หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

เปิดแฟ้ม 100 ปี! จากปาราชิกถึงเงินวัด พระสงฆ์ใครบ้างเคยถูกถอดสมณศักดิ์

เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า

เมื่อครู่นี้ ผู้เขียนได้อ่านบทความหนึ่งเกี่ยวกับประวัติพระสงฆ์ที่เคยถูกถอดสมณศักดิ์ พ้นจากตำแหน่ง หรือมีชื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีและข่าวอื้อฉาวในแต่ละยุคสมัย แล้วอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า หากย้อนดูประวัติศาสตร์ไทยตั้งแต่อดีตมาจนถึงวันนี้ เราเคยมีพระสงฆ์ที่ต้องพ้นจากสมณเพศหรือถูกถอดจากตำแหน่งด้วยเหตุเกี่ยวกับพระธรรมวินัย ปาราชิก ความสัมพันธ์กับสตรี เงินวัด หรือคดีทุจริตมาแล้วมากน้อยเพียงใด

คำถามนี้ดูเหมือนจะตอบได้ด้วยตัวเลขเพียงตัวเดียว แต่เมื่อค้นรายละเอียดกลับพบว่า เรื่องนี้ซับซ้อนกว่าที่คิด เพราะคำว่า “ปาราชิก” “ถูกถอดสมณศักดิ์” “ถูกถอดจากตำแหน่ง” “ลาสิกขา” และ “ถูกดำเนินคดี” ไม่ได้หมายถึงสิ่งเดียวกัน

พระรูปหนึ่งอาจถูกถอดสมณศักดิ์โดยเหตุทางการปกครอง ขณะที่อีกรูปหนึ่งอาจต้องอาบัติปาราชิกตามพระธรรมวินัย ส่วนบางกรณีเป็นเพียงข้อกล่าวหาที่อยู่ระหว่างการสอบสวน และบางกรณีเกี่ยวข้องกับคดีอาญาซึ่งต้องรอการพิสูจน์ในชั้นศาล

ดังนั้น หากจะย้อนเปิดแฟ้มเรื่องนี้ให้ถึงพริกถึงขิง แต่ยังรักษาความถูกต้อง สิ่งสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่การนำชื่อพระที่เคยเป็นข่าวทั้งหมดมารวมกันแล้วเรียกว่า “พระปาราชิก” แต่ต้องดูว่า หลักฐานของแต่ละกรณีระบุไว้อย่างไร

และเมื่อย้อนกลับไปดูข้อมูลที่มีการเผยแพร่ต่อสาธารณะ จะพบว่าเรื่องพระสงฆ์ถูกลงโทษจากการประพฤติผิดนั้นมีหลักฐานในเอกสารราชการย้อนหลังไปไกลกว่าหนึ่งร้อยปีแล้ว ขณะที่ในยุคปัจจุบัน ประเด็นได้ขยายจากเรื่องพระธรรมวินัยไปถึงเงินบริจาค เงินอุดหนุนวัด การบริหารทรัพย์สิน และความสัมพันธ์ระหว่างพระกับสตรี

ที่สำคัญที่สุดคือ ในปี พ.ศ. 2569 เรื่องนี้ยังมีคดีใหม่เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อชื่อของ พระวชิรญาณ หรือ “หลวงพ่ออติโชติ” หรือ “หลวงพ่อโชติ” อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ จ.พระนครศรีอยุธยา ถูกนำมาอยู่กลางกระแสข่าว หลังเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมในคดีเกี่ยวกับเงินของวัดและพบพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเสพเมถุน จนมีการลาสิกขาในวันที่ 10 กันยายน 2569

เมื่อรวมเรื่องราวตั้งแต่อดีตจนถึงเหตุการณ์ล่าสุด จึงน่าสนใจว่า กว่าหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา วงการสงฆ์ไทยเคยผ่านเหตุการณ์เช่นนี้มาแล้วกี่ครั้ง และกรณีใดที่มีหลักฐานระบุคำว่า “ปาราชิก” โดยตรง

จุดเริ่มต้นที่ย้อนกลับไปได้ถึง พ.ศ. 2449

ข้อมูลที่ไทยพีบีเอสนำมาจากการตรวจสอบราชกิจจานุเบกษาย้อนหลังประมาณ 100 ปี ระบุว่า พบพระราชาคณะที่ถูกถอดสมณศักดิ์จำนวน 23 รูป ในช่วงเวลาที่ทำการตรวจสอบ โดยรายชื่อและเหตุแห่งการถอดไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด

ตัวเลข 23 รูปนี้จึงเป็นข้อมูลสำคัญ แต่ต้องทำความเข้าใจกันเสียก่อนว่า 23 รูปไม่ได้หมายถึงพระปาราชิกทั้งหมดของประเทศไทย

กรณีแรก ๆ ที่ปรากฏในหลักฐานอยู่ในช่วง พ.ศ. 2449 เช่น อาจารย์สยามปริยัติ (นาก) ซึ่งถูกถอดออกจากสมณศักดิ์และไม่ให้อยู่ที่วัดชนะสงคราม โดยเหตุเกี่ยวข้องกับการประพฤติอนาจารและผิดพระวินัย

ในปีเดียวกันยังมีกรณีพระครูศีลคุณธราจารย์ (อิ่ม) วัดพลับพลาไชย ซึ่งถูกถอดสมณศักดิ์จากพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะสมกับสมณเพศ รวมถึงเรื่องการบอกหวย

รายละเอียดเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การควบคุมความประพฤติของพระสงฆ์ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคอินเทอร์เน็ต ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะโทรศัพท์มือถือหรือสื่อสังคมออนไลน์ แต่เป็นเรื่องที่ปรากฏอยู่ในระบบเอกสารราชการของไทยมานานกว่าร้อยปีแล้ว

