามจำนวน อสม. ในชุดข้อมูลดังกล่าว จะมี อสม. รวมประมาณ 193,296 คน
หากคำนวณด้วยอัตรา 2,000 บาทต่อคนต่อเดือน จะคิดเป็นเงินประมาณ 386,592,000 บาทต่อเดือน หรือประมาณ 4,639,104,000 บาทต่อปี
ตัวเลขนี้เป็นเพียงการคำนวณเชิงประมาณการจากจำนวน อสม. ในตารางจัดอันดับ ไม่ใช่ตัวเลขงบประมาณเบิกจ่ายจริงที่ยืนยันสำหรับปี 2569
สรุป 5 จังหวัดที่มีจำนวน อสม. มากที่สุด
- นครราชสีมา — 55,602 คน — คำนวณที่ 2,000 บาท = 111.204 ล้านบาท/เดือน
- เชียงใหม่ — 34,987 คน — คำนวณที่ 2,000 บาท = 69.974 ล้านบาท/เดือน
- อุบลราชธานี — 34,908 คน — คำนวณที่ 2,000 บาท = 69.816 ล้านบาท/เดือน
- ร้อยเอ็ด — 33,981 คน — คำนวณที่ 2,000 บาท = 67.962 ล้านบาท/เดือน
- ขอนแก่น — 33,818 คน — คำนวณที่ 2,000 บาท = 67.636 ล้านบาท/เดือน
สิ่งที่น่าสนใจคือ นครราชสีมาทิ้งห่างจังหวัดอันดับ 2 ค่อนข้างมาก เพราะมีจำนวน อสม. ตามตารางดังกล่าวมากกว่าเชียงใหม่กว่า 20,000 คน
แต่หากมองในระดับ “รายบุคคล” ไม่มีจังหวัดไหนได้รับค่าป่วยการมากกว่าอีกจังหวัดเพียงเพราะอยู่คนละพื้นที่ เพราะอัตราหลักอยู่ที่ 2,000 บาทต่อคนต่อเดือนตามหลักเกณฑ์ของรัฐ
จากคนทำงานฟรี สู่กำลังหลักของระบบสุขภาพชุมชน
เรื่องราวของ อสม. จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการปรับเงินจาก 600 บาท เป็น 1,000 บาท แล้วขึ้นมาเป็น 2,000 บาทเท่านั้น
สิ่งที่เปลี่ยนไปพร้อมกันคือ สถานะของงานอาสาสมัครในสายตาของสังคม
ในอดีต อสม. เริ่มจากคนธรรมดาในหมู่บ้านที่ยอมเสียสละเวลาเพื่อช่วยเหลือเพื่อนบ้าน งานจำนวนมากต้องทำโดยไม่มีค่าตอบแทน แต่เมื่อระบบสาธารณสุขไทยขยายตัว บทบาทของ อสม. ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
จากการให้ความรู้เรื่องสุขภาพ กลายเป็นการเฝ้าระวังโรค การติดตามผู้ป่วย การดูแลผู้สูงอายุ การคัดกรองสุขภาพ การเยี่ยมบ้าน การประสานงานกับโรงพยาบาลและหน่วยงานสาธารณสุข รวมถึงภารกิจใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นตามสถานการณ์ของประเทศ
โดยเฉพาะช่วงโควิด-19 ชื่อของ อสม. ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง เพราะคนกลุ่มนี้ต้องลงพื้นที่ใกล้ชิดประชาชนในช่วงที่โรคกำลังแพร่ระบาด และมีความเสี่ยงต่อสุขภาพของตัวเองเช่นกัน
ดังนั้น เงินค่าป่วยการ 2,000 บาทในปัจจุบันจึงเป็นผลจากการพัฒนาระบบสนับสนุน อสม. ที่เดินทางมายาวนานหลายสิบปี ไม่ใช่เงินที่เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน
จากยุคที่ ทำงานด้วยจิตอาสาและไม่ได้รับเงินแม้แต่บาทเดียว มาถึงยุคที่รัฐมีค่าป่วยการ 600 บาท ก่อนเพิ่มเป็น 1,000 บาท มีเงินพิเศษในช่วงโควิด-19 และล่าสุดปรับเป็น 2,000 บาทต่อเดือน
หากคิดเป็นภาพรวม เส้นทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า บทบาทของ อสม. ได้กลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของระบบสาธารณสุขระดับชุมชนของประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำว่า อสม. ไม่ใช่ข้าราชการ และเงิน 2,000 บาทไม่ใช่เงินเดือน แต่เป็นค่าป่วยการสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพระบุว่าการเบิกจ่ายมีกรอบระเบียบและกฎหมายรองรับ และเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ
เพราะฉะนั้น หากใครสงสัยว่า “จังหวัดไหนได้เงิน อสม. เยอะที่สุด” คำตอบที่ถูกต้องจึงต้องแยกระหว่าง เงินที่ อสม. แต่ละคนได้รับ กับ วงเงินรวมของทั้งจังหวัด
รายบุคคล อัตราหลักไม่ได้ต่างกันตามจังหวัด แต่เมื่อดูเงินรวม จังหวัดที่มี อสม. จำนวนมากก็จะมีวงเงินรวมสูงตามจำนวนคน
และจากข้อมูลจัดอันดับที่เผยแพร่ในเอกสารราชการ นครราชสีมาคือจังหวัดที่มีจำนวน อสม. มากที่สุดในชุดข้อมูลดังกล่าว จึงมีวงเงินคำนวณรวมสูงที่สุดเช่นกัน
