หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

สัตว์แตกตื่นอย่ามัวถ่ายคลิป! 5 พฤติกรรมผิดปกติ รู้ไว้ก่อนภัยมา แต่ยังทำนายไม่ได้

เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า

 

เมื่อครู่นี้ ผู้เขียนได้อ่านบทความหนึ่งเกี่ยวกับพฤติกรรมของสัตว์ก่อนเกิดภัยธรรมชาติ แล้วเกิดคำถามขึ้นมาว่า หากวันหนึ่งเราเห็นฝูงสัตว์จำนวนมากกำลังแตกตื่น วิ่งหนี บินหนี หรือเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างผิดสังเกต เราควรหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายคลิป หรือควรรีบถอยออกจากพื้นที่เสียก่อน?

คำถามนี้อาจฟังดูเหมือนเรื่องไกลตัว แต่ในยุคที่โทรศัพท์มือถืออยู่ในมือแทบตลอดเวลา เหตุการณ์ผิดปกติที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วินาทีสามารถกลายเป็นคลิปไวรัลได้ภายในเวลาไม่นาน โดยเฉพาะภาพสัตว์จำนวนมากวิ่งหนีอย่างพร้อมเพรียงกัน หรือสัตว์ทะเลขึ้นมาเกยตื้นเป็นจำนวนมาก

ทันทีที่คลิปเหล่านี้ปรากฏขึ้น มักตามมาด้วยคำถามเดิม ๆ ว่า

“สัตว์กำลังรู้อะไรบางอย่างหรือไม่?”

“มันกำลังหนีแผ่นดินไหวหรือสึนามิหรือเปล่า?”

“หรือจริง ๆ แล้วสัตว์มีประสาทสัมผัสที่มนุษย์ไม่มี?”

เรื่องนี้มีทั้งส่วนที่น่าสนใจและส่วนที่ต้องระวังอย่างมาก เพราะแม้สัตว์หลายชนิดจะมีประสาทสัมผัสที่ละเอียดกว่ามนุษย์ และอาจรับรู้การเปลี่ยนแปลงบางอย่างของสภาพแวดล้อมได้ก่อนที่มนุษย์จะสังเกต แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันยังไม่สนับสนุนข้อสรุปว่า เราสามารถดูพฤติกรรมของสัตว์แล้วทำนายได้ว่า “อีกไม่กี่ชั่วโมงจะเกิดแผ่นดินไหว” หรือ “สึนามิกำลังจะมา”

 

สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ หรือ USGS ระบุว่า มีรายงานเกี่ยวกับสัตว์แสดงพฤติกรรมผิดปกติก่อนเกิดแผ่นดินไหวมาเป็นเวลานาน ตั้งแต่สัตว์เลี้ยง ปลา นก สัตว์เลื้อยคลาน ไปจนถึงแมลง แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีรูปแบบพฤติกรรมของสัตว์ชนิดใดที่สามารถทำซ้ำได้อย่างสม่ำเสมอและน่าเชื่อถือจนใช้เป็นเครื่องมือทำนายแผ่นดินไหวได้

นี่จึงเป็นเรื่องที่ต้องแยกให้ออกระหว่างคำว่า “รับรู้ก่อนมนุษย์” กับ “ทำนายอนาคตได้”

สองเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

และนี่คือ 5 พฤติกรรมสัตว์ที่หากพบเห็นก็ควรเพิ่มความระมัดระวัง แต่ไม่ควรตีความเกินกว่าหลักฐานที่มี

1. สัตว์ใหญ่แตกตื่น วิ่งหนี หรือเคลื่อนตัวออกจากพื้นที่พร้อมกัน

ภาพสัตว์ขนาดใหญ่จำนวนมากวิ่งออกจากพื้นที่อย่างกะทันหัน เป็นหนึ่งในภาพที่สร้างความรู้สึกว่า “ต้องมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นแน่ ๆ”

โดยเฉพาะช้างซึ่งมีประสาทสัมผัสที่น่าสนใจและสามารถรับรู้เสียงความถี่ต่ำได้ดี เรื่องราวเกี่ยวกับช้างกับภัยธรรมชาติจึงถูกพูดถึงอยู่บ่อยครั้ง

หลังเหตุการณ์สึนามิในมหาสมุทรอินเดียเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 มีรายงานเกี่ยวกับช้างในประเทศไทยที่มีพฤติกรรมเคลื่อนตัวออกจากบริเวณชายฝั่งก่อนคลื่นสึนามิจะเข้าถึงพื้นที่ เรื่องนี้ถูกนำมาเล่าต่อกันอย่างกว้างขวาง และกลายเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ทำให้ผู้คนเชื่อว่าสัตว์อาจรับรู้ภัยพิบัติได้ก่อนมนุษย์

เอกสารให้ความรู้ด้านสึนามิของ NOAA ก็เคยกล่าวถึงรายงานพฤติกรรมสัตว์ในประเทศไทยหลังเหตุการณ์สึนามิปี 2547 เช่นกัน แต่การมีรายงานเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าได้พิสูจน์แล้วว่าช้างหรือสัตว์ชนิดอื่นสามารถทำนายสึนามิได้อย่างเป็นระบบ