เพียงแต่ในอดีต ข่าวสารอาจไม่ได้แพร่กระจายไปทั่วประเทศภายในเวลาไม่กี่นาทีเหมือนในปัจจุบัน

กรณีที่เอกสารระบุ “ปาราชิก” โดยตรง

หากถามว่ามีกรณีที่หลักฐานระบุคำว่า “ปาราชิก” โดยตรงหรือไม่ คำตอบคือ มี

และนี่คือส่วนที่ต้องแยกออกจากการถูกถอดสมณศักดิ์ทั่วไปให้ชัดที่สุด

หนึ่งในกรณีสำคัญคือ พระครูสัทธรรมโกวิท (เทพวงศ์) เจ้าคณะแขวงอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งข้อมูลในราชกิจจานุเบกษาระบุถึงการต้องอธิกรณ์ในฐาน ล่วงปฐมปาราชิก และไม่สามารถเปลื้องตนให้บริสุทธิ์ได้ จึงมีการถอดสมณศักดิ์

กรณีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะทำให้เห็นว่า คำว่า “ปาราชิก” ในบทความประวัติศาสตร์ไม่ได้เป็นเพียงคำที่คนสมัยหลังนำมาเรียกกันเอง แต่มีการระบุฐานความผิดทางพระธรรมวินัยไว้ในเอกสารที่เกี่ยวข้องโดยตรง

ต่อมาใน พ.ศ. 2485 มีกรณี พระเมธาธรรมรส (เสาร์ ป.6) เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม จังหวัดธนบุรี ซึ่งถูกถอดออกจากตำแหน่งและสมณศักดิ์ เนื่องจากต้องอธิกรณ์ในฐาน ทุติยปาราชิก

สองกรณีนี้จึงแตกต่างจากข่าวพระสงฆ์ในยุคปัจจุบันอย่างชัดเจน เพราะเป็นตัวอย่างที่หลักฐานทางราชการระบุฐานปาราชิกไว้โดยตรง

“ปาราชิก” ไม่ใช่คำที่ใช้แทนพระที่มีข่าวฉาวทุกกรณี

ประเด็นนี้อาจเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของเรื่องทั้งหมด

ตามพระธรรมวินัย ปาราชิกเป็นอาบัติขั้นร้ายแรงของภิกษุ และมีองค์ประกอบเฉพาะ ไม่ใช่คำทั่วไปที่หมายถึง “พระทำเรื่องเสียหาย”

ดังนั้น พระที่มีข่าวว่าคบหากับผู้หญิง พระที่ถูกกล่าวหาว่ารับเงิน พระที่ถูกดำเนินคดีอาญา หรือพระที่ถูกถอดจากตำแหน่ง จึงไม่สามารถนำมาเรียกรวมกันว่า “ปาราชิก” ได้โดยอัตโนมัติ

ตัวอย่างเช่น หากมีข่าวว่าพระรูปหนึ่งเกี่ยวข้องกับผู้หญิง สิ่งที่ต้องพิจารณาคือข้อเท็จจริงและองค์ประกอบตามพระธรรมวินัย ไม่ใช่เพียงภาพถ่าย ข่าวลือ หรือคำกล่าวอ้างบนสื่อสังคมออนไลน์

เช่นเดียวกับกรณีเงินวัด การถูกกล่าวหาว่ายักยอกทรัพย์เป็นประเด็นทางกฎหมาย ขณะที่การพิจารณาว่าเข้าข่ายอาบัติปาราชิกหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เพราะฉะนั้นคำว่า “พระปาราชิก” จึงควรใช้เมื่อมีหลักฐานรองรับอย่างเหมาะสม ไม่ใช่ใช้เป็นคำพาดหัวเพื่อเพิ่มความร้อนแรงของข่าว

 

แล้ว 23 รูปที่ถูกถอดสมณศักดิ์คือใครบ้าง?

ข้อมูลของไทยพีบีเอสระบุว่า จากการตรวจสอบราชกิจจานุเบกษาย้อนหลังประมาณ 100 ปี พบพระราชาคณะที่ถูกถอดสมณศักดิ์ 23 รูป โดยเหตุผลแตกต่างกันไป

ในจำนวนดังกล่าวมีทั้งกรณีที่เกี่ยวข้องกับพระธรรมวินัย การขัดคำสั่งของผู้ปกครองคณะสงฆ์ การประพฤติไม่เหมาะสม เรื่องเกี่ยวกับมาตุคาม ตลอดจนกรณีที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา

ตัวอย่างหนึ่งในช่วงหลังคือ พระครูปริยัตยานุกูล (สงวน ชิตมาโร) วัดสิริจันทรนิมิต จังหวัดลพบุรี ซึ่งใน พ.ศ. 2525 ถูกถอดสมณศักดิ์จากเหตุประพฤติบกพร่องย่อหย่อนในพระธรรมวินัยเกี่ยวกับมาตุคาม และละเมิดจริยาพระสังฆาธิการอย่างร้ายแรง

จุดนี้ทำให้เห็นความแตกต่างอีกครั้งว่า การมีปัญหาเกี่ยวกับสตรีกับคำว่า “ปฐมปาราชิก” ไม่สามารถนำมาเท่ากันได้ทุกกรณี เพราะรายละเอียดของข้อเท็จจริงและฐานความผิดมีความแตกต่างกัน

ในทางกลับกัน กรณีที่เอกสารระบุชัดว่าเป็น “ล่วงปฐมปาราชิก” จึงควรแยกออกมาเป็นกรณีเฉพาะ

