หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

สยาม ลิโด สกาลา หายไปไหน ย้อนดูโรงหนังที่เคยเป็นหัวใจของสยามสแควร์

เขียนโดย EvaAqua

สยาม ลิโด สกาลา หายไปไหน? ย้อนดูโรงหนังที่เคยเป็นหัวใจของสยามสแควร์

ก่อนกรุงเทพฯ จะมีศูนย์การค้าขนาดใหญ่เต็มสองข้างถนนสยามสแควร์ ที่นี่เคยมี “โรงหนัง” เป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของคนเมือง

ชื่อที่คนรุ่นก่อนคุ้นกันดีคือ สยาม ลิโด และสกาลา

สามโรงหนังไม่ได้เปิดพร้อมกัน แต่ทยอยเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 2500 และกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพจำของสยามสแควร์มานานหลายสิบปี

สยามสแควร์ในวันที่โรงหนังคือจุดนัดพบ

สยามสแควร์เริ่มพัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษ 2500 และกลายเป็นย่านการค้าแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ

โรงภาพยนตร์จึงเข้ามาเป็นส่วนสำคัญของพื้นที่

ข้อมูลที่เผยแพร่โดยมติชนระบุว่า โรงภาพยนตร์สยามเปิดฉายในวันที่ 15 ธันวาคม 2509 ตามมาด้วยลิโดในปี 2511 และสกาลาในปี 2512

ช่วงเวลานั้นทั้งสามแห่งจึงกลายเป็นโรงหนังที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน และเชื่อมโยงกับชีวิตของคนที่มาเดินสยาม

1. โรงภาพยนตร์สยาม — จุดเริ่มต้นของสามชื่อดัง

โรงภาพยนตร์สยามมีขนาด 800 ที่นั่ง และเปิดฉายในวันที่ 15 ธันวาคม 2509

ภาพยนตร์ที่ใช้เปิดฉายคือ Battle of the Bulge หรือ “รถถังประจัญบาน”

ข้อมูลจาก Apex ที่มติชนเผยแพร่ระบุว่า โรงภาพยนตร์แห่งนี้มีบันไดเลื่อนขึ้นลง ซึ่งถือเป็นสิ่งทันสมัยในเวลานั้น

พูดง่าย ๆ คือ “โรงหนัง” ไม่ได้มีหน้าที่แค่ฉายภาพยนตร์ แต่ตัวอาคารและเทคโนโลยีภายในก็เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ใหม่สำหรับคนกรุงเทพฯ

โรงภาพยนตร์สยามดำเนินกิจการอยู่หลายสิบปี ก่อนอาคารจะได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบในปี 2553

หลังจากนั้นพื้นที่เดิมถูกพัฒนาเป็น สยามสแควร์วัน

ชื่อ “สยาม” จึงยังอยู่ในพื้นที่ แต่โรงภาพยนตร์ที่เคยเป็นจุดหมายเดิมไม่ได้กลับมาอีก

2. ลิโด — โรงหนังกลางย่านวัยรุ่น

วันที่ 27 มิถุนายน 2511 โรงภาพยนตร์ลิโดเปิดฉายเป็นครั้งแรก

ลิโดมีขนาดประมาณ 1,000 ที่นั่ง และตั้งอยู่ในพื้นที่สยามสแควร์เช่นเดียวกับสยามและสกาลา

เมื่อเวลาผ่านไป ลิโดกลายเป็นชื่อที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมการดูหนังของคนรุ่นใหม่ในย่านสยาม

แต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2561 การดำเนินงานของลิโดในรูปแบบเดิมก็สิ้นสุดลง หลังหมดสัญญาเช่าพื้นที่

ตอนนั้นมติชนรายงานว่าผู้เช่าขอคืนพื้นที่ให้สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การปิดลิโดจึงเป็นอีกหนึ่งสัญญาณว่าโรงหนังแบบสแตนด์อะโลนในย่านสยามกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน

