ทำไมบางคนถึงใช้คำว่า “คนอีสาน” เป็นคำดูถูก ทั้งที่จริง ๆ แล้วเป็นเพียงชื่อของคนภูมิภาคหนึ่ง?
คำว่า “คนอีสาน” ในความหมายตรง ๆ เป็นเพียงคำที่ใช้เรียกผู้คนจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ไม่ได้มีความหมายว่า “จน” “ไม่มีการศึกษา” หรือ “ด้อยกว่า” ใครเลย แต่ในบางบริบทกลับพบว่าคำนี้ถูกนำไปใช้ในลักษณะล้อเลียนหรือดูถูก จนทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า แล้วภาพจำแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?
คำตอบส่วนหนึ่งอาจต้องย้อนกลับไปดูว่า สังคมไทยสร้างภาพเกี่ยวกับ “ความเป็นอีสาน” เอาไว้อย่างไร
เมื่อความแตกต่างถูกนำไปจัดลำดับว่าใครเหนือกว่าใคร
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรอธิบายว่า ภาพจำเกี่ยวกับคนอีสานในสังคมไทยมีประวัติยาวนาน โดยในบางช่วง อีสานถูกนำเสนอผ่านภาพของความแห้งแล้ง ความยากจน ความทุรกันดาร การขาดการศึกษา และความล้าหลัง ขณะเดียวกันภาพลักษณะดังกล่าวยังถูกผลิตซ้ำผ่านสื่อบันเทิง เช่น ละคร ภาพยนตร์ และวรรณกรรม จนผู้คนบางส่วนคุ้นเคยกับภาพจำเหล่านี้โดยไม่ทันตั้งคำถาม
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การพูดว่า “คนอีสาน” แต่เกิดขึ้นเมื่อคำดังกล่าวถูกนำไปเชื่อมกับคุณลักษณะด้านลบ เช่น พูดภาษาอีสานแล้วถูกมองว่าการศึกษาน้อย หรือมาจากอีสานแล้วถูกเหมารวมว่ามีฐานะยากจน
งานวิจัยด้านภาษาศาสตร์สังคมก็พบประเด็นที่น่าสนใจว่า ผู้พูดภาษาอีสานบางส่วนเผชิญกับการตีตราว่าไม่มีการศึกษาหรือล้าหลัง และความสัมพันธ์ระหว่างภาษาไทยกลางกับภาษาอีสานสะท้อนลำดับชั้นทางสังคมและวัฒนธรรมบางอย่างในสังคมไทย
ภาษาและสำเนียงก็กลายเป็นสิ่งที่ถูกใช้แบ่งคน
อีกเรื่องหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ “ภาษา”
เมื่อสังคมมีภาษากลางที่ถูกใช้ในโรงเรียน หน่วยงานรัฐ และพื้นที่ทางการเป็นหลัก ภาษาหรือสำเนียงท้องถิ่นจึงอาจถูกมองว่าไม่เป็นทางการ หรือในบางกรณีถูกนำไปใช้สร้างตัวตลกในสื่อ
เมื่อภาพแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ คนบางกลุ่มจึงอาจเกิดความเข้าใจโดยไม่รู้ตัวว่า การพูดภาษาอีสานหมายถึงคนที่มีสถานะทางสังคมต่ำกว่า ทั้งที่ในความเป็นจริง “สำเนียง” ไม่สามารถใช้ตัดสินความฉลาด การศึกษา ความสามารถ หรือฐานะของคนคนหนึ่งได้
งานศึกษาภาพตัวแทนคนอีสานในหนังสือพิมพ์ไทยยังพบว่า มีการนำเสนอภาพคนอีสานทั้งด้านบวกและด้านลบ แต่สื่อระดับชาติในช่วงเวลาที่ศึกษามีแนวโน้มเน้นภาพเกี่ยวกับความด้อยโอกาส ชนชั้นแรงงาน และการถูกกระทำมากกว่า ขณะที่สื่อท้องถิ่นนำเสนออัตลักษณ์และภูมิปัญญาในด้านที่น่าภาคภูมิใจมากกว่า
แล้วทำไมบางคนพูดว่า “คนอีสาน” เหมือนเป็นคำแซะ?