พ.ศ. 2560–2561 จุดเปลี่ยน เมื่อ “เงินวัด” กลายเป็นประเด็นระดับประเทศ

เมื่อเข้าสู่ยุคใหม่ ประเด็นเกี่ยวกับพระสงฆ์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องพระธรรมวินัยหรือความประพฤติส่วนตัว แต่เรื่อง เงินวัดและเงินอุดหนุน กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่สังคมจับตามอง

หนึ่งในคดีที่สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างมากคือคดี เงินทอนวัด ในช่วง พ.ศ. 2560–2561

คดีนี้เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบเงินอุดหนุนของวัดและโรงเรียนพระปริยัติธรรม ก่อนจะขยายไปสู่การดำเนินคดีกับพระสงฆ์และบุคคลหลายราย

ในวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 มีพระผู้ใหญ่จำนวน 7 รูปถูกถอดสมณศักดิ์ โดยประกาศระบุว่ามีกรณีพระภิกษุถูกกล่าวหาว่ากระทำการทุจริตและถูกดำเนินคดีในความผิดที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต และความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน

รายชื่อที่ถูกถอดสมณศักดิ์ในครั้งนั้น ได้แก่

พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขโข) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

พระพรหมเมธี (จำนงค์ เอี่ยมอินทรา) วัดสัมพันธวงศาราม

พระพรหมดิลก (เอื้อน กลิ่นสาลี) วัดสามพระยา

พระราชอุปเสณาภรณ์ หรือเดิมคือพระเมธีสุทธิกร (สังคม สังฆะพัฒน์)

พระราชกิจจาภรณ์ หรือเดิมคือพระวิจิตรธรรมาภรณ์ (เทอด วงศ์ชะอุ่ม)

พระอรรถกิจโสภณ (สมทรง อรรถกฤษณ์) วัดสามพระยา

และ พระศรีคุณาภรณ์ (บุญทวี คำมา) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

แต่ถึงจะเป็นคดีใหญ่และมีการถอดสมณศักดิ์ ก็ยังไม่ควรเขียนเหมารวมว่า “พระทั้ง 7 รูปเป็นปาราชิก” เพราะเหตุแห่งการถอดสมณศักดิ์ในประกาศดังกล่าวเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาและคดีอาญาเรื่องทุจริตและฟอกเงิน ไม่ได้ระบุว่าทั้งหมดต้องอาบัติปาราชิก

นี่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดว่า “ถอดสมณศักดิ์” กับ “ปาราชิก” เป็นคนละเรื่องกัน

พ.ศ. 2568 “เจ้าคุณแย้ม” กับเงินวัดไร่ขิงกว่า 300 ล้านบาท

หลังคดีเงินทอนวัดผ่านไป วงการสงฆ์ไทยยังต้องเผชิญคำถามเรื่องการบริหารเงินวัดอีกครั้งในปี พ.ศ. 2568

คราวนี้ชื่อที่อยู่กลางข่าวคือ พระธรรมวชิรานุวัตร หรือ “เจ้าคุณแย้ม” เจ้าอาวาสวัดไร่ขิง จังหวัดนครปฐม และเจ้าคณะภาค 14

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 ศาลออกหมายจับในคดีที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหายักยอกเงินวัดจำนวนกว่า 300 ล้านบาท และมีประเด็นเกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์ โดยตำรวจระบุว่ามีการตรวจสอบเส้นทางการเงินและพบความเชื่อมโยงจากบัญชีของวัดไปยังบัญชีส่วนตัว

ในวันเดียวกันมีการยืนยันคำสั่งให้พระธรรมวชิรานุวัตรพ้นจากตำแหน่งเจ้าคณะภาค 14 และเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง

แต่ประเด็นที่ควรจำให้แม่นคือ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติระบุในเวลานั้นว่า เจ้าคุณแย้มยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์ เพราะข้อเท็จจริงยังต้องเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ตามกฎหมาย

นี่จึงเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของคำว่า “พ้นตำแหน่ง” ไม่เท่ากับ “ศาลพิพากษาว่าผิด”

การถูกปลดจากตำแหน่งทางคณะสงฆ์อาจเกิดขึ้นเพื่อให้การบริหารคณะสงฆ์เดินหน้าต่อและไม่ให้ตำแหน่งได้รับผลกระทบจากคดี แต่ในทางกฎหมาย ผู้ถูกกล่าวหายังมีสิทธิ์ต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม

พ.ศ. 2568 “สีกากอล์ฟ” ทำให้คำว่าเสพเมถุนกลับมาอยู่กลางความสนใจ

อีกเหตุการณ์ใหญ่ในปีเดียวกันคือกรณีที่สื่อเรียกว่า “คดีสีกากอล์ฟ”

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีพระสงฆ์จำนวนมากถูกกล่าวถึงในข่าว โดยข้อมูลที่เผยแพร่ในเวลาต่อมาระบุว่ามีพระที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าว 19 รูป และในจำนวนนี้มี 13 รูปที่ลาสิกขาแล้ว

รายชื่อดังกล่าวมีทั้งพระระดับพระราชาคณะและพระครู รวมถึงพระที่ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสหรือผู้ช่วยเจ้าอาวาสในหลายพื้นที่

แต่เช่นเดียวกับคดีอื่น ๆ การที่พระรูปหนึ่งมีชื่ออยู่ในข่าวหรือมีการลาสิกขา ไม่ได้ทำให้เราสามารถสรุปทันทีว่าพระทุกรูปในรายชื่อดังกล่าว “ปาราชิก”

