ย้อนวันวาน “เด็กเอ็นทรานซ์ยุค 90” มหาวิทยาลัยที่คนอยากสมัครเข้าเรียน
เมื่อครู่นี้ ผู้เขียนได้อ่านบทความหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องการเลือกมหาวิทยาลัยของนักเรียนไทย ทำให้อดนึกย้อนกลับไปไม่ได้ว่า หากพาเวลากลับไปสักประมาณ 30 กว่าปี ในช่วง พ.ศ. 2533–2542 ซึ่งเป็นยุคที่เด็กมัธยมปลายจำนวนมากต้องเผชิญกับคำว่า “สอบเอ็นทรานซ์” ชีวิตของเด็กคนหนึ่งก่อนจะได้ก้าวเข้าไปเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยนั้น ไม่ได้ง่ายเหมือนทุกวันนี้เลย
สมัยนี้เด็กคนหนึ่งสามารถหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปรียบเทียบมหาวิทยาลัยได้เป็นสิบแห่งในเวลาไม่กี่นาที อยากรู้หลักสูตรก็เปิดเว็บไซต์ อยากดูบรรยากาศมหาวิทยาลัยก็ดูคลิป อยากถามรุ่นพี่ก็ส่งข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย และยังมีระบบรับสมัครหลายรูปแบบให้เลือกตามความถนัด
แต่เด็กยุค 90 ไม่มีสิ่งเหล่านี้
ข้อมูลมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ต้องหาอ่านจากหนังสือ คู่มือสอบ เอกสารแนะแนว นิตยสารการศึกษา หรือไม่ก็ต้องถามครู รุ่นพี่ ญาติ และคนรู้จัก
คำถามง่าย ๆ อย่าง “มหาวิทยาลัยไหนดี?” ในสมัยนั้นจึงไม่ได้มีคำตอบอยู่ในโทรศัพท์ แต่ต้องอาศัยประสบการณ์และคำบอกเล่าของคนรอบตัว
และนั่นเองที่ทำให้ “ชื่อมหาวิทยาลัย” มีพลังอย่างมาก
สำหรับคนที่เติบโตมาในยุค 90 ชื่ออย่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นชื่อที่คนไทยจำนวนมากคุ้นเคยและมองว่าเป็นสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำในสาขาต่าง ๆ
แต่ถ้าถามตรง ๆ ว่า “ในยุค 90 มหาวิทยาลัยไหนมีคนอยากสมัครมากที่สุดเป็นอันดับ 1?”
ตรงนี้ต้องตอบอย่างระมัดระวังว่า ยังไม่มีข้อมูลทางการชุดเดียวที่สามารถนำมาใช้ฟันธงได้ว่า มหาวิทยาลัยใดมีผู้สมัครเป็นอันดับ 1 ตลอดช่วง พ.ศ. 2533–2542
เหตุผลก็เพราะการสอบเอ็นทรานซ์ไม่ได้เป็นการแข่งขันแบบมหาวิทยาลัยต่อมหาวิทยาลัยอย่างง่าย ๆ นักเรียนเลือกคณะและสาขาวิชาตามความต้องการและคะแนนของตัวเอง ความนิยมจึงแตกต่างกันไปตามคณะ ปีการศึกษา และกลุ่มผู้สมัคร
ดังนั้น หากใครเขียนว่า “ยุค 90 ทุกคนอยากเข้ามหาวิทยาลัยนี้มากที่สุด” โดยไม่มีสถิติรองรับ ก็ควรระวัง เพราะอาจเป็นเพียงความทรงจำหรือภาพจำของคนบางกลุ่ม ไม่ใช่ข้อสรุปทางสถิติของนักเรียนไทยทั้งประเทศ
แต่สิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้ชัดกว่าคือ ระบบเอ็นทรานซ์ในยุคนั้นมีการแข่งขันสูงมาก และชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย คณะวิชา โอกาสในการทำงาน ตลอดจนคำแนะนำจากคนรอบตัว ล้วนมีส่วนต่อการตัดสินใจของเด็ก
ย้อนกลับไปวันที่คำว่า “เอ็นทรานซ์” ทำให้เด็กทั้งบ้านลุ้น
ถ้าจะเข้าใจว่าทำไมเด็กยุค 90 จึงจริงจังกับการเลือกมหาวิทยาลัยมาก เราต้องเข้าใจระบบสอบในเวลานั้นเสียก่อน
ประเทศไทยมีระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยส่วนกลางมาตั้งแต่ พ.ศ. 2504 และระบบ Entrance มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดหลายครั้งตามยุคสมัย
ข้อมูลจากสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนอธิบายว่า ระบบเอ็นทรานซ์ในยุคดังกล่าวมีลักษณะสำคัญคือมุ่งวัดผลจากการสอบวิชาที่กำหนด และในระบบเดิมไม่ได้ใช้ผลการเรียนมัธยมปลายเป็นองค์ประกอบหลักในการตัดสินเหมือนระบบในยุคต่อมา
