วิตามินไม่ได้มีแค่ A B C D แล้วตัวอักษรอื่นหายไปไหน
* รูปภาพใช้เพื่อประกอบเนื้อหาเท่านั้น อาจไม่ใช่ภาพเหตุการณ์จริงหรือภาพจริงจากเรื่องในบทความ ขอบคุณภาพประกอบจาก https://graphic.in.th
เวลาพูดถึงวิตามิน หลายคนนึกเป็นลำดับเหมือนตัวเลือกข้อสอบ A B C D แล้วก็มักสงสัยต่อว่า ถ้าไล่ตามตัวอักษรจริง ๆ วิตามินมีถึงตัวไหนกันแน่ ทำไมไม่เคยได้ยินวิตามิน F, G, H, I หรือ J แบบชัดเจน
คำตอบสั้นที่สุดคือ ปัจจุบันมนุษย์ยอมรับว่าเรามีวิตามินจำเป็น 13 ชนิด ไม่ได้เรียงครบทุกตัวอักษร เพราะชื่อวิตามินเกิดจากประวัติการค้นพบที่ยาวนาน บางสิ่งเคยถูกคิดว่าเป็นวิตามิน ก่อนจะพบภายหลังว่าไม่ใช่ หรือเป็นเพียงสารชนิดเดียวกับวิตามินที่มีชื่ออยู่แล้ว
วิตามินที่ใช้กันจริงมีอะไรบ้าง
กลุ่มที่คุ้นหูคือวิตามิน A, C, D, E และ K ส่วนวิตามิน B ไม่ได้มีแค่ตัวเดียว แต่เป็นกลุ่มใหญ่ที่แยกย่อยออกไป ได้แก่ B1, B2, B3, B5, B6, B7, B9 และ B12
• วิตามิน A เกี่ยวข้องกับการมองเห็น ภูมิคุ้มกัน และผิวหนัง
• วิตามิน C ช่วยสร้างคอลลาเจน ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็ก และทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
• วิตามิน D สำคัญต่อกระดูก การดูดซึมแคลเซียม และการทำงานหลายด้านของร่างกาย
• วิตามิน E เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ละลายในไขมัน
• วิตามิน K มีบทบาทกับการแข็งตัวของเลือดและสุขภาพกระดูก
ส่วนตระกูล B มีหน้าที่หลากหลาย ตั้งแต่ช่วยให้ร่างกายเปลี่ยนอาหารเป็นพลังงาน ดูแลระบบประสาท ไปจนถึงการสร้างเม็ดเลือดแดง ตัวเลขที่กระโดดข้ามไปมา เช่น ไม่มี B4, B8, B10 หรือ B11 ในรายชื่อหลัก ไม่ได้แปลว่าร่างกายลืมนับ แต่เป็นร่องรอยจากยุคที่นักวิทยาศาสตร์กำลังแยกสารอาหารออกจากกันทีละชนิด
เมื่อก่อนสารบางตัวถูกตั้งชื่อว่าเป็นวิตามิน B เพราะพบร่วมกันในอาหารหรือมีผลคล้ายกัน ต่อมาจึงพบว่าแท้จริงแล้วบางตัวไม่จำเป็นต่อมนุษย์ บางตัวร่างกายสร้างเองได้ หรือบางตัวเป็นสารเดียวกับวิตามินที่มีชื่อแล้ว จึงถูกถอดออกจากรายชื่อหรือเปลี่ยนชื่อไป
แล้ววิตามิน F, G, H, I และ J ล่ะ
ตัวอักษรเหล่านี้มีประวัติน่าสนใจมากกว่าจะเป็นคำตอบเดียวตรง ๆ
วิตามิน G เคยเป็นชื่อเก่าของสารที่ภายหลังรู้จักกันว่าไรโบฟลาวิน หรือวิตามิน B2 ขณะที่ วิตามิน H เคยใช้เรียกไบโอติน ซึ่งปัจจุบันคือวิตามิน B7