เหตุผลสำคัญคือแต่ละกรณีมีข้อเท็จจริงแตกต่างกัน บางรายอาจมีหลักฐานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ บางรายอาจเกี่ยวข้องกับการติดต่อหรือเรื่องทางการเงิน และบางรายมีข้อกล่าวหาอื่นประกอบ

ดังนั้นคำว่า “มีชื่อพัวพัน” “ลาสิกขา” และ “ต้องอาบัติปาราชิก” จึงยังต้องแยกจากกัน

เรื่องนี้ยิ่งสำคัญเมื่อข่าวแพร่ผ่านโซเชียล เพราะภาพหรือคลิปเพียงชิ้นเดียวอาจถูกแชร์ออกไปหลายแสนครั้งก่อนที่ข้อเท็จจริงทั้งหมดจะได้รับการตรวจสอบ

และแล้ว พ.ศ. 2569 ก็มีคดีใหม่ที่ตรงกับคำถามเรื่อง “ปาราชิก–เสพเมถุน–เงินวัด” อย่างชัดเจน

มาถึงเหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นในเดือนกันยายน พ.ศ. 2569 ซึ่งทำให้บทความเรื่องนี้ไม่สามารถหยุดอยู่เพียงข้อมูลปี 2568 ได้

วันที่ 10 กันยายน 2569 เจ้าหน้าที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางเข้าจับกุม พระวชิรญาณ หรือพระวชิรญาณ (อติโชติ ธมฺมวโร) หรือที่รู้จักในชื่อ “หลวงพ่ออติโชติ” และ “หลวงพ่อโชติ” ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ พระอารามหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ตามรายงานของไทยพีบีเอส เจ้าหน้าที่ได้รับหนังสือร้องเรียนเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 เกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและข้อสงสัยเรื่องความสัมพันธ์กับหญิงรายหนึ่ง ก่อนสืบสวนต่อและระบุว่าพบพฤติการณ์ เสพเมถุน กับหญิงดังกล่าวจริง ซึ่งเจ้าหน้าที่และคณะสงฆ์ผู้ปกครองถือว่าเข้าข่ายปฐมปาราชิกตามพระธรรมวินัย และได้ดำเนินการให้ลาสิกขาในวันที่ 10 กันยายน 2569

กรณีนี้จึงแตกต่างจากหลายคดีที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญ เพราะข้อมูลข่าวระบุถึง พฤติการณ์เสพเมถุนและการขาดจากความเป็นพระภิกษุตามพระธรรมวินัย โดยตรง ไม่ใช่เพียงข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์หรือการถูกตั้งข้อสงสัย

แต่เรื่องยังไม่จบเพียงเท่านั้น

หลังจากตรวจสอบประเด็นความสัมพันธ์ เจ้าหน้าที่ได้ขยายผลไปยังเรื่องการเงินของวัด และพบข้อมูลเกี่ยวกับการรับเงินบริจาคในนามวัด แต่เงินบางส่วนไม่ได้เข้าสู่บัญชีของวัด โดยมีการออกใบอนุโมทนาบัตรให้ผู้เช่าบูชาวัตถุมงคล

ข้อมูลเบื้องต้นจากตำรวจระบุว่าพบรายการรับโอนเงินและใบอนุโมทนาบัตรหลายรายการ รวมมูลค่าประมาณ 100 ล้านบาทเศษ ขณะที่สื่อบางสำนักรายงานยอดความเสียหายที่ตำรวจกล่าวถึงประมาณ 92 ล้านบาท ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางเงินที่ตรวจสอบได้ในเบื้องต้น

นอกจากนั้น การตรวจสอบทรัพย์สินยังพบเงินฝาก เงินสด ทองคำ และทรัพย์สินอื่น ๆ จำนวนมาก โดยไทยพีบีเอสรายงานผลการตรวจยึดรวมมูลค่ากว่า 200 ล้านบาท ในรายการทรัพย์สินที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบ ขณะที่การสอบสวนและการขยายผลยังดำเนินต่อไป

นี่จึงเป็นกรณีล่าสุดที่ทำให้ประเด็น “เสพเมถุน–ปาราชิก–เงินวัด” ปรากฏอยู่ในเหตุการณ์เดียวกันอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ในส่วนข้อหาทางอาญาเกี่ยวกับการเบียดบังทรัพย์ การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และการฟอกเงิน ก็ยังต้องแยกออกจากสถานะทางพระธรรมวินัยเช่นเดิม เพราะความผิดทางอาญาเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินไปตามกระบวนการยุติธรรม

หลวงพ่อโชติทำให้คำถามเดิมมีคำตอบที่ชัดขึ้น แต่ไม่ได้ทำให้จำนวน “พระปาราชิกทั้งหมด” ชัดเจน

หากนำเหตุการณ์ล่าสุดมาต่อกับหลักฐานเก่า จะเห็นภาพตั้งแต่ พ.ศ. 2449 จนถึง พ.ศ. 2569

ในอดีตมีหลักฐานราชกิจจานุเบกษาเกี่ยวกับการถอดสมณศักดิ์ของพระราชาคณะหลายกรณี

มีกรณีที่ระบุ ล่วงปฐมปาราชิก อย่างชัดเจน

มีกรณีที่ระบุ ทุติยปาราชิก

มีกรณีเกี่ยวกับมาตุคาม

มีกรณีประพฤติไม่เหมาะสม

มีกรณีขัดคำสั่งของผู้ปกครองคณะสงฆ์

ต่อมาเกิดคดีเงินทอนวัด

จากนั้นเกิดคดีเงินวัดไร่ขิง

เกิดคดีความสัมพันธ์ระหว่างพระกับสตรีในปี 2568

และล่าสุดในปี 2569 มีกรณีหลวงพ่ออติโชติ ซึ่งข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ระบุถึงพฤติการณ์เสพเมถุนจนต้องลาสิกขา พร้อมมีการสอบสวนเรื่องเงินของวัด

