หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

กาลามสูตรสอนให้เราเชื่ออย่างมีสติ

เขียนโดย เรื่องดีดีมีทุกวัน

* รูปภาพใช้เพื่อประกอบเนื้อหาเท่านั้น อาจไม่ใช่ภาพเหตุการณ์จริงหรือภาพจริงจากเรื่องในบทความ ขอบคุณภาพประกอบจาก https://graphic.in.th

ทุกเช้าระหว่างเดินทางไปทำงาน เราอาจอ่านข้อความนับร้อยโดยไม่รู้ตัว ข่าวด่วน คลิปสั้น คำแนะนำสุขภาพ รีวิวสินค้า คำเตือนภัย ไปจนถึงข้อความที่ส่งต่อกันในกลุ่มครอบครัว หลายเรื่องพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจ มีคนแชร์มาก และตรงกับสิ่งที่เราคิดอยู่พอดี จึงง่ายมากที่จะกดเชื่อหรือกดส่งต่อก่อนถามว่า เรื่องนี้จริงแค่ไหนและถ้าทำตามแล้วจะเกิดอะไรขึ้น

สถานการณ์เช่นนี้คล้ายกับเหตุการณ์ใน เกสปุตตสูตร หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่ากาลามสูตร ในอังคุตตรนิกาย 3.65 ชาวกาลามะแห่งเกสปุตตนิคมพบครูและนักบวชหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มยกคำสอนของตนว่าถูกและตำหนิฝ่ายอื่น พวกเขาจึงทูลถามพระพุทธเจ้าว่าควรเชื่อใคร

สิ่งที่มักเรียกว่าไม่ควรเชื่อ 10 ประการ

พระพุทธเจ้าไม่ได้ตำหนิความสงสัย กลับตรัสว่าพวกเขาสงสัยในเรื่องที่สมควรสงสัย แล้วทรงเตือนว่าอย่าเพิ่งลงความเห็นเพียงเพราะเหตุเหล่านี้

• ได้ยินคนอื่นพูดต่อกันมา

• เป็นเรื่องที่สืบทอดตามประเพณี

• เป็นข่าวลือหรือคำบอกเล่า

• มีข้อความอยู่ในคัมภีร์หรือตำรา

• ดูสมเหตุสมผลตามตรรกะ

• อนุมานแล้วน่าจะเป็นเช่นนั้น

• พิจารณาจากอาการภายนอกแล้วเข้าที

• ตรงกับความเห็นที่ตนยอมรับอยู่ก่อน

• ผู้พูดมีบุคลิกหรือคุณสมบัติน่าเชื่อถือ

• ผู้พูดเป็นครูที่ตนนับถือ

คำว่า “อย่าเพิ่งเชื่อ” สำคัญกว่า “ห้ามเชื่อ” พระสูตรไม่ได้บอกให้ปฏิเสธตำรา ครู เหตุผล หรือประเพณีทั้งหมด เพราะสิ่งเหล่านี้อาจให้ความรู้ที่ถูกต้องได้ เพียงแต่ยังไม่ควรใช้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นตราประทับว่าจริงแน่นอน โดยไม่ตรวจดูเนื้อหา ผลที่เกิดขึ้น และเสียงทักท้วงจากผู้รู้

เกณฑ์ตัดสินไม่ได้จบที่ความรู้สึกของเรา

ส่วนที่ถูกยกมาพูดน้อยกว่ารายการสิบข้อนั้นคือเกณฑ์ด้านหลัง พระพุทธเจ้าทรงให้พิจารณาว่า สิ่งนั้นเป็นอกุศลหรือไม่ มีโทษหรือไม่ ผู้รู้ติเตียนหรือไม่ และเมื่อนำไปปฏิบัติแล้วนำไปสู่ความเสียหายและความทุกข์หรือไม่ ถ้าใช่ก็ควรละ ส่วนสิ่งที่เป็นกุศล ไม่มีโทษ ผู้รู้สรรเสริญ และทำแล้วนำไปสู่ประโยชน์กับความสุข ก็ควรนำมาปฏิบัติ