พูดง่าย ๆ ก็คือ เด็กจำนวนมากรู้สึกว่า “คะแนนสอบ” สามารถเปลี่ยนชีวิตได้
ถ้าสอบได้คะแนนดี ก็มีโอกาสเลือกคณะที่ต้องการ
ถ้าคะแนนไม่ถึง ก็ต้องลดความคาดหวังลง
และถ้าพลาด ก็อาจต้องรอสอบใหม่
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคำว่า “เอ็นทรานซ์ติด” จึงมีความหมายมากสำหรับคนรุ่นนั้น
แหล่งที่มาของข้อมูล: สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน ระบุพัฒนาการของระบบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาของไทย และอธิบายลักษณะของระบบ Entrance ซึ่งใช้มาเป็นเวลานาน ก่อนมีการปรับระบบในช่วงปลายทศวรรษ 2540
ปี 2539 มีผู้สมัครสอบกว่า 160,000 คน
ถ้าอยากเห็นภาพการแข่งขันในยุคดังกล่าวจากตัวเลขจริง ลองดูข้อมูลของการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยประจำปีการศึกษา 2539
เอกสารของทบวงมหาวิทยาลัยระบุว่า ในปีการศึกษา 2539 มีมหาวิทยาลัยและสถาบันที่ประกาศรับนักศึกษาจากการสอบคัดเลือกของทบวงมหาวิทยาลัยจำนวน 50 แห่ง รวม 862 คณะหรือประเภทวิชา รับนักศึกษา 50,822 คน ขณะที่มีผู้สมัครสอบทั้งหมดถึง 160,842 คน
ลองหยุดคิดกับตัวเลขนี้สักครู่
ผู้สมัครมากกว่า 160,000 คน แต่จำนวนที่นั่งรับจากระบบดังกล่าวอยู่ที่ประมาณ 50,000 คน
นั่นหมายความว่าเด็กจำนวนมากต้องเผชิญการแข่งขันอย่างจริงจัง และไม่ใช่ทุกคนที่จะได้เรียนในคณะที่ตัวเองต้องการ
เมื่อการแข่งขันสูงเช่นนี้ การเลือกอันดับจึงไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ
เด็กต้องคิดว่า
“เอาที่อยากได้ที่สุดไว้ก่อนดีไหม?”
“ถ้าคะแนนไม่ถึงจะเลือกอะไร?”
“อันดับต่อไปควรเป็นมหาวิทยาลัยไหน?”
“ถ้าพลาดทั้งหมดจะทำอย่างไร?”
นี่คือความกดดันที่เด็กยุคเอ็นทรานซ์จำนวนมากต้องเผชิญ
แหล่งที่มาของข้อมูล: เอกสาร “อนุสาร” ของทบวงมหาวิทยาลัย ปีที่ 22 ฉบับที่ 215 พฤษภาคม พ.ศ. 2539 ระบุว่า การสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยประจำปีการศึกษา 2539 มีผู้สมัครสอบ 160,842 คน และรับนักศึกษาจากระบบดังกล่าว 50,822 คน
แล้วมหาวิทยาลัยไหนคือ “ตัวท็อป” ในสายตาเด็กยุค 90?
คำตอบต้องแยกคำว่า “มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง” ออกจาก “มหาวิทยาลัยที่มีผู้สมัครมากที่สุด”
สองเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
มหาวิทยาลัยบางแห่งอาจมีชื่อเสียงสูงมาก แต่เปิดรับเฉพาะบางสาขา
บางแห่งอาจเป็นเป้าหมายของเด็กสายวิทยาศาสตร์
บางแห่งเป็นเป้าหมายของเด็กสายสังคมศาสตร์
บางแห่งเด่นด้านแพทยศาสตร์
บางแห่งเด่นด้านวิศวกรรมศาสตร์
และบางแห่งเป็นมหาวิทยาลัยสำคัญของภูมิภาค
ดังนั้นการนำชื่อมหาวิทยาลัยมาจัดอันดับว่า “เด็กยุค 90 อยากเข้ามากที่สุด” โดยไม่มีฐานข้อมูลผู้สมัครรายมหาวิทยาลัยครบทุกปี จึงไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง
แต่ถ้าพูดถึงชื่อมหาวิทยาลัยที่มีสถานะโดดเด่นในระบบอุดมศึกษาไทยในเวลานั้น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ มหิดล เชียงใหม่ และศิลปากร ล้วนเป็นชื่อที่มีความสำคัญ และแต่ละแห่งก็มีจุดแข็งแตกต่างกัน
เพราะเด็กไม่ได้เลือกแค่ “ชื่อมหาวิทยาลัย”
แต่เลือก “คณะ” และ “อาชีพในอนาคต” ไปพร้อมกัน
จุฬาฯ ความฝันของเด็กเก่ง หรือภาพแทนของมหาวิทยาลัยชั้นนำ?
หากเอ่ยชื่อมหาวิทยาลัยในประเทศไทยกับคนรุ่นวัย 50+ แล้วถามว่า “มหาวิทยาลัยไหนที่นึกถึงก่อน?”