แต่ทั้งหมดนี้ยังไม่สามารถนำมาบวกเลขแล้วประกาศว่า “ประเทศไทยมีพระปาราชิกทั้งหมดกี่รูป” ได้

เพราะเราไม่ได้มีฐานข้อมูลสาธารณะชุดเดียวที่รวบรวมพระภิกษุทุกระดับทั่วประเทศตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พร้อมสถานะทางพระธรรมวินัยและผลคดีอย่างครบถ้วน

ถ้าอย่างนั้น ตัวเลขที่ตอบได้มีอะไรบ้าง?

ตัวเลขแรกคือ 23 รูป ซึ่งหมายถึงพระราชาคณะที่ไทยพีบีเอสตรวจสอบพบว่าถูกถอดสมณศักดิ์ในช่วงเวลาประมาณ 100 ปีที่นำมาศึกษา ไม่ใช่จำนวนพระปาราชิกทั้งหมด

ตัวเลขที่สองคือ 7 รูป ซึ่งเป็นพระผู้ใหญ่ที่ถูกถอดสมณศักดิ์ในปี พ.ศ. 2561 จากกรณีที่เกี่ยวข้องกับคดีเงินทอนวัด

ตัวเลขที่สามคือ 13 รูป ในข้อมูลปี พ.ศ. 2568 ที่สื่อรายงานว่าลาสิกขาจากกรณีสีกากอล์ฟ ขณะที่มีการรายงานว่ามีพระเกี่ยวข้องทั้งหมด 19 รูปในขณะนั้น

และในปี พ.ศ. 2569 มีกรณีหลวงพ่ออติโชติ ซึ่งลาสิกขาแล้วหลังเจ้าหน้าที่ระบุว่าพบพฤติการณ์เสพเมถุน และมีคดีเกี่ยวกับเงินของวัดตามมา

แต่ตัวเลขเหล่านี้ ห้ามนำมาบวกกันเป็นจำนวนพระปาราชิก เพราะแต่ละตัวเลขมีความหมายแตกต่างกัน

นี่คือจุดที่บทความเกี่ยวกับเรื่องนี้มักเกิดความคลาดเคลื่อน

“ถอดสมณศักดิ์” ไม่ใช่ “สึก” และ “สึก” ไม่ใช่ “ปาราชิก” เสมอไป

คำสามคำนี้ดูเหมือนเกี่ยวข้องกัน แต่ในทางข้อเท็จจริงต้องแยกออกจากกัน

ถอดสมณศักดิ์ หมายถึงการถูกถอดฐานันดรหรือสมณศักดิ์ที่ได้รับพระราชทาน

พ้นจากตำแหน่ง หมายถึงการไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางการปกครองคณะสงฆ์ เช่น เจ้าอาวาสหรือเจ้าคณะ

ลาสิกขา หมายถึงการออกจากสมณเพศกลับสู่เพศฆราวาส

ส่วน ปาราชิก เป็นศัพท์ทางพระธรรมวินัยที่มีองค์ประกอบเฉพาะ

พระรูปหนึ่งจึงอาจถูกปลดจากตำแหน่งโดยยังไม่ได้มีคำตัดสินว่ากระทำความผิดทางอาญา

พระรูปหนึ่งอาจถูกถอดสมณศักดิ์

พระอีกรูปหนึ่งอาจลาสิกขาด้วยเหตุส่วนตัว

และบางกรณีอาจมีข้อเท็จจริงทางพระธรรมวินัยที่ทำให้ต้องขาดจากความเป็นพระภิกษุ

หากไม่แยกคำเหล่านี้ออกจากกัน การนำเสนอข่าวจะกลายเป็นการเหมารวมทันที

เงินวัดกับศรัทธาของประชาชน

สิ่งที่น่าคิดมากกว่าตัวเลขของคดีแต่ละคดี คือคำถามว่า เหตุใดเรื่องเงินวัดจึงกลับมาเป็นข่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เงินที่อยู่ในวัดจำนวนมากไม่ได้เกิดจากธุรกิจของพระ แต่เกิดจาก ศรัทธาของประชาชน

บางคนถวายเงินหลักสิบ

บางคนถวายหลักร้อย

บางคนถวายหลักพัน

บางคนบริจาคเป็นหลักหมื่นหรือหลักล้าน

เงินเหล่านี้จึงมีความหมายมากกว่าตัวเลขในบัญชี เพราะเบื้องหลังเงินทุกก้อนคือความเชื่อของผู้ถวายว่าเงินจะถูกนำไปใช้เพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ช่วยเหลือผู้คน หรือพัฒนาสถานที่ทางศาสนา

เมื่อเกิดข้อสงสัยว่าเงินวัดถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ สิ่งที่เสียหายจึงไม่ใช่เพียงทรัพย์สินของวัด

แต่คือ ศรัทธาของประชาชน

เหตุการณ์ล่าสุดยังทำให้กรมสรรพากรออกมาเตือนประชาชนให้บริจาคผ่าน QR Code ที่เป็นชื่อบัญชีวัด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการนำเงินบริจาคไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ หลังเกิดคดีอดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์

คำเตือนนี้จึงสะท้อนว่าปัญหาไม่ได้จบอยู่ที่การจับกุมบุคคลหนึ่งคน แต่ยังนำไปสู่คำถามเรื่องระบบการรับบริจาคและการตรวจสอบเงินของวัดด้วย