ส่วนสำคัญคือ “บริบท”
ถ้าถามว่า “คุณเป็นคนอีสานหรือเปล่า?” ด้วยความสนใจในภูมิลำเนา คำนี้ก็เป็นเพียงคำบอกภูมิภาค
แต่ถ้าพูดคำเดียวกันด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย หรือใช้ต่อท้ายประโยคที่มีการเหมารวม เช่น เชื่อมคนอีสานเข้ากับความจน ความโง่ ความสกปรก หรืออาชีพใดอาชีพหนึ่ง คำเดิมก็สามารถกลายเป็นเครื่องมือในการดูถูกได้
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรยังชี้ว่า ในโลกออนไลน์มีการนำคำที่หมายถึง “คนอีสาน” ไปสร้างความหมายใหม่ในลักษณะของมีมและการล้อเลียน ทำให้คำที่เดิมเป็นเพียงคำบอกอัตลักษณ์ถูกนำไปใช้ในบริบทที่มีนัยดูถูกหรือเหยียดได้
ดังนั้น สิ่งที่ควรพิจารณาจึงไม่ใช่เพียงว่า “พูดคำว่าอีสานได้หรือไม่ได้” แต่ต้องดูว่า พูดอย่างไร พูดกับใคร และกำลังสื่อความหมายอะไร
ที่น่าสนใจคือ คนอีสานไม่ได้มีภาพเดียว
อีสานไม่ได้มีเพียงภาพของชนบทหรือความยากจน เช่นเดียวกับกรุงเทพฯ เชียงใหม่ หรือภูเก็ตก็ไม่ได้มีคนเพียงประเภทเดียว
ในภาคอีสานมีทั้งนักเรียน นักวิทยาศาสตร์ แพทย์ วิศวกร นักธุรกิจ เกษตรกร ศิลปิน นักกีฬา ข้าราชการ พ่อค้าแม่ค้า และผู้คนอีกหลากหลายอาชีพ
ดังนั้นการนำลักษณะของคนบางคนไปเหมารวมกับคนหลายล้านคนจึงเป็นปัญหาของ “การเหมารวม” มากกว่าจะเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคนทั้งภูมิภาค
งานวิจัยและบทวิเคราะห์ด้านมานุษยวิทยาชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่ “ความแตกต่าง” แต่อยู่ที่การนำความแตกต่างทางภาษา วัฒนธรรม หรือภูมิภาคมาจัดลำดับคุณค่าของมนุษย์ว่าใครสูงกว่าใคร
เพราะฉะนั้น “คนอีสาน” ไม่ใช่คำดูถูก แต่การใช้คำต่างหากที่อาจกลายเป็นการดูถูก
เรื่องนี้อาจทำให้เราเห็นอะไรบางอย่างเกี่ยวกับการใช้ภาษาได้ชัดขึ้น
คำคำหนึ่งอาจไม่มีความหมายร้ายแรงในตัวเอง แต่เมื่อถูกใช้ซ้ำ ๆ ในบริบทที่ลดทอนคุณค่าของคนกลุ่มหนึ่ง มันสามารถสร้างภาพจำและอคติขึ้นมาได้
การเรียกใครว่า “คนอีสาน” จึงไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการเหยียดโดยอัตโนมัติ ในขณะเดียวกัน หากมีคนใช้คำนี้เพื่อเยาะเย้ยหรือเหมารวมคนทั้งภูมิภาค ก็ไม่ควรบอกว่าเป็นเพียง “เรื่องล้อเล่น” โดยไม่สนใจความรู้สึกของคนที่ถูกพูดถึง