3. สกาลา — โรงหนังที่กลายเป็นภาพจำของสยาม

ถ้ามีชื่อหนึ่งที่มักถูกพูดถึงมากที่สุดเมื่อย้อนกลับไปยังยุคโรงหนังสยาม ก็คือ สกาลา

โรงภาพยนตร์สกาลาเปิดวันที่ 31 ธันวาคม 2512 มีประมาณ 1,000 ที่นั่ง

ข้อมูลที่เผยแพร่โดยมติชนระบุว่า สกาลาเปิดด้วยภาพยนตร์เรื่อง Two Mules for Sister Sara และถูกออกแบบให้เป็นโรงภาพยนตร์ซีเนรามาที่ได้มาตรฐานในยุคนั้น

สิ่งที่ทำให้สกาลาต่างจากโรงภาพยนตร์ในห้างยุคใหม่คือ ตัวอาคารเองกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์

สกาลาเป็นโรงหนังแบบ Stand-alone ที่มีสถาปัตยกรรมโดดเด่น และกลายเป็นภาพจำของสยามสแควร์มานานกว่า 50 ปี

Bangkok Post ระบุว่าสกาลาฉายภาพยนตร์รอบสุดท้ายเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2563 ก่อนปิดตัวลงท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 และปัจจัยด้านต้นทุน

จากสามโรง เหลือความทรงจำ

เมื่อมองย้อนตามลำดับเวลา จะเห็นภาพชัดขึ้น

สยาม — เปิด 2509

ลิโด — เปิด 2511

สกาลา — เปิด 2512

สามโรงหนังเกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้กัน และอยู่ในพื้นที่ที่กำลังเติบโตขึ้นเป็นศูนย์กลางการค้าและวัฒนธรรมของคนกรุงเทพฯ

แต่ปลายทางกลับแตกต่างจากวันเปิดตัวโดยสิ้นเชิง

ลิโดปิดในปี 2561

สกาลาปิดในปี 2563

ส่วนอาคารสกาลาถูกรื้อในปี 2564

สกาลาหายไป แต่เรื่องของมันยังไม่จบ

หลังสกาลาปิดตัว อาคารยังคงตั้งอยู่ระยะหนึ่ง

จากนั้นวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 มีรายงานการเริ่มรื้ออาคาร เพื่อเตรียมส่งมอบพื้นที่สำหรับการพัฒนาใหม่

Bangkok Post รายงานในปี 2025 ว่าพื้นที่เดิมของสกาลากำลังถูกพัฒนา และเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของพื้นที่สยาม–สามย่าน

นั่นทำให้ภาพของสกาลาเปลี่ยนจาก “โรงหนังที่ยังยืนอยู่” เป็น “สถานที่ที่เหลืออยู่ในความทรงจำ”

แล้วทำไมโรงหนังเก่าถึงทยอยหายไป?

เหตุผลไม่ได้มีเพียงข้อเดียว

ธุรกิจโรงภาพยนตร์เปลี่ยนจากโรงเดี่ยวขนาดใหญ่ไปสู่โรงภาพยนตร์ในศูนย์การค้า

ระบบฉายภาพยนตร์ก็เปลี่ยนจากฟิล์มไปสู่ดิจิทัล ขณะที่พื้นที่ใจกลางเมืองมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงขึ้น

Bangkok Post เคยรายงานถึงแรงกดดันที่โรงหนังอิสระต้องเผชิญ ทั้งต้นทุนการเปลี่ยนระบบฉายและการแข่งขันกับโรงภาพยนตร์ในศูนย์การค้า