พระองค์ทรงชวนชาวกาลามะพิจารณาอย่างเป็นรูปธรรมว่า เมื่อคนถูกความโลภ ความโกรธ หรือความหลงครอบงำ เขาอาจฆ่า ลักทรัพย์ ประพฤติผิด และพูดเท็จ จนนำความเสียหายมาสู่ตนเองและผู้อื่น ตรงกันข้าม เมื่อไม่ถูกสามสิ่งนี้ครอบงำ พฤติกรรมย่อมเปลี่ยนไปในทางไม่เบียดเบียน

นี่ทำให้ข้อสรุปของกาลามสูตรกว้างกว่าแนวคิดว่า “ไม่เชื่อจนกว่าจะทดลองเอง” เพราะบางเรื่องทดลองเองไม่ได้หรืออันตรายเกินไป เช่น ยา การลงทุน และข่าวที่กล่าวหาบุคคลอื่น การพิจารณาที่รอบคอบจึงต้องอาศัยทั้งหลักฐาน ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ ผลกระทบจริง และการตรวจใจตนเอง ไม่ใช่ความพอใจส่วนตัวเพียงอย่างเดียว

กาลามสูตรในชีวิตเมืองและโลกของอัลกอริทึม

คนเมืองไม่ได้พบเจ้าลัทธิกลางตลาดเหมือนชาวกาลามะ แต่พบเสียงแข่งขันกันอยู่บนหน้าจอ อัลกอริทึมมักส่งเนื้อหาที่คล้ายกับสิ่งที่เราเคยดู จึงทำให้ข้อที่ว่าอย่าเชื่อเพราะ “ตรงกับความเห็นของตน” ทันสมัยอย่างน่าประหลาด เมื่อเห็นข้อมูลซ้ำบ่อย เราอาจรู้สึกว่าคนส่วนใหญ่คิดเหมือนเรา ทั้งที่กำลังอยู่ในวงข้อมูลแคบๆ

ก่อนแชร์ข่าว ลองหยุดดูต้นทาง วันที่ บริบท และหลักฐานประกอบ ถ้าเป็นเรื่องสุขภาพให้ดูคำแนะนำจากหน่วยงานหรือผู้เชี่ยวชาญที่รับผิดชอบโดยตรง ถ้าเป็นการเงินให้แยกผลตอบแทนที่โฆษณาออกจากความเสี่ยงและเงื่อนไขจริง หากเป็นข้อกล่าวหาควรหาคำชี้แจงของทุกฝ่าย ไม่ตัดสินจากคลิปสั้นที่ถูกตัดมาเพียงช่วงเดียว

ในที่ทำงาน หลักเดียวกันช่วยให้เราไม่รับคำสั่งเพราะตำแหน่งของผู้พูดเท่านั้น แต่ถามได้อย่างสุภาพว่าเป้าหมายคืออะไร มีข้อมูลรองรับหรือไม่ และผลลัพธ์กระทบใครบ้าง ส่วนในความสัมพันธ์ เราไม่จำเป็นต้องเชื่อทันทีว่าอีกฝ่ายไม่รักเพียงเพราะตอบข้อความช้า ควรแยกสิ่งที่เกิดขึ้นจริงออกจากเรื่องที่ใจอนุมานขึ้นเอง

วิธีใช้โดยไม่กลายเป็นคนระแวงทุกอย่าง

กาลามสูตรไม่ได้ชวนให้ใช้ชีวิตแบบไม่ไว้ใจใคร แต่ให้เปลี่ยนจากการเชื่อแบบอัตโนมัติเป็นการเชื่ออย่างรับผิดชอบ วิธีง่ายที่สุดคือหยุดสั้นๆ แล้วถามสามชั้นว่า ข้อมูลมาจากไหน เหตุผลและหลักฐานพอหรือยัง และหากเชื่อหรือทำตามแล้วใครจะได้รับผลกระทบ