ย้อนกลับไปมองกว่า 120 ปี สิ่งที่เปลี่ยนไปคือรูปแบบ แต่ปัญหาหลักยังคล้ายเดิม

หากเริ่มจาก พ.ศ. 2449 ซึ่งเป็นช่วงต้นของหลักฐานที่นำมาตรวจสอบ จนถึงเหตุการณ์ล่าสุดในเดือนกันยายน พ.ศ. 2569 ก็เท่ากับเรากำลังมองประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 120 ปี

โลกใน พ.ศ. 2449 กับโลกใน พ.ศ. 2569 แตกต่างกันแทบทุกด้าน

ในอดีต ข่าวสารเดินทางด้วยเอกสาร

ปัจจุบันข่าวสารเดินทางด้วยโทรศัพท์มือถือ

ในอดีตคนอาจรับรู้เรื่องพระรูปหนึ่งจากประกาศทางราชการ

ปัจจุบันเพียงมีภาพหรือคลิปหนึ่งชิ้น ก็สามารถแพร่ไปทั่วประเทศได้ภายในไม่กี่นาที

แต่คำถามพื้นฐานกลับยังเหมือนเดิม

พระควรประพฤติตนอย่างไร

เงินของวัดควรถูกบริหารอย่างไร

เมื่อพระสงฆ์ถูกกล่าวหาว่าทำผิด ใครควรเป็นผู้ตรวจสอบ

และหากพบว่าผิดจริง ควรดำเนินการอย่างไร

คำถามเหล่านี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน แต่ปรากฏให้เห็นมาตลอดประวัติศาสตร์

สิ่งที่สังคมควรระวังมากที่สุด คือการตัดสินจากพาดหัว

ข่าวพระสงฆ์เป็นข่าวที่มีความอ่อนไหวสูง เพราะเกี่ยวข้องทั้งศาสนา ชื่อเสียง และความศรัทธาของประชาชน

เมื่อมีคำว่า “พระ” “สีกา” “เงินวัด” “ยักยอก” หรือ “ปาราชิก” อยู่ในพาดหัว ย่อมดึงความสนใจได้อย่างรวดเร็ว

แต่สิ่งที่คนอ่านควรทำคืออ่านให้ถึงรายละเอียด

ใครเป็นผู้กล่าวหา

ตำรวจพบอะไร

คณะสงฆ์ดำเนินการอย่างไร

ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาแล้วหรือยัง

เอกสารทางราชการระบุอย่างไร

และที่สำคัญที่สุดคือ สถานะของบุคคลในขณะนั้นคืออะไร

เพราะคำว่า “ถูกกล่าวหา” ไม่เท่ากับ “ถูกพิพากษาว่าผิด”

คำว่า “ถูกถอดจากตำแหน่ง” ไม่เท่ากับ “ถูกตัดสินว่ากระทำความผิดทางอาญา”

คำว่า “ลาสิกขา” ไม่ได้หมายความว่าเป็นปาราชิกทุกกรณี

แต่ในกรณีที่มีหลักฐานทางพระธรรมวินัยระบุชัดเจน ก็ไม่ควรนำความไม่แน่นอนมาบดบังข้อเท็จจริงเช่นกัน

หลักสำคัญจึงมีเพียงสองคำ คือ แยกแยะ และตรวจสอบ

ในมุมมองของผู้เขียนเห็นว่า

เรื่องพระสงฆ์กับข่าวอื้อฉาวเป็นเรื่องที่สังคมควรติดตามอย่างจริงจัง แต่ควรติดตามด้วยสติ ไม่ใช่ด้วยความโกรธเพียงอย่างเดียว

หากพระรูปใดกระทำผิดจริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพระธรรมวินัย เงินวัด หรือกฎหมายบ้านเมือง ก็ควรดำเนินการตามหลักเกณฑ์อย่างตรงไปตรงมา ไม่ควรมีใครได้รับการยกเว้นเพียงเพราะเป็นพระผู้ใหญ่ หรือมีผู้ศรัทธาจำนวนมาก

แต่ในทางกลับกัน หากเป็นเพียงข้อกล่าวหา ก็ไม่ควรตัดสินบุคคลนั้นล่วงหน้าว่ามีความผิด

โดยเฉพาะคำว่า “ปาราชิก” ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง เพราะเป็นศัพท์ที่มีความหมายเฉพาะในพระธรรมวินัย ไม่ใช่คำที่ใช้แทนพระสงฆ์ทุกคนที่มีข่าวเสียหาย

เมื่อย้อนดูตั้งแต่ พ.ศ. 2449 เราจะเห็นว่าพระสงฆ์ที่ถูกลงโทษมีหลายเหตุผล บางรายเกี่ยวข้องกับพระธรรมวินัย บางรายเกี่ยวข้องกับการบริหารคณะสงฆ์ บางรายเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมส่วนตัว และในยุคใหม่มีกรณีเกี่ยวกับเงินวัดและคดีอาญาเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น

กรณีปี พ.ศ. 2561 เรื่องเงินทอนวัด ทำให้สังคมเห็นว่าระบบบริหารเงินอุดหนุนพระพุทธศาสนาจำเป็นต้องตรวจสอบ

กรณีปี พ.ศ. 2568 วัดไร่ขิง ทำให้เกิดคำถามเรื่องการควบคุมเงินในบัญชีวัดและเส้นทางการเงิน

กรณีสีกากอล์ฟในปีเดียวกัน ทำให้สังคมหันกลับมาตั้งคำถามเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพระกับสตรีและมาตรฐานทางพระธรรมวินัย