สิ่งที่วิทยาศาสตร์อธิบายได้ชัดเจนกว่าคือ สัตว์บางชนิดมีความไวต่อแรงสั่นสะเทือนและเสียงมากกว่ามนุษย์

กรณีแผ่นดินไหวเป็นตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจน

เมื่อเกิดแผ่นดินไหว คลื่นไหวสะเทือนชนิด P-wave จะเดินทางออกจากจุดกำเนิดด้วยความเร็วสูงและมาถึงก่อนคลื่น S-wave ซึ่งโดยทั่วไปก่อให้เกิดการสั่นสะเทือนที่มนุษย์รู้สึกได้ชัดกว่า

USGS อธิบายว่า มนุษย์จำนวนมากอาจไม่ทันรู้สึกถึง P-wave ที่มีขนาดเล็กกว่าในช่วงแรก แต่สัตว์ที่มีประสาทสัมผัสไวกว่าอาจรับรู้แรงสั่นสะเทือนนั้นได้ ทำให้สัตว์มีปฏิกิริยาก่อนมนุษย์เพียงไม่กี่วินาทีหรือช่วงเวลาสั้น ๆ

จุดนี้สำคัญมาก

เพราะการที่ช้างหรือสัตว์อื่นวิ่งหนี หลังจากแผ่นดินไหวเริ่มขึ้นแล้ว แต่ก่อนมนุษย์จะรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนรุนแรง ไม่ใช่การทำนายแผ่นดินไหวล่วงหน้าหลายชั่วโมงหรือหลายวัน

ดังนั้น หากเห็นสัตว์ใหญ่จำนวนมากวิ่งหนีโดยไม่ทราบสาเหตุ อย่าเข้าไปขวาง อย่าวิ่งตาม และอย่ายืนอยู่ตรงเส้นทางที่สัตว์กำลังเคลื่อนตัว

เพราะไม่ว่าสาเหตุจะเป็นแผ่นดินไหว ผู้ล่า ไฟป่า เสียงระเบิด หรือสิ่งรบกวนอื่น สัตว์ที่กำลังตกใจก็สามารถเปลี่ยนทิศทางและทำอันตรายคนที่อยู่ใกล้ได้

ถอยออกมาอยู่ในจุดปลอดภัยก่อน แล้วค่อยหาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้น

2. สุนัขเห่าไม่หยุด แมวซ่อนตัว หรือสัตว์เลี้ยงกระวนกระวายผิดปกติ

อีกพฤติกรรมหนึ่งที่มักถูกนำมาเชื่อมโยงกับแผ่นดินไหวก็คือสัตว์เลี้ยง

บางบ้านอาจพบว่าสุนัขเดินวน เห่าอย่างต่อเนื่อง แมวพยายามหาที่ซ่อน หรือสัตว์เลี้ยงบางตัวพยายามหนีออกจากบริเวณเดิม

เมื่อเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนแผ่นดินไหว ผู้คนจึงมักย้อนกลับมามองว่า “มันรู้ก่อนหรือเปล่า?”

แต่ปัญหาคือ สัตว์เปลี่ยนพฤติกรรมได้จากสาเหตุจำนวนมาก

เสียงที่มนุษย์ไม่ได้ยิน

กลิ่นที่มนุษย์ไม่รู้สึก

แรงสั่นสะเทือนขนาดเล็ก

สัตว์ตัวอื่นที่อยู่บริเวณใกล้เคียง

ความเครียด

สภาพอากาศ

หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ภายในบ้าน

ทั้งหมดสามารถทำให้สัตว์แสดงอาการกระวนกระวายได้

USGS จึงระบุอย่างชัดเจนว่า แม้มีการบันทึกกรณีสัตว์แสดงพฤติกรรมผิดปกติก่อนแผ่นดินไหว แต่ยังไม่มีความสัมพันธ์ที่ทำซ้ำได้ระหว่างพฤติกรรมเฉพาะของสัตว์กับการเกิดแผ่นดินไหว

พูดง่าย ๆ ก็คือ

สุนัขเห่า ไม่ได้แปลว่าแผ่นดินไหวกำลังจะเกิด

แมวซ่อนตัว ไม่ได้แปลว่าสึนามิกำลังจะมา

และการเห็นสัตว์เลี้ยงกระวนกระวายเพียงตัวเดียวไม่ควรทำให้เจ้าของรีบอพยพหรือเผยแพร่ข้อมูลว่าเกิดภัยพิบัติแน่นอน

อย่างไรก็ตาม หากสัตว์เลี้ยงหลายตัวในพื้นที่เดียวกันมีอาการผิดปกติพร้อมกัน และในเวลาเดียวกันมนุษย์เองก็พบความผิดปกติอื่น เช่น ได้ยินเสียงแปลก ๆ รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน หรือมีเหตุการณ์ทางธรรมชาติเกิดขึ้น การเพิ่มความระมัดระวังก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย

