ตำนานทรงผมนักเรียนไทย จากผมเกรียนถึงวันที่ “ทรงนักเรียน” ไม่ใช่กฎกลางอีกต่อไป
ใครที่เคยเป็นนักเรียนไทยน่าจะจำภาพเดียวกันได้ดี ก่อนเปิดเทอมต้องเข้าร้านตัดผม
เด็กผู้ชายหลายรุ่นคุ้นกับคำว่า “ผมเกรียน” หรือ “รองทรง” ขณะที่เด็กผู้หญิงจำนวนไม่น้อยเคยผ่านยุคผมสั้นหรือผมยาวที่ต้องรวบให้เรียบร้อย
แต่คำถามคือ ทรงผมแบบนี้มีมาตั้งแต่เมื่อไร?
และที่สำคัญกว่านั้นคือ ใครเป็นคนกำหนดว่าทรงผมแบบไหนคือ “ทรงนักเรียน”?
เมื่อย้อนดูเอกสารกฎหมาย คำตอบกลับซับซ้อนกว่าที่คิด เพราะกฎหมายเกี่ยวกับเด็กและนักเรียนในยุคแรกไม่ได้กำหนดทรงผมเอาไว้โดยตรง ขณะที่การกำหนดทรงผมอย่างเป็นรูปธรรมในระดับประเทศปรากฏชัดในช่วง พ.ศ. 2515 เป็นต้นมา
ก่อนมี “ทรงนักเรียน” เป็นกฎ ประเทศไทยควบคุมนักเรียนอย่างไร?
จุดหนึ่งที่น่าสนใจคือ พระราชบัญญัติควบคุมเด็กและนักเรียน พุทธศักราช 2481 ไม่ได้กำหนดเรื่องทรงผมโดยตรง
เอกสารของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติระบุว่า กฎหมายฉบับดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการควบคุมเด็กและนักเรียนให้เป็นพลเมืองดีและได้รับการศึกษา แต่ไม่ได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการกำหนดทรงผม สีผม การดัดผม หรือการไว้หนวดเครา
ดังนั้น หากย้อนกลับไปก่อนปี 2515 เราควรแยกให้ออกระหว่าง “ทรงผมที่คนทั่วไปนิยม” กับ “ทรงผมที่กฎหมายกำหนด”
สองเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
ปี 2515 จุดเปลี่ยนของ “ทรงนักเรียน”
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2515
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 132 ลงวันที่ 22 เมษายน 2515 ยกเลิกพระราชบัญญัติควบคุมเด็กและนักเรียน พ.ศ. 2481 และกำหนดกรอบใหม่เกี่ยวกับความประพฤติ การแต่งกาย และการดูแลนักเรียน
จากนั้นกระทรวงศึกษาธิการออก กฎกระทรวง ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2515) ซึ่งลงรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่ถือว่าไม่เหมาะสมแก่สภาพของนักเรียน
และครั้งนี้ “ทรงผม” ถูกเขียนเอาไว้ในกฎอย่างชัดเจน
สำหรับนักเรียนชาย กฎกระทรวงกำหนดเรื่องความยาวผมด้านหน้าและกลางศีรษะ รวมถึงกำหนดให้ชายผมรอบศีรษะตัดเกรียนชิดหนังศีรษะ
ตัวเลขหนึ่งที่ถูกจดจำมากที่สุดคือ 5 เซนติเมตร
นั่นทำให้เรื่องทรงผมไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของแฟชั่นหรือความนิยมอีกต่อไป แต่กลายเป็นเรื่องที่ถูกกำหนดไว้ในกฎเกณฑ์ของรัฐ
แล้ว “ผมเกรียน” มาจากไหน?