และล่าสุดในปี พ.ศ. 2569 กรณีหลวงพ่ออติโชติทำให้ทั้งสองประเด็นกลับมาอยู่ในข่าวพร้อมกันอีกครั้ง ทั้งเรื่องเสพเมถุนซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าเข้าข่ายปาราชิก และเรื่องการเงินของวัดที่อยู่ระหว่างกระบวนการทางคดี

สิ่งเหล่านี้จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียง “ข่าวพระอีกข่าวหนึ่ง”

แต่ควรถูกมองเป็นบทเรียนว่า ระบบตรวจสอบพระสงฆ์และระบบบริหารทรัพย์สินของวัดควรโปร่งใสเพียงใด

วัดหนึ่งแห่งอาจมีเงินบริจาคจำนวนมาก

พระรูปหนึ่งอาจมีตำแหน่งสูง

ผู้ศรัทธาอาจมีจำนวนมาก

แต่ยิ่งมีทรัพย์สินและอำนาจมากเท่าใด ระบบตรวจสอบก็ควรยิ่งรัดกุมมากขึ้นเท่านั้น

เพราะศรัทธาไม่ควรถูกใช้แทนระบบบัญชี

ตำแหน่งไม่ควรถูกใช้แทนความโปร่งใส

และผ้าเหลืองไม่ควรถูกใช้เป็นเกราะป้องกันการตรวจสอบ

ขณะเดียวกัน การตรวจสอบก็ต้องอยู่บนหลักฐาน ไม่ใช่ข่าวลือ

เพราะถ้าสังคมต้องการให้พระสงฆ์อยู่บนมาตรฐานที่สูง สังคมเองก็ควรใช้มาตรฐานเดียวกันในการตรวจสอบพระ

ผิดก็คือผิด แต่กล่าวหาก็ต้องแยกจากความผิด

เมื่อมองย้อนจากเอกสารในอดีตจนถึงคดีล่าสุดในปี 2569 จึงอาจกล่าวได้ว่า เรื่องพระสงฆ์ประพฤติผิดไม่ใช่ปัญหาใหม่ และคงไม่มีตัวเลขเดียวที่สามารถตอบได้ว่า “พระปาราชิกในประเทศไทยมีทั้งหมดกี่รูป”

สิ่งที่ตอบได้จากหลักฐานคือ เราพบประวัติพระราชาคณะที่ถูกถอดสมณศักดิ์อย่างน้อย 23 รูปในช่วงประมาณ 100 ปีที่ไทยพีบีเอสตรวจสอบ และในบรรดากรณีเหล่านั้นมีบางกรณีที่เอกสารระบุปาราชิกโดยตรง ขณะเดียวกันก็มีคดีร่วมสมัยอีกหลายประเภทที่ไม่ควรนำมารวมเป็นจำนวนพระปาราชิก

และเมื่อวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2569 ก็มีกรณีล่าสุดที่ทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “ข่าวฉาว” กับ “หลักฐานทางพระธรรมวินัย” เห็นได้ชัดอีกครั้ง นั่นคือกรณีอดีตหลวงพ่ออติโชติ ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าพบพฤติการณ์เสพเมถุนและมีการลาสิกขาแล้ว ขณะเดียวกันคดีเกี่ยวกับเงินวัดยังอยู่ในกระบวนการสอบสวนและดำเนินคดี

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ประชาชนควรเรียกร้องอาจไม่ใช่เพียงว่า “พระผิดต้องสึก”

แต่ควรเรียกร้องให้มี ระบบตรวจสอบที่ทำงานจริง

ตรวจสอบเงินวัดได้

ตรวจสอบการใช้เงินบริจาคได้

ตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางคณะสงฆ์ได้

และเมื่อพบความผิดก็ต้องดำเนินการอย่างเท่าเทียม

เพราะพระพุทธศาสนาจะดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง ไม่ใช่เพราะไม่มีพระรูปใดทำผิดเลย แต่เพราะเมื่อเกิดความผิดขึ้นแล้ว ระบบสามารถแยกแยะข้อเท็จจริง ตรวจสอบอย่างเป็นธรรม และจัดการกับความผิดโดยไม่เลือกปฏิบัติ

ศรัทธาของประชาชนสร้างวัดขึ้นมาได้ แต่ความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่างหาก ที่จะรักษาศรัทธานั้นให้อยู่ต่อไป

แหล่งที่มาของข้อมูล :

ไทยพีบีเอส — รายงาน “ย้อนหลัง 100 ปี ถอด ‘สมณศักดิ์’ พระแล้ว 23 รูป” ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากราชกิจจานุเบกษาและระบุกรณีพระราชาคณะที่ถูกถอดสมณศักดิ์ในช่วงเวลาที่ตรวจสอบ รวมถึงกรณีที่เกี่ยวข้องกับปาราชิกตั้งแต่ พ.ศ. 2449 เป็นต้นมา

ไทยพีบีเอส — รายงานการถอดสมณศักดิ์พระสงฆ์ 7 รูปในปี พ.ศ. 2561 ที่เกี่ยวข้องกับคดีเงินทอนวัด พร้อมรายชื่อพระผู้ใหญ่ทั้ง 7 รูปและเหตุแห่งการถอดสมณศักดิ์

ไทยพีบีเอส — รายงานความคืบหน้าคดีพระพรหมสิทธิและพระผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับคดีทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรมและข้อหาฟอกเงินในปี พ.ศ. 2561

ไทยพีบีเอส — รายงานคดีพระธรรมวชิรานุวัตร หรือ “เจ้าคุณแย้ม” อดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิงและเจ้าคณะภาค 14 ซึ่งถูกดำเนินคดีจากข้อกล่าวหายักยอกเงินวัดกว่า 300 ล้านบาทและเกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์