เรายังควรตรวจแรงผลักในใจด้วย ข่าวนี้ทำให้เราอยากแชร์เพราะโกรธหรือไม่ ข้อเสนอนี้น่าดึงดูดเพราะความโลภหรือเปล่า เราปฏิเสธข้อมูลเพราะมันขัดกับฝ่ายที่เราเลือกหรือไม่ การเห็นอารมณ์ไม่ได้ทำให้ข้อมูลจริงหรือเท็จทันที แต่มันช่วยเตือนว่าเวลานี้วิจารณญาณของเราอาจกำลังถูกลากไป

ใจกลางของกาลามสูตรจึงไม่ใช่คำขวัญว่า “อย่าเชื่อใคร” แต่คืออย่ามอบสิทธิ์ตัดสินความจริงให้ข่าวลือ ประเพณี ตำรา ตรรกะ บุคลิกของผู้พูด หรือแม้แต่อคติของตนเพียงอย่างเดียว ให้ตรวจสอบเท่าที่ทำได้ รับฟังผู้รู้ ดูผลต่อชีวิตจริง และเลือกสิ่งที่ลดความโลภ ความเกลียดชัง ความหลง ตลอดจนการเบียดเบียนกัน

สำหรับชีวิตในเมืองที่ข้อมูลวิ่งเร็วกว่าสติ คำสอนนี้ไม่ได้ทำให้เรารู้ทุกเรื่องทันที แต่ช่วยให้ช้าพอที่จะไม่กลายเป็นเครื่องขยายข่าวลวง ความโกรธ และการตัดสินที่ทำร้ายคนอื่นโดยไม่จำเป็น นั่นคือเหตุผลที่คำสอนจากชุมชนเล็กๆ ในอดีตยังใช้ได้ตรงกับโลกบนหน้าจอในวันนี้

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
เรื่องดีดีมีทุกวัน's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 9 ครั้ง
เขียนโดย เรื่องดีดีมีทุกวัน
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
ความลับใต้สายน้ำ: ทำไม “สมบัติทองคำ” ใต้แม่น้ำเจ้าพระยาจึงไม่มีใครแตะต้องได้ทำไมสายเดี่ยวหลุดไหล่จึงดูมีเสน่ห์แบบไม่ตั้งใจเห็นทุกครั้งแต่แทบไม่เคยสนใจ หลักกิโลเมตรข้างถนนมีไว้ทำอะไรอำเภอที่เสี่ยงพบทุ่นระเบิดมากที่สุด อันดับที่หนึ่งของประเทศไทยEV Bus ฟรีในลำพูนช่วยลดค่าน้ำมันได้เท่าไรขนบนร่างกายมนุษย์มีไว้ทำไมประเทศที่บินเข้าประเทศไทยมากที่สุด อันดับที่ 1 ของโลกไม่ใช่จีน! ประเทศนี้ส่งคนมาเที่ยวไทยกว่า 4.5 ล้านคนเปิด 5 ห้างที่เงินสะพัดมากที่สุดในไทย อันดับ 1 คนเดินวันละหลักแสนร้านค้าควรรับมืออย่างไรเมื่อโครงการก่อสร้างบังทางเข้าAI วิเคราะห์สถิติเลขท้าย 3 ตัวบนและเลขท้าย 2 ตัวล่าง งวด 16 ก.ย.69ทำไมท่าจับจี้สร้อยคอจึงดึงดูดสายตา
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
เสื้อคอเต่าแขนกุดดูแพงได้อย่างไรอำเภอที่เสี่ยงพบทุ่นระเบิดมากที่สุด อันดับที่หนึ่งของประเทศไทย
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
อำเภอไหนมีศาลเจ้าจีนและมูลนิธิกู้ภัยจีนหนาแน่นที่สุด8 ซองจดหมายและไปรษณียบัตรประวัติศาสตร์ ที่มีการประมูลราคาสูง ทำไมท่าจับจี้สร้อยคอจึงดึงดูดสายตาทำไมสายเดี่ยวหลุดไหล่จึงดูมีเสน่ห์แบบไม่ตั้งใจ
ตั้งกระทู้ใหม่