ตรงนี้ต้องระวังคำตอบแบบฟันธง
มีงานเขียนและงานศึกษาหลายชิ้นเสนอข้อสันนิษฐานว่า การไว้ผมสั้นของนักเรียนชายไทยอาจเกี่ยวข้องกับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมถึงเหตุผลด้านความสะอาดและบริบทของยุคนั้น
แต่หลักฐานที่มีอยู่ไม่ได้ทำให้เราสามารถสรุปง่าย ๆ ว่า
“รัฐบาลออกกฎหมายให้นักเรียนตัดผมเกรียนเพราะญี่ปุ่น”
ได้อย่างเด็ดขาด
สิ่งที่ยืนยันได้ชัดกว่าคือ การควบคุมทรงผมในฐานะกฎระดับประเทศปรากฏเป็นรูปธรรมในปี 2515
นี่จึงเป็นเส้นแบ่งสำคัญระหว่าง ที่มาทางวัฒนธรรมของทรงผม กับ ที่มาทางกฎหมายของกฎทรงผม
ปี 2518 กฎทรงผมถูกปรับอีกครั้ง
ต่อมาในปี พ.ศ. 2518 มีการออกกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 132
ข้อกำหนดเกี่ยวกับทรงผมถูกปรับใหม่ โดยเฉพาะเรื่องผมของนักเรียนชายและนักเรียนหญิง
สำหรับนักเรียนชาย มีการกำหนดเรื่องผมด้านข้างและด้านหลังไม่ให้ยาวเลยตีนผม รวมถึงข้อห้ามเกี่ยวกับการไว้หนวดและเครา
สำหรับนักเรียนหญิงก็มีข้อกำหนดเกี่ยวกับความยาวของผมและการรวบผม
กฎเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำของนักเรียนไทยหลายรุ่น
จนคำว่า “ทรงนักเรียน” กลายเป็นคำที่คนทั่วไปเข้าใจตรงกัน แม้รายละเอียดของกฎจะเปลี่ยนไปตามยุคสมัย
จากกฎระดับประเทศ สู่การเปลี่ยนแปลงในปี 2563
เวลาผ่านไปหลายสิบปี แนวคิดเรื่องทรงผมนักเรียนเริ่มเปลี่ยน
ในปี พ.ศ. 2563 กระทรวงศึกษาธิการออกระเบียบว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียนฉบับใหม่
ระเบียบฉบับนี้เปิดให้ทั้งนักเรียนชายและนักเรียนหญิงสามารถไว้ผมสั้นหรือผมยาวได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
นักเรียนชาย หากไว้ผมยาว ด้านข้างและด้านหลังต้องไม่เลยตีนผม ส่วนด้านหน้าและกลางศีรษะให้เป็นไปตามความเหมาะสมและความเรียบร้อย
นักเรียนหญิงสามารถไว้ผมสั้นหรือยาวได้ โดยหากไว้ยาวต้องรวบให้เรียบร้อย
ขณะเดียวกันยังห้ามการดัดผม ย้อมสีผมให้ผิดไปจากเดิม ไว้หนวดเครา และการตัดแต่งเป็นลวดลายหรือรูปทรงสัญลักษณ์
ที่สำคัญ โรงเรียนสามารถกำหนดรายละเอียดเพิ่มเติมได้ โดยต้องไม่ขัดกับระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ
ปี 2566 จุดเปลี่ยนอีกครั้ง — ยกเลิกระเบียบทรงผม
วันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 ถือเป็นอีกหมุดหมายสำคัญ
กระทรวงศึกษาธิการประกาศยกเลิกระเบียบว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ. 2563
นั่นหมายความว่า “ระเบียบทรงผมนักเรียน” ของกระทรวงศึกษาธิการฉบับดังกล่าวไม่ได้เป็นกฎกลางที่ใช้บังคับอีกต่อไป
แต่ไม่ได้แปลว่าโรงเรียนทุกแห่งจะไม่มีระเบียบเรื่องทรงผม
กระทรวงศึกษาธิการอธิบายว่า สถานศึกษาสามารถจัดทำระเบียบของตนเองได้ โดยต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงนักเรียน และต้องผ่านกระบวนการของสถานศึกษา
ดังนั้น สิ่งที่เปลี่ยนจึงไม่ใช่แค่ “ไว้ผมยาวได้หรือไม่ได้”
แต่คือ จากเดิมที่มีกฎกลางจากกระทรวง กลายเป็นพื้นที่ให้แต่ละสถานศึกษามีบทบาทมากขึ้น
ปี 2568 กระทรวงศึกษาธิการย้ำ “ไม่มีทรงนักเรียน” แบบเดิมแล้ว
ในปี 2568 กระทรวงศึกษาธิการย้ำอีกครั้งว่า ระเบียบว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ. 2563 ถูกยกเลิกไปแล้ว