ดังนั้นการหายไปของโรงหนังเก่าจึงไม่ได้เกิดจาก “คนเลิกดูหนัง” อย่างเดียว

แต่เป็นผลจากการเปลี่ยนทั้งเทคโนโลยี รูปแบบธุรกิจ และการใช้พื้นที่เมือง

ไม่ใช่แค่สยามที่เคยมีโรงหนังเก่า

กรุงเทพฯ ยังมีโรงภาพยนตร์เก่าอีกหลายแห่งที่มีเรื่องราวแตกต่างกัน

หนึ่งในตัวอย่างคือ ศาลาเฉลิมกรุง บริเวณถนนเจริญกรุง ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 7 และเปิดเป็นโรงมหรสพสมัยใหม่ของกรุงเทพฯ

กรมศิลปากรระบุว่า มีการวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2473 และโรงมหรสพแห่งนี้ได้รับพระราชทานชื่อว่า “ศาลาเฉลิมกรุง”

อีกแห่งคือโรงหนังย่านนางเลิ้ง หรือ ศาลาเฉลิมธานี ซึ่ง Bangkok Post เคยรายงานถึงความพยายามในการอนุรักษ์อาคารและแนวคิดให้เป็น “living museum” เพื่อเก็บประวัติศาสตร์และความทรงจำของโรงหนังเอาไว้

กรณีเหล่านี้ทำให้เห็นว่า “โรงหนังเก่า” ของกรุงเทพฯ ไม่ได้มีความหมายแค่เรื่องภาพยนตร์

แต่มันยังเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม ชุมชน และชีวิตประจำวันของคนเมือง

กรุงเทพฯ เปลี่ยนไป แต่ความทรงจำไม่ได้หายพร้อมอาคาร

วันนี้คนที่เดินสยามอาจเห็นศูนย์การค้า ร้านอาหาร อาคารสำนักงาน และโครงการใหม่มากมาย

แต่ถ้าย้อนกลับไปไม่กี่สิบปี พื้นที่เดียวกันเคยมีคนต่อแถวซื้อตั๋วหนัง เดินเข้าโรงที่มีบันไดขนาดใหญ่ และนัดเพื่อนกันที่หน้าโรงภาพยนตร์

สิ่งที่เปลี่ยนไปจึงไม่ใช่แค่ “โรงหนัง”

แต่คือวิธีที่คนกรุงเทพฯ ใช้พื้นที่ใจกลางเมือง

จากสถานที่ที่คนมาดูหนังและใช้เวลาร่วมกัน กลายเป็นพื้นที่ที่ถูกออกแบบให้รองรับกิจกรรมทางการค้าและรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป

สกาลาอาจไม่มีอาคารให้เดินเข้าไปนั่งดูหนังอีกแล้ว

ลิโดก็ไม่ได้อยู่ในรูปแบบเดิม

ส่วนโรงภาพยนตร์สยามก็กลายเป็นอดีตของพื้นที่ไปแล้ว

แต่ชื่อทั้งสามยังคงปรากฏอยู่ในเรื่องเล่าของคนที่เคยใช้ชีวิตในสยามสแควร์ยุคนั้น

และนั่นอาจเป็นเหตุผลว่า ทำไมโรงหนังเก่าบางแห่งถึงยังถูกพูดถึง แม้วันที่ฉายหนังรอบสุดท้ายจะผ่านมานานแล้ว

ถ้าคุณทันยุคสยาม–ลิโด–สกาลา คุณมีความทรงจำอะไรกับโรงหนังเหล่านี้บ้าง?

หรือถ้าไม่ทัน คุณคิดว่า “แลนด์มาร์กของกรุงเทพฯ” ในวันนี้ มีอะไรที่อีก 30–50 ปีข้างหน้าอาจกลายเป็นความทรงจำแบบเดียวกัน?