เพียงแต่ต้องไม่กระโดดไปสรุปว่า “สัตว์ทำนายภัยได้”

3. ฝูงนกบินแตกกระเจิงพร้อมกัน อย่าเพิ่งคิดว่าแผ่นดินไหวกำลังมา

ใครที่เคยเห็นฝูงนกจำนวนมากบินขึ้นพร้อมกันจะเข้าใจดีว่า ภาพดังกล่าวดูผิดปกติและน่าตื่นเต้นเพียงใด

บางครั้งนกทั้งฝูงอาจบินขึ้นพร้อมกันราวกับมีใครส่งสัญญาณ บางครั้งเปลี่ยนทิศทางอย่างฉับพลัน หรือบินหนีออกจากพื้นที่ในเวลาเดียวกัน

คำถามคือ นกกำลังรับรู้สิ่งที่มนุษย์ไม่รู้หรือไม่?

คำตอบที่ระมัดระวังที่สุดคือ นกอาจตอบสนองต่อสิ่งเร้าบางอย่างที่มนุษย์ไม่ทันสังเกต แต่เราไม่สามารถใช้พฤติกรรมดังกล่าวเป็นหลักฐานว่ากำลังจะเกิดแผ่นดินไหว

นกอาจบินแตกฝูงเพราะผู้ล่า เสียงดัง การเปลี่ยนแปลงของลม การรบกวนจากมนุษย์ สภาพอากาศ หรือปัจจัยเกี่ยวกับอาหารและถิ่นอาศัย

ปัญหาสำคัญของเรื่องสัตว์กับภัยพิบัติคือ เรามักจดจำเหตุการณ์ที่ “เกิดขึ้นตรงกัน” ได้ดี

ตัวอย่างเช่น วันนี้เห็นนกบินแตกฝูง แล้วพรุ่งนี้เกิดแผ่นดินไหว เราอาจจำเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี

แต่ถ้าเห็นนกบินแตกฝูง 100 ครั้ง และไม่มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้น 99 ครั้ง เราอาจไม่ได้สนใจเหตุการณ์เหล่านั้นเลย

นี่คือเหตุผลว่าทำไมการสังเกตเพียงเหตุการณ์เดียวจึงไม่เพียงพอสำหรับการสร้างระบบพยากรณ์

การศึกษาพฤติกรรมสัตว์ก่อนแผ่นดินไหวจึงจำเป็นต้องมีข้อมูลจำนวนมาก มีการเปรียบเทียบกับช่วงเวลาที่ไม่มีแผ่นดินไหว และต้องสามารถทำซ้ำได้

USGS ระบุว่าความเชื่อมโยงระหว่างพฤติกรรมสัตว์กับแผ่นดินไหวยังไม่สามารถพิสูจน์ให้เป็นรูปแบบที่ทำซ้ำได้อย่างน่าเชื่อถือ

ดังนั้น หากเห็นฝูงนกบินแตกกระเจิง อย่าเพิ่งแชร์ข้อความว่า “สัตว์กำลังเตือนภัย”

แต่ให้มองว่าเป็นหนึ่งในสิ่งที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ และหากมีสัญญาณผิดปกติอื่นร่วมด้วยจึงค่อยเพิ่มระดับความระมัดระวัง

4. งู หนู แมลง หรือสัตว์ใต้ดินออกมาจำนวนมาก

เรื่องสัตว์ใต้ดินออกจากโพรงก่อนแผ่นดินไหวเป็นหนึ่งในตำนานที่เก่าแก่ที่สุดเกี่ยวกับสัตว์กับภัยธรรมชาติ

USGS ระบุว่า เรื่องเล่าเกี่ยวกับสัตว์แสดงพฤติกรรมผิดปกติก่อนแผ่นดินไหวมีมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ โดยมีการกล่าวถึงหนู พังพอน งู และตะขาบที่ออกจากที่อยู่อาศัยก่อนเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปี 373 ก่อนคริสตกาล

แต่เรื่องเล่าที่มีอายุหลายพันปีไม่ได้หมายความว่าเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

สัตว์ที่อาศัยอยู่ใต้ดินสามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมได้หลายอย่าง

ดินมีความชื้นมากขึ้น

น้ำท่วมโพรง

อุณหภูมิเปลี่ยน

แหล่งอาหารลดลง

เกิดการรบกวนจากมนุษย์

มีผู้ล่าเข้ามา

หรือถิ่นอาศัยถูกทำลาย

ทั้งหมดสามารถผลักดันให้สัตว์ออกจากที่ซ่อนพร้อมกันได้

ยิ่งไปกว่านั้น แม้จะมีงานวิจัยของ USGS ในอดีตที่ศึกษาพฤติกรรมสัตว์ก่อนแผ่นดินไหวโดยตรง แต่ผลการศึกษาก็ไม่ได้สนับสนุนให้ใช้พฤติกรรมสัตว์เป็นเครื่องมือพยากรณ์โดยตรง เพราะแม้ในเหตุการณ์ที่พบพฤติกรรมผิดปกติ สัตว์ส่วนใหญ่ก็ยังมีพฤติกรรมตามปกติ ทำให้สัญญาณมีความคลาดเคลื่อนสูง