ส่วนคำว่า วิตามิน F เคยถูกใช้กับกรดไขมันจำเป็นบางกลุ่ม แต่ปัจจุบันจัดเป็นกรดไขมัน ไม่ใช่วิตามิน และ วิตามิน I กับ J ก็เป็นชื่อที่เคยถูกเสนอหรือใช้เรียกสารบางชนิดในอดีต ก่อนหลักฐานภายหลังจะไม่รองรับให้เป็นวิตามินจำเป็นตามนิยามสมัยใหม่
ที่จริงชื่อ “วิตามิน” เองก็มีที่มาเก่าแก่ เดิมนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสารอาหารกลุ่มนี้เป็น amine จึงเรียกว่า vitamine ต่อมาพบว่าไม่ใช่ทุกชนิดเป็น amine คำจึงถูกตัดตัว e ออก เหลือเป็น vitamin ที่เราใช้กันทุกวันนี้ ชื่อเรียกเลยไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นระบบสมบูรณ์ตั้งแต่ต้น แต่ค่อย ๆ สะสมตามความรู้ของแต่ละยุค
จุดที่คนมักเข้าใจผิดคือคิดว่าต้องกินให้ครบจากขวด
วิตามินเป็นสารอาหารจำเป็นจริง แต่คำว่า “จำเป็น” ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องซื้อวิตามินทุกตัวมากินทุกวัน ร่างกายส่วนใหญ่ควรเริ่มจากอาหารที่หลากหลายก่อน เช่น ผักผลไม้ ธัญพืช ถั่ว ไข่ ปลา นม เนื้อสัตว์ หรืออาหารทางเลือกที่เสริมสารอาหารอย่างเหมาะสม
อาหารหนึ่งชนิดไม่ได้แบกวิตามินทุกตัวไว้คนเดียว ส้มมีชื่อเสียงเรื่องวิตามิน C แต่ไม่ได้แทนวิตามิน D ไข่มีหลายสารอาหารแต่ก็ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด ผักใบเขียวดีมาก แต่ก็ไม่จำเป็นต้องกินผักชนิดเดิมจนจานเขียวทุกมื้อ ความหลากหลายต่างหากที่ทำให้สารอาหารค่อย ๆ เติมกันเป็นทีม
วิตามินบางชนิดละลายในน้ำ เช่น กลุ่ม B และ C ร่างกายสะสมได้น้อยกว่ากลุ่มที่ละลายในไขมัน ขณะที่ A, D, E และ K สามารถสะสมได้มากกว่า จึงไม่ควรคิดว่า “ยิ่งกินเยอะยิ่งดี” โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เสริมอาหารขนาดสูง เพราะอาจมีผลเสียหรือรบกวนยาบางชนิดได้
คนบางกลุ่มอาจต้องได้รับคำแนะนำเฉพาะ เช่น ผู้ตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้ที่กินมังสวิรัติแบบเคร่ง ผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับการดูดซึมอาหาร หรือผู้ที่แพทย์ตรวจพบว่าขาดสารอาหาร การเลือกกินเสริมในกรณีเหล่านี้ควรดูปริมาณและเหตุผลให้ชัด ไม่ใช่หยิบตามตัวอักษรที่คุ้นหูบนชั้นวาง
สรุปว่า วิตามินมีถึง K แต่ไม่ครบทุกตัวอักษร