มติชน — ข้อมูลประวัติและวันเปิดโรงภาพยนตร์สยาม ลิโด และสกาลา
มติชน — ข้อมูลการปิดและการรื้อโรงภาพยนตร์สกาลา รวมถึงลำดับการสิ้นสุดของโรงหนังในเครือ
Bangkok Post — การปิดสกาลาในวันที่ 5 กรกฎาคม 2563 และการเปลี่ยนแปลงพื้นที่เดิม
Bangkok Post — ประวัติและแนวคิดอนุรักษ์โรงหนังศาลาเฉลิมธานี นางเลิ้ง
กรมศิลปากร — ประวัติการสร้างและเปิดศาลาเฉลิมกรุง
Bangkok Post — บริบทโรงหนังอิสระและการเปลี่ยนผ่านจากระบบฟิล์มสู่ดิจิทัล
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
EvaAqua's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 71 ครั้ง
เขียนโดย EvaAqua
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
5 VOTES (5/5 จาก 1 คน)
VOTED: EvaAqua
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
เลขตัวแดง ฝันเป็นจริง งวด 16 ต.ค. 2569 เปิดชุด 2 ตัว–3 ตัว มีเลขไหนน่าจับตาทำไมประเทศนี้จึงเขียน Laos แต่ออกเสียง ลาวเปิด 5 จังหวัดที่มีทุเรียนราคาสูงที่สุดในไทย จังหวัดไหนครองตลาดพรีเมียมเปิดพิกัดเซเว่นที่เล็กที่สุดในไทย พื้นที่แค่ 9 ตารางเมตรเปิด 5 จังหวัดที่มีมหาวิทยาลัยและนักศึกษาจำนวนมาก จนกลายเป็น “เมืองมหาวิทยาลัย” ของไทยทำไมเงินไทยถึงเรียกว่า “บาท” ทั้งที่หลายประเทศใช้คำว่า ดอลลาร์ ปอนด์ หรือเยน?เสือตกถังพลังเงินดี งวด 16 ต.ค. 2569 เปิดเลขเด่น 1 เลขรอง 5 พร้อมชุด 2 ตัว 3 ตัว และเลขเบิ้ลกินเจ 2569 เริ่มวันไหน? รวมข้อควรรู้ 9 วัน พร้อมวิธีเลือกอาหารให้ครบสารอาหารจจังหวัดที่มี "สนามบิน 2 แห่ง" ในจังหวัดเดียวเลขปิงปอง "น้องเพชรกล้า" 16 ตุลคม 25694 เกาะยอดฮิตของคนไทยและต่างชาติที่นิยมเดินทางไปเที่ยวมากที่สุดชาวบ้านบอกเลข 3 คน 3 แนวทาง งวด 16 ต.ค. 2569 สังเกตเลขที่เชื่อมโยงกันในแต่ละชุด
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
เปิดพิกัดเซเว่นที่เล็กที่สุดในไทย พื้นที่แค่ 9 ตารางเมตรเสือตกถังพลังเงินดี งวด 16 ต.ค. 2569 เปิดเลขเด่น 1 เลขรอง 5 พร้อมชุด 2 ตัว 3 ตัว และเลขเบิ้ลชาวบ้านบอกเลข 3 คน 3 แนวทาง งวด 16 ต.ค. 2569 สังเกตเลขที่เชื่อมโยงกันในแต่ละชุดกินเจ 2569 เริ่มวันไหน? รวมข้อควรรู้ 9 วัน พร้อมวิธีเลือกอาหารให้ครบสารอาหารจเปิดความลับ ทำไมชาบูและหมูกระทะถึงเยียวยาจิตใจเราได้ดีที่สุดในวันเหนื่อยๆ?4 เกาะยอดฮิตของคนไทยและต่างชาติที่นิยมเดินทางไปเที่ยวมากที่สุด
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
กินเจ 2569 เริ่มวันไหน? รวมข้อควรรู้ 9 วัน พร้อมวิธีเลือกอาหารให้ครบสารอาหารจเปิดพิกัดเซเว่นที่เล็กที่สุดในไทย พื้นที่แค่ 9 ตารางเมตร4 เกาะยอดฮิตของคนไทยและต่างชาติที่นิยมเดินทางไปเที่ยวมากที่สุดใน 1 วัน มนุษย์เราควรมีเซ็กส์กันกี่ครั้งถึงจะเหมาะสม?
ตั้งกระทู้ใหม่