นี่เป็นข้อจำกัดสำคัญมาก

เพราะระบบเตือนภัยที่ดีต้องสามารถบอกได้ว่า “เมื่อสัญญาณนี้เกิดขึ้น ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจริง”

ไม่ใช่ “บางครั้งเมื่อสัญญาณนี้เกิดขึ้นจึงมีภัยตามมา”

ดังนั้น หากเห็นงูหรือสัตว์จำนวนมากออกจากโพรง สิ่งที่ควรทำคือระวังตัวและมองหาสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ แต่ไม่ควรประกาศทันทีว่าแผ่นดินไหวกำลังจะเกิด

และหากเป็นสัตว์ที่อาจมีอันตราย การถอยออกมาให้ห่างคือทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าการเข้าไปถ่ายคลิปอย่างมาก

5. ปลา วาฬ โลมา หรือสัตว์ทะเลขึ้นฝั่งผิดปกติ อย่าเพิ่งประกาศว่า “สึนามิมาแน่”

มาถึงพฤติกรรมที่สร้างความตื่นตระหนกได้มากที่สุด นั่นคือสัตว์ทะเลจำนวนมากเข้ามาใกล้ชายฝั่งหรือเกยตื้น

ภาพวาฬ โลมา หรือปลาจำนวนมากอยู่บนชายหาดอาจทำให้หลายคนคิดทันทีว่า สัตว์เหล่านี้กำลังหนีภัยบางอย่างจากใต้ทะเล

แต่การเกยตื้นของสัตว์ทะเลสามารถเกิดจากหลายปัจจัย และไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่าจะเกิดสึนามิ

การบาดเจ็บ การเจ็บป่วย การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ปัจจัยด้านอาหาร กระแสน้ำ หรือสาเหตุทางธรรมชาติและมนุษย์อื่น ๆ ล้วนเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของสัตว์ทะเลได้

ดังนั้น หากพบสัตว์ทะเลจำนวนมากเกยตื้น สิ่งที่ควรทำคืออยู่ห่างจากสัตว์และแจ้งเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานด้านสัตว์ทะเลในพื้นที่ ไม่ควรเข้าไปจับ ดึง หรือผลักสัตว์กลับลงทะเลด้วยตัวเอง โดยเฉพาะสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ที่สามารถสะบัดตัวหรือทำให้ผู้เข้าใกล้ได้รับบาดเจ็บได้

ที่สำคัญกว่านั้น หากเหตุการณ์สัตว์ทะเลผิดปกติเกิดขึ้นพร้อมกับ แผ่นดินไหวรุนแรง น้ำทะเลลดหรือเพิ่มอย่างรวดเร็ว หรือเสียงคำรามผิดปกติจากทะเล เรื่องนี้ไม่ควรรอพิสูจน์จากสัตว์อีกต่อไป

เพราะนี่คือสัญญาณธรรมชาติของสึนามิที่ NOAA แนะนำให้ประชาชนจดจำ

จุดที่คนมักเข้าใจผิดที่สุด “สัตว์รับรู้ก่อน” ไม่เท่ากับ “สัตว์ทำนายได้”

ประเด็นนี้อาจเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของเรื่องทั้งหมด

ลองนึกภาพว่าเกิดแผ่นดินไหวขึ้นใต้พื้นดิน

คลื่น P-wave เริ่มเดินทางออกมาก่อน

สัตว์บางชนิดสามารถรับรู้แรงสั่นสะเทือนเล็ก ๆ ได้

จากนั้นคลื่นที่ก่อแรงสั่นสะเทือนรุนแรงกว่าจึงมาถึง

มนุษย์เริ่มรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน

หากมองจากเหตุการณ์นี้ อาจดูเหมือนว่าสัตว์ “รู้ก่อนมนุษย์”

แต่ในความเป็นจริง แผ่นดินไหวเกิดขึ้นแล้ว

นี่ไม่ใช่การทำนายอนาคต

USGS อธิบายตรงกันว่า สัตว์บางชนิดอาจรู้สึกถึง P-wave ก่อนมนุษย์และมีปฏิกิริยาก่อนแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงกว่าจะมาถึงเพียงไม่กี่วินาที

ในทางกลับกัน หากมีคนกล่าวว่า “สุนัขตัวนี้รู้ล่วงหน้าสามวันว่าแผ่นดินไหวจะเกิด” คำกล่าวเช่นนี้ต้องใช้หลักฐานอีกระดับหนึ่ง

เพราะการทำนายแผ่นดินไหวที่แท้จริงต้องสามารถระบุเวลา สถานที่ และขนาดของเหตุการณ์ได้อย่างน่าเชื่อถือ

และ USGS ระบุว่า ปัจจุบันยังไม่มีวิธีที่สามารถทำนายแผ่นดินไหวแบบนั้นได้

ดังนั้นจึงไม่ควรเอาคลิปสัตว์เพียงคลิปเดียวมาแทนที่ระบบตรวจวัดแผ่นดินไหวหรือคำเตือนจากหน่วยงานทางวิทยาศาสตร์

แล้วทำไมเรื่องสัตว์เตือนภัยจึงถูกพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า?