ท้ายที่สุดแล้ว ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่คำว่า “อีสาน” แต่อยู่ที่ความคิดของคนที่นำคำนี้ไปผูกกับคำว่า “ด้อยกว่า”
เพราะการเกิดที่ภาคไหน พูดสำเนียงอะไร หรือมีพื้นเพจากจังหวัดใด ไม่ได้เป็นตัววัดคุณค่าของความเป็นมนุษย์
และบางที สิ่งที่สังคมควรเลิกทำไม่ใช่การเลิกพูดคำว่า “คนอีสาน” แต่คือ การเลิกใช้ภูมิภาคบ้านเกิดของใครสักคนเป็นเหตุผลในการตัดสินว่าเขาเป็นคนแบบไหน
8 รถมือสองที่มีปัญหาประจำรุ่น ต้องเช็กให้ดีก่อนจ่ายเงิน
4 เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ “เสียบปลั๊กทิ้งไว้ได้” 24 ชั่วโมง ไม่ต้องเดินถอดทุกครั้ง
7 อาชีพอิสระ คนธรรมดาก็เริ่มได้ ไม่ต้องมีร้าน
ฟ้าบันดาลทรัพย์ 16/9/69 เลข 7 เด่นมาแต่ไกล งวดนี้มีชุดไหนน่าส่องบ้าง
ต้อนรับ “การ์กี” อย่างยิ่งใหญ่ ลูกสาวคนแรกในครอบครัวรอบ 200 ปี
อี มินโฮ ลุคใหม่ในงาน “The Assassin(s)” แฟน ๆ นึกถึงคิมทัน
หนึ่งวันของเทวดา เขาทำอะไรกันบ้าง
5 จังหวัดเศรษฐีเงียบ ค่าครองชีพไม่แรง แต่คนมีทรัพย์สินไม่น้อย
เปิด 9 คณะที่มีคนสมัครมากที่สุดในไทย เด็กไทยแห่เรียนอะไรกัน?
ฟลัชชิ่ง ช่วยให้เครื่องยนต์สะอาดขึ้นจริงหรือ? รู้ก่อนเสียเงินทำ
“แม่น้ำสินธุ” เส้นเลือดใหญ่แห่งเอเชียใต้ สายน้ำแห่งอารยธรรมโบราณ
คู่มือออกงานสังคมฉบับ Introvert คุยให้เฟรนด์ลี่ แล้วกลับบ้านแบบไม่ฝืนตัวเอง
ข้าวเหนียวไทยไม่ได้กินแค่ในไทย! 5 ประเทศที่ซื้อข้าวเหนียวไทยมากที่สุด
8 รถมือสองที่มีปัญหาประจำรุ่น ต้องเช็กให้ดีก่อนจ่ายเงิน
อี มินโฮ ลุคใหม่ในงาน “The Assassin(s)” แฟน ๆ นึกถึงคิมทัน
ฟ้าบันดาลทรัพย์ 16/9/69 เลข 7 เด่นมาแต่ไกล งวดนี้มีชุดไหนน่าส่องบ้าง
"มด" สื่อสารกันได้ไง? ทำไมเดินเรียงแถวตรงเป๊ะ?
ทำไมพุงฉันถึงใหญ่จัง ทั้งๆ ที่ฉันไม่ได้อ้วน? ชาวเน็ตเกาหลีกำลังฮิต "6 อาหารลดไขมันหน้าท้อง"
แฮร์รี่และเมแกนเดินทางออกจากแคลิฟอร์เนียกลับไปยังสหราชอาณาจักรแล้ว! ทรัมป์แสดงความยินดี: "ผมไม่เคยชอบพวกเขาอยู่แล้ว"
ผู้เขียน "Saint Seiya" ได้ฟ้องร้องอดีตผู้จัดการของเขาในข้อหาฉ้อโกงเงิน 4.68 พันล้านเยน และเขาเรียกร้องค่าเสียหาย 2.89 พันล้านเยน
Apple เปลี่ยนซีอีโอ! ในวันแรกที่เข้ารับตำแหน่ง เทอร์เนอร์ได้ส่งจดหมายถึงพนักงานทุกคน โดยเปิดเผยว่าการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ "จะน่าทึ่งอย่างแน่นอน"