ศธ. ระบุด้วยว่า “ทรงติ่งหู” หรือ “ทรงขาว 3 ด้าน” จะไม่ถูกเรียกว่าเป็น “ทรงผมนักเรียน” ในความหมายของกฎกระทรวงกลางอีกต่อไป เพราะไม่มีการกำหนดความสั้นหรือความยาวของทรงผมนักเรียนชายและหญิงในระดับกระทรวงแบบเดิม
แต่โรงเรียนยังสามารถกำหนดแนวทางของตนเองได้ตามบริบทของสถานศึกษา
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมในปัจจุบัน เราอาจเห็นโรงเรียนแต่ละแห่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับทรงผมแตกต่างกัน
และปี 2568 ยังมีอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญ — คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด
เรื่องไม่ได้จบเพียงการยกเลิกระเบียบปี 2563
ในปี 2568 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาเกี่ยวกับ กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2518) ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดทรงผมนักเรียนในอดีต
ศาลเห็นว่า กฎดังกล่าวมีผลจำกัดเสรีภาพในร่างกายของนักเรียนเกินสมควรแก่เหตุ และไม่สอดคล้องกับหลักการตามรัฐธรรมนูญ รวมถึงไม่ได้คำนึงถึงพัฒนาการของเด็กแต่ละช่วงวัยและความหลากหลายของอัตลักษณ์ทางเพศอย่างเพียงพอ
นี่จึงเป็นเหมือนการปิดฉากอีกบทหนึ่งของกฎทรงผมนักเรียนแบบเดิม
Timeline ตำนานทรงผมนักเรียนไทย
| ปี | เหตุการณ์สำคัญ |
|---|---|
| 2481 | พระราชบัญญัติควบคุมเด็กและนักเรียน พ.ศ.2481 — ยังไม่มีบทบัญญัติกำหนดทรงผมโดยตรง |
| 2515 | ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 132 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 1 กำหนดเรื่องทรงผมอย่างเป็นรูปธรรม |
| 2518 | กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 ปรับข้อกำหนดเกี่ยวกับทรงผมนักเรียน |
| 2563 | ออกระเบียบทรงผมฉบับใหม่ เปิดให้ชายและหญิงไว้สั้นหรือยาวภายใต้เงื่อนไข |
| 2566 | ยกเลิกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการไว้ทรงผม พ.ศ.2563 มีผล 2 ก.พ. |
| 2568 | ศธ.ย้ำไม่มี “ทรงนักเรียน” แบบกำหนดความสั้นยาวจากกระทรวง และศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาสำคัญเกี่ยวกับกฎปี 2518 |
สรุป: “ทรงนักเรียน” ไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว
ถ้าถามว่า ทรงผมนักเรียนไทยเริ่มต้นเมื่อไร คำตอบที่ซื่อสัตย์ที่สุดคือ เราไม่ควรระบุปีเดียวแล้วบอกว่าเป็น “จุดกำเนิดของทรงผมนักเรียนทั้งหมด”
เพราะเรื่องนี้มีอย่างน้อย 2 ชั้น
ชั้นแรกคือ วัฒนธรรมและความนิยมของการไว้ผมสั้น ซึ่งมีข้อสันนิษฐานเกี่ยวข้องกับบริบททางประวัติศาสตร์หลายด้าน
ชั้นที่สองคือ การทำให้ทรงผมกลายเป็นข้อกำหนดของรัฐ ซึ่งมีหลักฐานชัดเจนมากขึ้นในปี 2515
จากนั้นกฎดังกล่าวเดินทางผ่านหลายยุค ตั้งแต่กฎปี 2515 การปรับในปี 2518 ระเบียบใหม่ปี 2563 จนถึงการยกเลิกในปี 2566 และคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในปี 2568
ดังนั้น “ทรงนักเรียน” ที่คนไทยหลายรุ่นจำได้ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของกรรไกรกับปัตตาเลี่ยน
แต่มันคือ ประวัติศาสตร์ชิ้นเล็ก ๆ ที่สะท้อนว่า สังคมไทยมองเรื่องระเบียบ วินัย โรงเรียน และสิทธิของเด็กเปลี่ยนไปอย่างไร
และวันนี้ คำถามจึงอาจไม่ใช่แค่
“นักเรียนควรตัดผมทรงอะไร?”