เหตุผลหนึ่งคือมนุษย์เองก็เป็นสัตว์ที่พยายามมองหารูปแบบ

เมื่อเกิดเหตุการณ์ใหญ่ เรามักย้อนกลับไปค้นหาสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้า

ใครบางคนอาจจำได้ว่าสุนัขเห่า

อีกคนจำได้ว่านกบินหนี

อีกคนเห็นงูออกจากโพรง

อีกคนพบว่าช้างเคลื่อนตัวขึ้นพื้นที่สูง

เมื่อเรื่องราวเหล่านี้ถูกนำมาต่อกัน มันจึงดูเหมือนว่าธรรมชาติกำลังส่งข้อความเตือนมนุษย์

แต่การพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ต้องไปไกลกว่านั้น

เราต้องรู้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหนเมื่อไม่มีแผ่นดินไหว

เกิดขึ้นบ่อยแค่ไหนก่อนแผ่นดินไหว

สัตว์ชนิดเดียวกันมีปฏิกิริยาเหมือนกันหรือไม่

สัตว์จำนวนมากในเหตุการณ์เดียวกันแสดงพฤติกรรมเหมือนกันหรือไม่

และที่สำคัญที่สุดคือสามารถทำซ้ำผลลัพธ์ได้หรือไม่

งานศึกษาของ USGS เกี่ยวกับประเด็นนี้พบว่า พฤติกรรมสัตว์ผิดปกติอาจเกิดขึ้นก่อนแผ่นดินไหวบางเหตุการณ์ แต่ไม่ใช่ส่วนใหญ่ และแม้ในเหตุการณ์ที่พบพฤติกรรมผิดปกติ สัตว์ส่วนใหญ่ก็ยังมีพฤติกรรมตามปกติ ทำให้การนำสัญญาณดังกล่าวไปใช้ทำนายแผ่นดินไหวโดยตรงมีข้อจำกัดสูง

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคำว่า “สัตว์รู้ก่อน” ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง

แต่ถ้าอยู่ริมทะเล เรื่องหนึ่งที่ไม่ควรรอสัตว์คือ “สึนามิ

หากอยู่ริมทะเลแล้วรู้สึกถึงแผ่นดินไหวรุนแรงจนยืนได้ลำบาก หรือเป็นการสั่นสะเทือนที่กินเวลานาน อย่ารอให้เห็นสัตว์วิ่งหนี

ให้คิดถึงความเป็นไปได้ของสึนามิและเตรียมออกจากพื้นที่ชายฝั่ง

NOAA ระบุสัญญาณธรรมชาติสำคัญของสึนามิไว้หลายประการ ได้แก่ แผ่นดินไหวรุนแรง ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างรวดเร็วผิดปกติ และเสียงคำรามดังผิดปกติจากทะเล

สิ่งที่น่ากลัวคือ สึนามิอาจมาถึงชายฝั่งก่อนที่จะมีเวลาเพียงพอสำหรับการรอประกาศเตือนอย่างเป็นทางการในบางพื้นที่

เพราะฉะนั้น หากพบสัญญาณธรรมชาติที่ชัดเจน อย่ารอให้สัตว์เป็นผู้ยืนยัน

ให้รีบออกจากชายฝั่งและไปยังพื้นที่สูงหรือพื้นที่ปลอดภัย

และอย่าลงไปดูบริเวณที่น้ำทะเลลดลงผิดปกติ

อย่าลงไปเก็บปลา

อย่าลงไปถ่ายภาพ

อย่ายืนรอดูว่าคลื่นจะสูงแค่ไหน

เพราะสิ่งที่ดูเหมือนเป็นทะเลที่ “ถอยออกไป” อาจเป็นสัญญาณอันตรายที่กำลังจะตามมา

NOAA ยังเตือนด้วยว่า สึนามิไม่ได้มีเพียงคลื่นเดียว และคลื่นลูกแรกไม่จำเป็นต้องเป็นลูกที่ใหญ่ที่สุดหรืออันตรายที่สุด คลื่นสามารถเข้ามาต่อเนื่องเป็นเวลาหลายชั่วโมงได้

ดังนั้น เมื่ออพยพแล้วก็ไม่ควรรีบกลับลงไปชายฝั่งจนกว่าเจ้าหน้าที่จะประกาศว่าปลอดภัย

ถ้าเห็นสัตว์แตกตื่น สิ่งแรกที่ควรทำคืออะไร?

