หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ฟันเก่า 25,000 ปี บอกได้อย่างไรว่าเจ้าของเคย “อมหมาก”?

เขียนโดย พีรพัฒน์ พีพี

ถ้าเราเจอโครงกระดูกมนุษย์อายุหลายหมื่นปี เราอาจพอรู้ได้ว่าเจ้าของร่างมีชีวิตอยู่ช่วงไหน กินอาหารประมาณไหน หรือเคยมีโรคและบาดเจ็บอะไรบ้าง

แต่ถ้าถามละเอียดไปกว่านั้นว่า

“คนคนนี้เคยเอาอะไรอมไว้ในปากเป็นประจำหรือเปล่า?”

ฟังดูแทบไม่มีทางตอบได้เลยครับ

ของที่เป็นใบไม้ เมล็ดพืช หรืออาหารจำนวนมากสลายหายไปนานแล้ว และเราไม่มีบันทึกจากเจ้าของร่างเหลืออยู่

แต่บางครั้ง พฤติกรรมกลับทิ้งหลักฐานไว้บนสิ่งที่อยู่กับมนุษย์แทบตลอดชีวิต

นั่นคือ “ฟัน”

งานที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science Advances ปี 2026 ศึกษาซากมนุษย์นักล่า–เก็บของป่าจากเกาะสุลาเวสี ประเทศอินโดนีเซีย และเสนอหลักฐานว่ามนุษย์ในพื้นที่นี้อาจมีพฤติกรรม อม/ดูดเมล็ดหมากเป็นกิจวัตร ย้อนกลับไปได้ถึงราว 25,000–16,000 ปีก่อน

แต่จุดที่น่าสนใจกว่าตัวเลขอายุคือ

นักวิจัยรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?

🔍 อย่างแรก ฟันไม่ได้แค่ “สึก” แต่มันสึกเป็นรูปแบบ

ฟันของมนุษย์โบราณย่อมสึกได้จากการกินอาหารตามปกติอยู่แล้ว

แต่ตัวอย่างที่นักวิจัยศึกษามีร่องและการสึกในตำแหน่งบางจุดที่ผิดไปจากรูปแบบการบดเคี้ยวอาหารทั่วไป

ลักษณะดังกล่าวทำให้ทีมวิจัยตั้งข้อสังเกตว่า ฟันอาจเคยสัมผัสกับวัตถุแข็งชนิดเดิมซ้ำ ๆ และอยู่ในปากเป็นเวลานาน

หนึ่งในคำอธิบายที่เข้ากันได้กับร่องรอยเหล่านั้นคือ การอมเมล็ดหมาก

แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นครับ

เพราะถ้ามีแค่ร่องบนฟัน เราก็ยังไม่สามารถรู้ได้ว่าวัตถุที่อยู่ในปากนั้นเป็นหมากจริงหรือเป็นของแข็งชนิดอื่น

🧪 หลักฐานอีกชั้นอยู่ในสารเคมี

นักวิจัยจึงตรวจตัวอย่างจากเนื้อเยื่อฟันโบราณ และรายงานการตรวจพบ arecoline ซึ่งเป็นสารสำคัญที่พบในเมล็ดหมาก หรือ Areca catechu

ตรงนี้ทำให้เรื่องเริ่มน่าสนใจขึ้นทันที

เพราะตอนนี้มีหลักฐานสองชนิดที่ไม่ได้มาจากสิ่งเดียวกัน

รอยสึกบนฟัน บอกว่ามีการใช้วัตถุบางอย่างซ้ำ ๆ

ร่องรอยทางเคมี กลับชี้ไปที่สารจากเมล็ดหมาก

เมื่อหลักฐานทางกายภาพกับหลักฐานทางเคมีเดินมาพบกัน คำอธิบายจึงแข็งแรงกว่าการมองรอยฟันแล้วเดาเพียงอย่างเดียว

แล้วถ้าแค่อมเมล็ดหมาก สารจะออกมาจริงหรือ?

ยังมีช่องว่างอีกข้อหนึ่งครับ

ทุกวันนี้คนจำนวนมากคุ้นกับการกินหมากที่มีทั้งหมาก ใบพลู ปูน หรือส่วนผสมอื่น ๆ

แต่สิ่งที่งานนี้เสนอคือพฤติกรรมที่เรียบง่ายกว่านั้น คือการเอา เมล็ดหมาก ไว้ในปาก

คำถามจึงกลายเป็นว่า ถ้าไม่ได้บดหรือเตรียมแบบที่เราคุ้นเคย การอมเมล็ดหมากเพียงอย่างเดียวจะปล่อย arecoline ออกมาได้หรือไม่?