แต่กลายเป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า
“กฎเกี่ยวกับร่างกายของนักเรียน ควรมีขอบเขตแค่ไหน?”
กระทรวงศึกษาธิการ — การยกเลิกระเบียบทรงผมนักเรียน พ.ศ.2566 มีผล 2 กุมภาพันธ์ 2566
กระทรวงศึกษาธิการ — คำชี้แจงปี 2568 เรื่องสถานะของ “ทรงนักเรียน” และสิทธิผู้เรียน
สำนักงานศาลปกครอง — คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่เกี่ยวข้องกับกฎทรงผม พ.ศ.2518
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ — เอกสารอธิบายพัฒนาการทางกฎหมาย ตั้งแต่ พ.ร.บ.ควบคุมเด็กและนักเรียน พ.ศ.2481 ถึงกฎปี 2515/2518
หอสมุดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย — รายการเอกสารกฎหมาย พ.ร.บ.ควบคุมเด็กและนักเรียน พ.ศ.2481 และกฎกระทรวงร่วมสมัย
รวม เลขปฏิทินจีน งวด 16/9/69
รวมเลขเด็ดสํานักข่าว งวด 16 ก.ย 69
หลุมก๊าซดาร์วาซาไหม้ต่อเนื่องได้อย่างไร
ส่องสถิติ 16 ก.ย. ย้อนหลัง 10 ปี เลขไหนออกซ้ำไม่เลิก?
เปิดค่าใช้จ่ายจริงของนักเรียนเตรียมทหาร ตั้งแต่สมัครจนจบการศึกษา ต้องเตรียมเงินเท่าไร
เปิด 5 ห้างที่เงินสะพัดมากที่สุดในไทย อันดับ 1 คนเดินวันละหลักแสน
นกเอี้ยงเลี้ยงควายเฒ่า จากบทอาขยานสู่ความจริงของธรรมชาติ
เปิดเงินเดือนตำรวจและทหารแต่ละระดับชั้น ได้รับค่าตอบแทนอะไรเพิ่มเติมบ้าง
เลขปฏิทินหลวงพ่อรวย งวด 16 ก.ย. 69
"ตะเข็บ" ไม่กัด ไม่ต่อย ไม่เป็นพิษ บุกบ้านช่วงหน้าฝน มันคือตะขาบตัวจิ๋วหรือตัวอะไรกันแน่?
ฟิลิป ไม่ใช่ชื่อคน เปิดศัพท์ลับลูกเรือ ผู้โดยสารแบบไหนถึงโดนเรียกชื่อนี้
เลขปิงปอง น้องเพชรกล้า งวด 16 ก.ย. 69
เปิด 5 เกาะในไทยที่ต่างชาติไปมาก ที่สุด อันดับ 1 นักท่องเที่ยวทะลุหลายล้านคน!
"เต้ย จรินทร์พร" เลิกแฟนฝรั่งแล้ว! จากกันด้วยดี..ตอนนี้โสดสนิทไร้คนรู้ใจ
"ตะเข็บ" ไม่กัด ไม่ต่อย ไม่เป็นพิษ บุกบ้านช่วงหน้าฝน มันคือตะขาบตัวจิ๋วหรือตัวอะไรกันแน่?
นกเอี้ยงเลี้ยงควายเฒ่า จากบทอาขยานสู่ความจริงของธรรมชาติ
ทำไมยิ่งคนเห็นเหตุการณ์เยอะ เวลาเกิดอุบัติเหตุกลับยิ่งไม่มีใครยื่นมือช่วย?
"ตะเข็บ" ไม่กัด ไม่ต่อย ไม่เป็นพิษ บุกบ้านช่วงหน้าฝน มันคือตะขาบตัวจิ๋วหรือตัวอะไรกันแน่?
นกเอี้ยงเลี้ยงควายเฒ่า จากบทอาขยานสู่ความจริงของธรรมชาติ
ทำไมยิ่งคนเห็นเหตุการณ์เยอะ เวลาเกิดอุบัติเหตุกลับยิ่งไม่มีใครยื่นมือช่วย?
"Scilla siberica" ดอกไม้ป่า ที่มีความสวยงามมาก แต่ก็มีพิษ