คำตอบอาจง่ายกว่าที่คิด

อย่าเข้าไปใกล้

อย่าขวางทาง

อย่าไล่ตาม

และหากสถานการณ์มีสัญญาณอันตรายอื่นร่วมด้วย อย่ามัวแต่ถ่ายคลิป

การถ่ายคลิปไม่ใช่เรื่องผิด หากอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อคนยอมเอาตัวเองเข้าไปอยู่ใกล้เหตุการณ์เพียงเพื่อให้ได้ภาพที่คนอื่นยังไม่มี

สัตว์ที่กำลังตกใจไม่รู้ว่าคนที่ถือโทรศัพท์กำลังจะทำอะไร

ช้างที่กำลังหนีอาจวิ่งผ่านคน

ฝูงสัตว์อาจเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน

สัตว์ทะเลขนาดใหญ่อาจสะบัดตัว

สัตว์ป่าอาจกัดหรือทำร้ายคนที่เข้าใกล้

และหากเกิดภัยธรรมชาติจริง เวลาที่เสียไปกับการถ่ายคลิปอาจมีค่ามากกว่าที่เราคิด

คลิปหนึ่งอาจสร้างยอดเข้าชมได้หลายแสนครั้ง

แต่ยอดเข้าชมไม่สามารถช่วยคนที่อยู่ในพื้นที่อันตรายได้

สรุปแล้ว 5 พฤติกรรมสัตว์นี้เป็น “สัญญาณเตือนภัย” หรือไม่?

คำตอบคือ อาจเป็นเหตุให้เราสังเกตสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่ยังไม่ใช่ระบบเตือนภัยธรรมชาติ

สัตว์ใหญ่แตกตื่นอาจเกิดจากแรงสั่นสะเทือน เสียง ผู้ล่า หรือสิ่งรบกวน

สัตว์เลี้ยงกระวนกระวายอาจตอบสนองต่อเสียง กลิ่น แรงสั่น หรือความเครียด

นกบินแตกฝูงอาจกำลังหนีผู้ล่า เสียง หรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ

สัตว์ใต้ดินออกจากโพรงอาจตอบสนองต่อความชื้น น้ำ อุณหภูมิ หรือสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง

ส่วนสัตว์ทะเลเกยตื้นอาจเกิดจากปัจจัยหลายประการและไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่าสึนามิกำลังจะมา

สิ่งที่วิทยาศาสตร์ยืนยันได้ในขณะนี้คือ สัตว์บางชนิดมีประสาทสัมผัสที่ไวมาก และสามารถรับรู้สิ่งเร้าบางอย่างที่มนุษย์ไม่ทันรับรู้ โดยเฉพาะแรงสั่นสะเทือนในช่วงที่แผ่นดินไหวเริ่มเกิดขึ้นแล้ว

แต่ ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะใช้พฤติกรรมสัตว์เป็นเครื่องมือทำนายแผ่นดินไหวล่วงหน้าอย่างแม่นยำ

ดังนั้น หากวันหนึ่งเห็นสัตว์จำนวนมากวิ่งหนีอย่างผิดปกติ อย่าเพิ่งคิดว่ามันกำลังทำนายอนาคต

แต่ก็อย่าเข้าไปใกล้เพื่อพิสูจน์

ให้ถอยออกมา สังเกตสภาพแวดล้อม ตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ และหากพบสัญญาณภัยที่ชัดเจน ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำด้านความปลอดภัยทันที

โดยเฉพาะคนที่อยู่ชายฝั่ง หากรู้สึกถึงแผ่นดินไหวรุนแรง เห็นน้ำทะเลลดหรือเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือได้ยินเสียงคำรามผิดปกติจากทะเล สิ่งที่ควรทำไม่ใช่ยืนมองว่าสัตว์จะหนีหรือไม่

แต่ต้องหนีออกจากชายฝั่ง

เพราะในสถานการณ์จริง สิ่งที่ช่วยชีวิตเราไม่ใช่การเดาว่าสัตว์กำลังคิดอะไร

แต่คือการรู้ว่า สัญญาณอันตรายที่เชื่อถือได้คืออะไร และเมื่อเห็นแล้วต้องทำอย่างไร

และบางครั้ง การตัดสินใจวางโทรศัพท์ลงแล้ววิ่งไปยังพื้นที่ปลอดภัย อาจเป็นภาพที่ไม่มีใครได้ถ่ายไว้เลย

แต่กลับเป็นภาพที่สำคัญที่สุดในชีวิตของคนคนหนึ่ง

ในมุมมองของผู้เขียนเห็นว่า เรื่องสัตว์กับภัยธรรมชาติเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะสัตว์จำนวนมากมีประสาทสัมผัสที่แตกต่างจากมนุษย์ และบางชนิดสามารถรับรู้เสียง แรงสั่นสะเทือน กลิ่น หรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมได้ละเอียดกว่าที่เราคาดคิด จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่บางครั้งสัตว์จะมีปฏิกิริยาต่อสิ่งที่มนุษย์ยังไม่ทันสังเกต

แต่สิ่งที่ผู้เขียนอยากให้ระวังมากที่สุดคือ อย่าเปลี่ยนคำว่า “สัตว์อาจรับรู้บางอย่างได้” ให้กลายเป็น “สัตว์ทำนายภัยพิบัติได้” เพราะสองประโยคนี้มีความหมายแตกต่างกันอย่างมาก