ทีมวิจัยทดลองนำเมล็ดหมากไปอยู่ในสภาวะที่เลียนแบบการสัมผัสกับน้ำลาย และตรวจสารที่ถูกปล่อยออกมา

ผลการทดลองสนับสนุนว่า arecoline สามารถถูกปล่อยออกจากเมล็ดหมากในสภาวะดังกล่าวได้

เมื่อนำหลักฐานทั้งสามชั้นมารวมกัน ภาพจึงเริ่มชัดขึ้น

จุดสำคัญคือ นักวิจัยไม่ได้บอกว่า

“เห็นรอยบนฟัน = ต้องเป็นหมาก”

แต่ใช้หลักฐานหลายชนิดมาประกอบกัน ทั้งรูปร่างของความเสียหาย สารเคมีที่ตรวจพบ และการทดลองว่ากลไกที่เสนอสามารถเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่

⚠️ แต่สิ่งที่หลักฐานยังตอบไม่ได้คือ “อมไปทำไม?”

นี่เป็น Boundary สำคัญที่สุดของเรื่องนี้ครับ

หลักฐานสามารถสนับสนุนว่ามีการใช้เมล็ดหมากเป็นกิจวัตรได้ แต่ไม่ได้ทำให้เรารู้แรงจูงใจของเจ้าของฟันโดยตรง

เขาอาจใช้เพราะฤทธิ์ต่อระบบประสาท

อาจเกี่ยวข้องกับการบรรเทาความเจ็บปวด

อาจเป็นพฤติกรรมทางสังคม

หรืออาจเกี่ยวข้องกับความหมายทางวัฒนธรรมบางอย่างที่ไม่มีหลักฐานหลงเหลือมาถึงเรา

จากฟัน เราสามารถอ่าน สิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ได้บางส่วน

แต่เราไม่สามารถย้อนกลับไปถามเจ้าของร่างว่า

“คุณทำแบบนี้เพราะอะไร?”

ดังนั้นการแยกระหว่าง สิ่งที่หลักฐานบอกได้ กับ สิ่งที่เราเพียงเสนอความเป็นไปได้ จึงสำคัญมาก

นี่ก็ยังไม่ใช่ “หมากคำ” แบบที่เราคุ้นกันทุกวันนี้

คำว่า “กินหมาก” อาจทำให้เรานึกถึงหมาก ใบพลู ปูน และส่วนประกอบอื่น ๆ รวมกัน

แต่งานนี้ไม่ได้แสดงว่ามนุษย์เมื่อ 25,000 ปีก่อนใช้ชุดหมากแบบเดียวกับคนในยุคหลัง

หลักฐานที่นักวิจัยเสนอชี้ไปที่พฤติกรรม อม/ดูดเมล็ดหมาก มากกว่า

จึงควรระวังไม่เอาภาพของประเพณีกินหมากในปัจจุบันไปครอบอดีตทั้งหมด

สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ

ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพืชชนิดนี้อาจย้อนกลับไปไกลมาก ก่อนที่รูปแบบการใช้หมากในยุคหลังจะเกิดขึ้นเสียอีก

แล้วนี่คือครั้งแรกที่มนุษย์ใช้พืชออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทหรือ?

คำตอบคือ เรายังพูดแบบนั้นไม่ได้

งานวิจัยใช้กรอบว่าเป็นหลักฐานที่เก่าแก่มากของ การใช้พืชที่มีฤทธิ์ต่อระบบประสาทเป็นกิจวัตรซึ่งสามารถตรวจพบได้

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า มนุษย์เพิ่งเริ่มรู้จักพืชลักษณะนี้เมื่อประมาณ 25,000 ปีก่อน

อาจมีการใช้มาก่อนหน้านั้นอีกนานก็ได้ เพียงแต่ใบไม้ เมล็ด เนื้อพืช หรือวัสดุอินทรีย์อื่น ๆ ไม่ได้เก็บรักษาตัวเองได้นานเหมือนกระดูกและฟัน

สิ่งที่เราเรียกว่า “เก่าแก่ที่สุด” จึงควรเข้าใจว่า

เป็นหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดที่เราพบและสามารถตรวจสอบได้ในตอนนี้ ไม่ใช่วันเริ่มต้นจริงของพฤติกรรมมนุษย์

🧩 ฟันหนึ่งชุด จึงเล่าได้มากกว่าคำว่า “คนนี้กินอะไร”

สำหรับผม ส่วนที่น่าสนใจที่สุดของงานนี้ไม่ใช่คำว่า “หมาก” ครับ

แต่คือวิธีที่นักโบราณคดีค่อย ๆ ต่อหลักฐานเล็ก ๆ เข้าหากัน

รอยสึกบอกว่า มีพฤติกรรมบางอย่างเกิดซ้ำ

สารเคมีช่วยบอกว่า สิ่งที่เข้าไปสัมผัสฟันอาจเป็นอะไร

การทดลองช่วยตรวจว่า คำอธิบายนั้นเป็นไปได้ในทางชีวภาพหรือไม่

แต่ละชิ้นเพียงอย่างเดียวอาจยังตอบเรื่องทั้งหมดไม่ได้

เมื่อวางรวมกัน มันกลับทำให้เราเริ่มมองเห็นกิจวัตรเล็ก ๆ ของมนุษย์ที่มีชีวิตอยู่เมื่อหลายหมื่นปีก่อน

คนคนนั้นอาจไม่เคยคิดเลยว่า สิ่งที่ตัวเองทำเป็นประจำในแต่ละวันจะทิ้งร่องรอยไว้ได้นานขนาดนี้

และนั่นทำให้คำถามทางโบราณคดีเปลี่ยนจากแค่

“คนเหล่านี้มีชีวิตอยู่เมื่อไร?”