ไทยพีบีเอส — รายงานคำสั่งให้พระธรรมวชิรานุวัตรพ้นจากตำแหน่งเจ้าคณะภาค 14 และเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง พร้อมย้ำสถานะผู้ถูกกล่าวหายังถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ตามกระบวนการยุติธรรม

ไทยพีบีเอส — รายงานคดีสีกากอล์ฟ โดยระบุว่ามีพระสงฆ์เกี่ยวข้อง 19 รูป และมี 13 รูปลาสิกขาแล้วในข้อมูลที่เผยแพร่ช่วงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2568

ไทยพีบีเอส — รายงานล่าสุดวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2569 เกี่ยวกับอดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ หรือพระวชิรญาณ (อติโชติ) หลังเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมในคดีฟอกเงินและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ พร้อมระบุถึงพฤติการณ์เสพเมถุน การลาสิกขา และการตรวจสอบเงินบริจาคของวัด

ไทยรัฐ / PPTV / ข่าวสด — รายงานเหตุการณ์วันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2569 เกี่ยวกับ “หลวงพ่อโชติ” หรือพระวชิรญาณ (อติโชติ) การลาสิกขา ประเด็นเสพเมถุน และข้อกล่าวหาเกี่ยวกับเงินวัด โดยรายละเอียดตัวเลขความเสียหายในรายงานข่าวมีการนำเสนอแตกต่างกันตามขอบเขตของรายการที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ จึงควรใช้ตัวเลขอย่างระมัดระวัง

หมายเหตุสำคัญ : บทความนี้ไม่ใช้จำนวนพระราชาคณะที่ถูกถอดสมณศักดิ์เป็นจำนวน “พระปาราชิกทั้งหมด” และไม่ได้นำพระที่มีข่าวอื้อฉาวทุกกรณีมารวมกัน เพราะ “ปาราชิก” “ถอดสมณศักดิ์” “พ้นตำแหน่ง” “ลาสิกขา” และ “ถูกดำเนินคดี” เป็นคนละสถานะกัน อีกทั้งคดีอาญาที่ยังอยู่ระหว่างกระบวนการต้องถือหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
หนึ่งล้านเรื่องเล่า's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 25 ครั้ง
เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า
นักเขียนคอนเทนต์เชิงวิเคราะห์ด้านพฤติกรรมชีวิต สุขภาพ และสังคมเน้นการตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่ง พร้อมถ่ายทอดให้อ่านง่าย เข้าใจเร็ว และนำไปใช้ได้จริง
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
เมื่อสายฝนเผยความจริง: ถอดรหัสความงามของ “ดอกไม้โครงกระดูก” สิ่งมหัศจรรย์แห่งป่าลึก“หลุมดักรถถัง” ที่ชายแดน อวสาน T-59 เขมรจอดเดี้ยงที่ช่องจอมส่องโพยวันพุธก่อนหวยออก! จับตาเลขซ้ำ 10 ปี มีตัวไหนน่าตาม 16 ก.ย. 69Sexting อย่างไรให้เร้าใจและลดความเสี่ยงจากภาพส่วนตัวเปิด 5 ห้างที่เงินสะพัดมากที่สุดในไทย อันดับ 1 คนเดินวันละหลักแสนคนไทยใช้ Android หรือ iPhone มากกว่ากัน เปิดตัวเลขล่าสุด 2026สนามบินสุวรรณภูมิอยู่กรุงเทพฯ จริงไหม เช็กที่ตั้งและค่าเดินทางเปิด 5 เกาะในไทยที่ต่างชาติไปมาก ที่สุด อันดับ 1 นักท่องเที่ยวทะลุหลายล้านคน!กวาดล้างยาเกาะกลางจับ 2 ต่างวัย คาบ้าน ยึดยาบ้าเลขม้าสีหมอก 16/9/69 เปิดแนวทางเด่นบน 4-7 วิ่ง 4 และเด่นล่าง 0-8 วิ่ง 0 พร้อมเลข 2 ตัวครบชุดครูเกษียณปี 2569 โรงเรียนไหนเยอะที่สุด เปิดข้อมูลล่าสุด พร้อมข้อจำกัดที่ต้องรู้มารู้จัก “จำปาดะ” ที่หลายคนเข้าใจว่าคือขนุน
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
เปิด 5 จังหวัดที่มีข้าราชการครูเกษียณมากที่สุด ปี 2569 จังหวัดไหนอันดับ1?เมื่อสายฝนเผยความจริง: ถอดรหัสความงามของ “ดอกไม้โครงกระดูก” สิ่งมหัศจรรย์แห่งป่าลึกSexting อย่างไรให้เร้าใจและลดความเสี่ยงจากภาพส่วนตัวสนามบินสุวรรณภูมิอยู่กรุงเทพฯ จริงไหม เช็กที่ตั้งและค่าเดินทาง
กระทู้อื่นๆในบอร์ด นิยาย เรื่องเล่า
เปิด 5 ประโยชน์ “ถั่วแดง” พร้อมสูตรน้ำดื่ม แล้ว “ลดบวม” ได้จริงหรือแค่เข้าใจกันไปเองผีก๋วยเตี๋ยวดาหลา ดอกไม้กินได้ สู่พืชเศรษฐกิจ เปิดเบื้องหลังพันธุ์ใหม่ เจาะตลาดไม้ตัดดอก–ส่งออกสวดมนต์ก่อนนอนดีจริง หรือแค่ความเชื่อ? เปิดบทไหว้พระ–ศีล 5–แผ่เมตตา
ตั้งกระทู้ใหม่