พฤติกรรมสัตว์ควรเป็นเพียงเหตุผลให้เราหันมาสังเกตธรรมชาติมากขึ้น ไม่ใช่เครื่องมือสำหรับฟันธงว่าแผ่นดินไหวจะเกิดเมื่อใด หรือสึนามิกำลังจะมาเมื่อไร

โดยเฉพาะในยุคที่ทุกคนมีโทรศัพท์มือถืออยู่ในมือ ผู้เขียนเห็นว่าความปลอดภัยควรมาก่อนยอดวิวเสมอ หากเห็นสัตว์แตกตื่นโดยไม่มีสาเหตุ ควรอยู่ห่างจากมันและตรวจสอบสถานการณ์ แต่หากมีสัญญาณภัยที่มนุษย์รับรู้ได้ชัดเจน เช่น แผ่นดินไหวรุนแรง น้ำทะเลลดหรือเพิ่มอย่างรวดเร็ว หรือได้ยินเสียงผิดปกติจากทะเล ก็ไม่ควรรอให้สัตว์เป็นผู้ยืนยันอีกต่อไป

เพราะธรรมชาติอาจไม่ได้ให้เวลามนุษย์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายคลิปเสมอไป

ในบางสถานการณ์ การตัดสินใจเพียงครั้งเดียวว่า “จะยืนถ่ายต่อ หรือจะรีบออกจากพื้นที่” อาจมีความหมายมากกว่าคลิปหนึ่งคลิปตลอดชีวิต


แหล่งที่มาของข้อมูล :

U.S. Geological Survey (USGS) — ข้อมูลเรื่อง “Animals & Earthquake Prediction” ระบุว่า มีรายงานสัตว์หลายชนิดแสดงพฤติกรรมผิดปกติก่อนแผ่นดินไหว แต่ยังไม่พบรูปแบบที่สม่ำเสมอและน่าเชื่อถือเพียงพอสำหรับใช้ทำนายแผ่นดินไหว โดย USGS อธิบายเพิ่มเติมว่าสัตว์บางชนิดอาจรับรู้ P-wave ซึ่งมาถึงก่อนคลื่นที่ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนรุนแรงกว่า จึงอาจมีปฏิกิริยาก่อนมนุษย์เพียงช่วงเวลาสั้น ๆ

U.S. Geological Survey (USGS) — ข้อมูลคำถาม “Can animals predict earthquakes?” ระบุว่ายังไม่มีวิธีที่ได้รับการพิสูจน์ว่าสามารถใช้พฤติกรรมสัตว์ทำนายแผ่นดินไหวได้อย่างน่าเชื่อถือ และการทำนายแผ่นดินไหวอย่างแท้จริงจำเป็นต้องระบุเวลา สถานที่ และขนาดของเหตุการณ์ ซึ่งปัจจุบันยังไม่สามารถทำได้อย่างแม่นยำ

U.S. Geological Survey (USGS) — “Earthquake Facts & Earthquake Fantasy” ระบุโดยตรงว่า การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของสัตว์ไม่สามารถนำมาใช้ทำนายแผ่นดินไหวได้ เพราะแม้จะมีกรณีบันทึกพฤติกรรมผิดปกติก่อนแผ่นดินไหว แต่ยังไม่สามารถพิสูจน์ความสัมพันธ์ที่เกิดซ้ำได้อย่างสม่ำเสมอ

U.S. Geological Survey Open-File Report 81-378 — งานศึกษาพฤติกรรมสัตว์ก่อนแผ่นดินไหว ซึ่งรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมสัตว์ทั้งก่อนและหลังเหตุการณ์ โดยพบว่าพฤติกรรมผิดปกติอาจเกิดขึ้นก่อนแผ่นดินไหวบางเหตุการณ์ แต่ไม่ใช่ส่วนใหญ่ และแม้ในเหตุการณ์ที่พบพฤติกรรมผิดปกติ สัตว์ส่วนใหญ่ก็ยังมีพฤติกรรมตามปกติ ทำให้การใช้พฤติกรรมสัตว์โดยตรงเพื่อพยากรณ์แผ่นดินไหวยังมีข้อจำกัดสูง

National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA) — ข้อมูลด้านการรับรู้ภัยสึนามิ ระบุสัญญาณธรรมชาติที่ควรระวัง ได้แก่ แผ่นดินไหวรุนแรงหรือนานผิดปกติ การเพิ่มขึ้นหรือลดลงของน้ำทะเลอย่างรวดเร็ว และเสียงคำรามผิดปกติจากทะเล หากพบสัญญาณดังกล่าวบริเวณชายฝั่งควรรีบเคลื่อนตัวไปยังพื้นที่สูงหรือออกห่างจากชายฝั่ง

NOAA Ocean Today — ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าสึนามิอาจเข้าฝั่งในลักษณะน้ำท่วมอย่างรวดเร็ว และสามารถเกิดคลื่นต่อเนื่องหลายระลอกเป็นเวลาหลายชั่วโมง โดยคลื่นลูกแรกไม่จำเป็นต้องเป็นคลื่นที่ใหญ่ที่สุดหรืออันตรายที่สุด จึงไม่ควรกลับเข้าสู่พื้นที่ชายฝั่งจนกว่าเจ้าหน้าที่จะประกาศว่าปลอดภัย