ไปเป็น

“พวกเขาทำอะไรซ้ำ ๆ จนร่างกายจำมันไว้?”

แหล่งที่มา:
Science Advances — Betel nut sucking is the earliest recorded evidence for the habitual use of a neuroactive plant drug
อ้างอิง: https://doi.org/10.1126/sciadv.aei1901

ABC Science — รายงานการค้นพบหลักฐานการใช้หมากจากซากมนุษย์โบราณในสุลาเวสี
อ้างอิง: https://www.abc.net.au/news/science/2026-09-10/earliest-evidence-of-human-drug-use-discovered-in-indonesia/107130656
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
พีรพัฒน์ พีพี's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 9 ครั้ง
เขียนโดย พีรพัฒน์ พีพี
พีรพัฒน์ พีพี | นักเขียนเรื่องใกล้ตัวและมุมที่คนมักมองข้าม
ชอบหยิบสิ่งธรรมดามาตั้งคำถาม แล้วค้นให้ลึกจนเจอคำตอบที่ทำให้รู้สึกว่า “อ๋อ ที่แท้เป็นแบบนี้”
เล่าเรื่องให้เข้าใจง่าย มีที่มา และแยกข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็น
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
5 VOTES (5/5 จาก 1 คน)
VOTED: พีรพัฒน์ พีพี
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
“หลุมดักรถถัง” ที่ชายแดน อวสาน T-59 เขมรจอดเดี้ยงที่ช่องจอมเปิด 5 จังหวัดที่มีข้าราชการครูเกษียณมากที่สุด ปี 2569 จังหวัดไหนอันดับ1?เปิดดวง "เนเน่ รอยัล" อัจฉริยะทางดนตรี..ว่าที่ร็อกเกอร์สาวระดับโลกครูเกษียณปี 2569 โรงเรียนไหนเยอะที่สุด เปิดข้อมูลล่าสุด พร้อมข้อจำกัดที่ต้องรู้เปิด 5 ห้างที่เงินสะพัดมากที่สุดในไทย อันดับ 1 คนเดินวันละหลักแสนสูตรผัดกะเพราหมูสับแบบโบราณ หอมพริกกระเทียมและใบกะเพราเปิด 5 เกาะในไทยที่ต่างชาติไปมาก ที่สุด อันดับ 1 นักท่องเที่ยวทะลุหลายล้านคน!เลขม้าสีหมอก 16/9/69 เปิดแนวทางเด่นบน 4-7 วิ่ง 4 และเด่นล่าง 0-8 วิ่ง 0 พร้อมเลข 2 ตัวครบชุดเปิด"เงินเดือนพระ" 76 ระดับ ใครได้เท่าไร? ตั้งแต่สมเด็จพระสังฆราชถึงเจ้าอาวาสวัดราษฎร์เห็นทุกครั้งแต่แทบไม่เคยสนใจ หลักกิโลเมตรข้างถนนมีไว้ทำอะไรส่องโพยวันพุธก่อนหวยออก! จับตาเลขซ้ำ 10 ปี มีตัวไหนน่าตาม 16 ก.ย. 69สหรัฐฯ มองประเทศไทยสำคัญอย่างไรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากมุมความร่วมมือด้านความมั่นคง
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
เปิด 5 จังหวัดที่มีข้าราชการครูเกษียณมากที่สุด ปี 2569 จังหวัดไหนอันดับ1?ส่องแฟชั่นหลังลาสิกขา กองปราบคุมตัวพร้อมยึดขุมทรัพย์ 144 ล้าน ซุกสีกาคนสนิท
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
เปิด 5 พระไทยที่เคยตกเป็นข่าวเกี่ยวกับทรัพย์สินมูลค่าสูงกว่า 1,400 ล้าน!5 จังหวัดในประเทศไทยที่มีสัดส่วนพื้นที่ป่าอนุรักษ์สูงที่สุดของใช้ที่ไม่ควรเช็คด้วยน้ำส้มสายชูเปิด 6 เขื่อนยักษ์ระดับโลก กักเก็บน้ำมหาศาลได้ยังไงโดยไม่แตกร้าว?
ตั้งกระทู้ใหม่