รายชื่อที่ใช้จริงจบที่วิตามิน K พร้อมวิตามิน B แปดชนิด โดยตัวอักษรที่หายไประหว่างทางเป็นเหมือนรอยขีดแก้ในสมุดบันทึกของวิทยาศาสตร์ บางชื่อถูกย้าย บางชื่อถูกยกเลิก และบางชื่อกลายเป็นสารอาหารคนละกลุ่ม
ดังนั้น ครั้งหน้าที่เห็นวิตามิน B12 หรือวิตามิน K อย่าเพิ่งสงสัยว่าตัวอักษรอื่นหล่นหายไปไหน มันไม่ได้หายจากร่างกายเรา แต่หายไปจากการจัดหมวดหมู่เมื่อมนุษย์รู้จักสารอาหารเหล่านั้นดีขึ้นต่างหาก และบนโต๊ะอาหารธรรมดา ๆ ที่มีไข่ ผัก ผลไม้ ปลา หรือถั่ว ก็มีเรื่องของตัวอักษรเหล่านี้ซ่อนอยู่มากกว่าที่คิด
แม่น้ำย้อนศร: ปริศนาสายน้ำที่พุ่งขึ้นหน้าผาแทนที่จะไหลลงสู่ที่ต่ำ
อาชีพที่ทำงานจากบ้านได้ รายได้หลักหมื่น โดยไม่ต้องมีหน้าร้าน
เปิด 7 อาชีพในไทยที่รายได้ดี แต่คนทั่วไปแทบไม่รู้ว่ามีอาชีพนี้
ครูจีน 40 คนถูกประจานบนเวที เหตุนักเรียนทำคะแนนสอบได้ต่ำกว่าเกณฑ์
ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ ข้าวสาลี คืออะไร? รู้จัก 3 ธัญพืชยอดนิยมที่หลายคนอาจเข้าใจผิด
5 มหาวิทยาลัยไทยที่ดูสวยหรูเหมือนอยู่ต่างประเทศ
ทหารสหรัฐฯ มีเงินเดือนประมาณเท่าไหร่? เปิดค่าตอบแทนปี 2026 ตั้งแต่พลทหารถึงนายทหารระดับสูง
เปิด 5 อบต. รายได้สูงสุดในไทย อันดับ 1 ทะลุ 1,000 ล้านบาท
7 เครื่องบินรบสหรัฐ แต่ละลำราคากี่พันล้านบาท ลำไหนแพงที่สุด
6 พิธีกรชื่อดัง ค่าตัวต่ออีเวนต์แตกต่างกันอย่างไร ใครเรตสูงแค่ไหน?
โรงแรมดังในอดีต หายไปไหน? ย้อนดู 3 ตำนาน วันนี้พื้นที่เดิมกลายเป็นอะไร
เปิด 7"มหาวิทยาลัยราชภัฏ"ชื่อชวนงง! ที่หลายคนอาจไม่รู้ว่าอยู่จังหวัดไหน
อาชีพที่ทำงานจากบ้านได้ รายได้หลักหมื่น โดยไม่ต้องมีหน้าร้าน
ครูจีน 40 คนถูกประจานบนเวที เหตุนักเรียนทำคะแนนสอบได้ต่ำกว่าเกณฑ์
ทำไมใบมีดคัตเตอร์ต้องมีรอยบากเป็นช่วงๆ ที่แท้มันถูกออกแบบให้ “หักทิ้ง” ได้
ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ ข้าวสาลี คืออะไร? รู้จัก 3 ธัญพืชยอดนิยมที่หลายคนอาจเข้าใจผิด
BNPL กำลังจะมีอายุขั้นต่ำ เพราะการผ่อนของชิ้นเล็กอาจพาหนี้เข้ามาเร็วเกินไป
อาชีพที่ทำงานจากบ้านได้ รายได้หลักหมื่น โดยไม่ต้องมีหน้าร้าน
เปิด 7 อาชีพในไทยที่รายได้ดี แต่คนทั่วไปแทบไม่รู้ว่ามีอาชีพนี้
ทำไมใบมีดคัตเตอร์ต้องมีรอยบากเป็นช่วงๆ ที่แท้มันถูกออกแบบให้ “หักทิ้ง” ได้
สงสัยไหม? ทำไมเอามือไปแตะ "ติ่งหู" หลังโดนของร้อนลวก ถึงหายแสบร้อนทันที