 

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
หนึ่งล้านเรื่องเล่า's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 24 ครั้ง
เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า
นักเขียนคอนเทนต์เชิงวิเคราะห์ด้านพฤติกรรมชีวิต สุขภาพ และสังคมเน้นการตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่ง พร้อมถ่ายทอดให้อ่านง่าย เข้าใจเร็ว และนำไปใช้ได้จริง
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
ไม่ใช่จีน! ประเทศนี้ส่งคนมาเที่ยวไทยกว่า 4.5 ล้านคนตะลึงกลางกุฏิ “ทิดโชติ”! ค้นหาหลักฐานเจอวัตถุคล้ายทองคำแท่ง น้ำหนักหลายบาท มูลค่าหลายล้าน ชาวเน็ตแห่ตั้งคำถาม เก็บไว้ทำอะไรกันแน่ประเทศที่บินเข้าประเทศไทยมากที่สุด อันดับที่ 1 ของโลกมาไวเกิน! “หนุ่ม กรรชัย” เปิดภาพเหรียญ AI ล้อคดี “หลวงพ่ออติโชติ” ชาวเน็ตจัดให้สารพัดรุ่น จาก “เหนือโต๊ะปฐพี” ไปจนถึง “รุ่นกินบนโต๊ะ”สรุปให้ฟัง F1 เขาแข่งกันยังไง เก็บคะแนนแบบไหน อ่านจบดูรู้เรื่องเลย!AI วิเคราะห์สถิติเลขท้าย 3 ตัวบนและเลขท้าย 2 ตัวล่าง งวด 16 ก.ย.69ความลับใต้สายน้ำ: ทำไม “สมบัติทองคำ” ใต้แม่น้ำเจ้าพระยาจึงไม่มีใครแตะต้องได้ทำไม “คลิปจับชู้” ถึงทำให้คนหยุดดู? เพราะมันไม่ได้มีแค่เรื่องนอกใจ แต่มีทั้งความลับและจุดหักมุมในคลิปเดียวเดือดสนั่นโซเชียล! “ทำบุญกับโรงพยาบาล” ได้บุญกว่าทำบุญกับวัดจริงหรือ หลังข่าวจับอดีตเจ้าอาวาสวัดดัง ปมเงินวัดกว่า 92 ล้านเปิด 5 ห้างที่เงินสะพัดมากที่สุดในไทย อันดับ 1 คนเดินวันละหลักแสนเห็นทุกครั้งแต่แทบไม่เคยสนใจ หลักกิโลเมตรข้างถนนมีไว้ทำอะไรมีอะไรอยู่ในกุฏิ? กองปราบขนของกลางออกจากวัดพุทไธศวรรย์ ยก “โต๊ะกลมสีส้ม” ขึ้นรถ ก่อนคุมตัวไวยาวัจกรเข้ากองปราบฯ
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
สรุปให้ฟัง F1 เขาแข่งกันยังไง เก็บคะแนนแบบไหน อ่านจบดูรู้เรื่องเลย!ตะลึงกลางกุฏิ “ทิดโชติ”! ค้นหาหลักฐานเจอวัตถุคล้ายทองคำแท่ง น้ำหนักหลายบาท มูลค่าหลายล้าน ชาวเน็ตแห่ตั้งคำถาม เก็บไว้ทำอะไรกันแน่ไม่ใช่จีน! ประเทศนี้ส่งคนมาเที่ยวไทยกว่า 4.5 ล้านคนเกิดเหตุดินถล่มบนภูเขาฟูจิจากฝนตกหนัก ทำให้รถยนต์ 3 คันถูกฝังอยู่ใต้ดินทำไม “คลิปจับชู้” ถึงทำให้คนหยุดดู? เพราะมันไม่ได้มีแค่เรื่องนอกใจ แต่มีทั้งความลับและจุดหักมุมในคลิปเดียวข้าวที่ดูปกติ ทำไมไม่ควรตัดสินด้วยกลิ่นอย่างเดียว
กระทู้อื่นๆในบอร์ด นิยาย เรื่องเล่า
ปลาหมึกบูมทะเลเหนือ! น้ำอุ่นเปลี่ยนเกม จากสัตว์หายากสู่ผู้ล่า สะเทือนปู-กุ้งมังกรเช็กด่วนก่อนเปย์! 7 ของขวัญอาถรรพ์ที่คนมีคู่เชื่อว่าห้ามให้แฟน ยิ่งรักกันยิ่งต้องระวังจากพระถูกคืน สู่พระหายาก! “พระกริ่งชินบัญชร” ก้นอุดผงพรายกุมาร ไขความลับ “โค้ดอิ”51 กลุ่มชาติพันธุ์สู่สภาฯ ครั้งแรก! เปิดประตูเสียงชุมชน ขึ้นโต๊ะนโยบายไทย
ตั้งกระทู้ใหม่