เรื่องนี้ยังสะท้อนอีกมุมหนึ่งว่า งาน อสม. ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นงานจิตอาสาซึ่งไม่มีค่าตอบแทน วันนี้ได้กลายเป็นกำลังสำคัญที่ภาครัฐให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้เงิน 2,000 บาทอาจไม่ได้มากเมื่อเทียบกับภาระงานและค่าใช้จ่ายในการลงพื้นที่ แต่การปรับค่าป่วยการอย่างต่อเนื่องก็ถือเป็นสัญญาณว่าบทบาทของคนทำงานสุขภาพระดับหมู่บ้านได้รับการยอมรับมากขึ้น
ท้ายที่สุด สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ เบื้องหลังตัวเลขเงินหลายสิบล้านบาทต่อเดือนของแต่ละจังหวัด ไม่ได้มีเพียงตัวเลขในบัญชีงบประมาณ แต่คือคนจำนวนหลายหมื่นคนที่ต้องทำงานอยู่ใกล้ประชาชน ตั้งแต่การเดินทางไปตามบ้าน การติดตามผู้ป่วย ไปจนถึงการช่วยเจ้าหน้าที่รับมือกับสถานการณ์ด้านสุขภาพที่เกิดขึ้นในชุมชน
จาก “จิตอาสาที่ไม่ได้รับค่าตอบแทน” สู่ “กำลังหลักของระบบสุขภาพปฐมภูมิ” เส้นทางของ อสม. จึงถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของระบบสาธารณสุขไทยได้อย่างชัดเจน
ขอบคุณที่แวะมาอ่านนะครับ ถ้าชอบก็อย่าลืมกดไลน์ กดแชร์และกดติดตามด้วยนะครับเพื่อที่ท่านจะได้ไม่พลาดข่าวสารต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์และสาระความบันเทิง
แหล่งที่มา
- กระทรวงสาธารณสุข — สำนักสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
- กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข
- สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) — ข้อมูลจังหวัด 5 ลำดับแรกที่มีจำนวน อสม. มากที่สุด
- กระทรวงสาธารณสุข — ข้อมูลประวัติความเป็นมาและบทบาทของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน
- กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ — หลักเกณฑ์การเบิกจ่ายค่าป่วยการ อสม.
เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า
เปิดอันดับกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในเอเชีย ปี 2569
แนวทางเลขเด็ด "ทักษาพารวย" งวด 16 ตุลาคม 2569 รวมเลขเด็ด 2 ตัว 3 ตัว
หมู่บ้านไทยมีงบ 2–4 แสนบาท แต่เงินก้อนนี้เอาไปทำอะไรได้บ้าง
สถานีรถไฟกลางป่าแห่งนี้ เคยมีรถไฟผ่านทุกวัน แต่วันนี้กลับเงียบลง เพราะอะไร
จังหวัดที่มี "สนามบิน 2 แห่ง" ในจังหวัดเดียว
ย้อนดูเลขเด็ดงวด 1 ต.ค. 69 เลข 70 เข้าเป้า ก่อนติดตามหวย 16 ต.ค.
รู้จัก จังหวัดขนาดเล็ก คนน้อย ดังมาก นักท่องเที่ยวเยอะตลอดทั้งปี แห่งเมืองสามหมอก
AI วิเคราะห์สถิติเลขท้าย 3 ตัวบนและเลขท้าย 2 ตัวล่าง งวด 16 ตุลาคม 69
ทำไมเราถึงเรียกคนกวนๆ ว่า “กวนตีน”? เปิดที่มาคำโบราณสุดคลาสสิกที่ใช้กันติดปากแต่หลายคนไม่เคยรู้!
ตุรกีบล็อกเว็บไซต์ดัง อ้าง “โฆษณาชวนเชื่อ LGBTQ+” เกิดอะไรขึ้นกับเสรีภาพบนโลกออนไลน์ ?
AI วิเคราะห์เลขท้าย 3 ตัวรางวัลที่ 1 งวดวันที่ 16 ตุลาคม 2569
เปิดข้อสงสัย ล้อรถยนต์ไม่มียางใน แล้วเก็บลมไว้ได้อย่างไร?
หมู่บ้านไทยมีงบ 2–4 แสนบาท แต่เงินก้อนนี้เอาไปทำอะไรได้บ้าง
ย้อนดูเลขเด็ดงวด 1 ต.ค. 69 เลข 70 เข้าเป้า ก่อนติดตามหวย 16 ต.ค.
ตุรกีบล็อกเว็บไซต์ดัง อ้าง “โฆษณาชวนเชื่อ LGBTQ+” เกิดอะไรขึ้นกับเสรีภาพบนโลกออนไลน์ ?
แนวทางเลขเด็ด "ทักษาพารวย" งวด 16 ตุลาคม 2569 รวมเลขเด็ด 2 ตัว 3 ตัว
วัดโทไดจิ หนึ่งในวัดเก่าแก่ยอดนิยมของญี่ปุ่น
“Día de los Muertos” วันแห่งความตายสไตล์เม็กซิกันที่เปลี่ยนงานศพให้เป็นสีสัน
รู้จัก ผัก7ชนิดที่ราคาแพงหูฉี่ช่วงน้ำท่วม บางชนิดแพงกว่าเนื่อสัตว์หลายเท่าตัว
หมู่บ้านไทยมีงบ 2–4 แสนบาท แต่เงินก้อนนี้เอาไปทำอะไรได้บ้าง
“Día de los Muertos” วันแห่งความตายสไตล์เม็กซิกันที่เปลี่ยนงานศพให้เป็นสีสัน
ทำไมเด็กบางโรงเรียนในไทย ไม่ต้องแบกหนังสือทุกเล่มกลับบ้าน