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยย่อมเป็นหนึ่งในชื่อที่คนจำนวนมากนึกถึง
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ เหตุผลที่เด็กคนหนึ่งอยากเข้าจุฬาฯ อาจไม่เหมือนกันเลย
เด็กคนหนึ่งอาจอยากเรียนแพทย์
อีกคนอยากเรียนวิศวกรรมศาสตร์
อีกคนอยากเรียนอักษรศาสตร์
อีกคนอยากเรียนบัญชี
อีกคนอาจไม่ได้สนใจชื่อเสียงด้วยซ้ำ แต่ต้องการเรียนคณะที่ตัวเองรัก
ดังนั้น “อยากเข้าจุฬาฯ” จึงไม่ได้หมายความว่าเด็กทุกคนต้องการคณะเดียวกัน
ในทางกลับกัน สำหรับครอบครัวบางบ้าน ชื่อของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงอาจทำให้ผู้ปกครองรู้สึกมั่นใจว่า ลูกจะได้รับการศึกษาในสภาพแวดล้อมที่ดี และเมื่อจบออกมาแล้วจะมีโอกาสแข่งขันในตลาดแรงงานได้
นี่คือสิ่งที่ทำให้ชื่อมหาวิทยาลัยกับความคาดหวังของครอบครัวเชื่อมโยงกัน
ธรรมศาสตร์กับเส้นทางสายกฎหมายและสังคมศาสตร์
ถ้าพูดถึงมหาวิทยาลัยที่มีภาพจำโดดเด่นด้านกฎหมาย รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และสังคมศาสตร์ ชื่อของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็หลีกเลี่ยงได้ยาก
เด็กที่สนใจสายดังกล่าวอาจไม่ได้มองจุฬาฯ เป็นตัวเลือกอันดับหนึ่ง เพราะ “คณะที่อยากเรียน” สำคัญกว่าชื่อมหาวิทยาลัยเพียงอย่างเดียว
นี่เป็นประเด็นที่คนรุ่นหลังบางครั้งเข้าใจผิด
ในยุคเอ็นทรานซ์ เด็กไม่ได้ถามเพียงว่า
“มหาวิทยาลัยไหนดัง?”
แต่ต้องถามด้วยว่า
“คณะที่เราต้องการอยู่ที่ไหน?”
และเมื่อคำถามเปลี่ยนจาก “มหาวิทยาลัยไหนดี” เป็น “คณะที่เราอยากเรียนอยู่ที่ไหน” ภาพของมหาวิทยาลัยที่เป็นตัวเลือกก็เปลี่ยนทันที
เด็กที่อยากเป็นนักกฎหมายอาจมองธรรมศาสตร์เป็นเป้าหมาย
เด็กที่อยากเป็นวิศวกรอาจมองมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงด้านวิศวกรรม
เด็กที่อยากเป็นแพทย์ก็จะมองคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ
เพราะฉะนั้น ความนิยมต้องดูเป็นรายคณะ ไม่ควรเหมารวมทั้งมหาวิทยาลัย
แล้วเกษตรศาสตร์ล่ะ?
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็เป็นอีกหนึ่งสถาบันที่มีบทบาทสำคัญในระบบอุดมศึกษาไทย และไม่ได้หมายความว่า “เรียนเกี่ยวกับเกษตรอย่างเดียว” อย่างที่คนบางคนเข้าใจในปัจจุบัน
สาขาวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ อาหาร เกษตร และศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากร ล้วนมีบทบาทสำคัญ
ในยุคที่ประเทศไทยกำลังพัฒนาอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมก็มีความสำคัญมากขึ้น
ดังนั้นสำหรับเด็กที่มองเส้นทางอาชีพด้านวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงเป็นอีกชื่อที่อยู่ในความสนใจ
ตรงนี้ทำให้เห็นว่า “มหาวิทยาลัยที่คนอยากเข้า” ขึ้นอยู่กับว่าเราถามเด็กกลุ่มไหน
ถ้าถามเด็กสายศิลป์ คำตอบอาจแตกต่างจากเด็กสายวิทย์
ถ้าถามเด็กกรุงเทพฯ คำตอบอาจแตกต่างจากเด็กต่างจังหวัด
ถ้าถามเด็กที่อยากเป็นหมอ คำตอบก็แตกต่างจากเด็กที่อยากเป็นวิศวกร
มหิดลก็มีเหตุผลของตัวเอง
เมื่อพูดถึงมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ชื่อของมหาวิทยาลัยมหิดลก็เป็นอีกชื่อที่สำคัญ
โดยเฉพาะเด็กที่มีความฝันด้านแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ และวิทยาศาสตร์สุขภาพ
นี่คือเหตุผลที่การจัดอันดับ “มหาวิทยาลัยยอดนิยม” แบบรวมทุกคณะอาจทำให้เข้าใจผิด
เพราะมหาวิทยาลัยหนึ่งอาจไม่ได้มีผู้สมัครรวมมากที่สุด แต่ในบางคณะอาจมีการแข่งขันสูงมาก
และสำหรับเด็กที่มีความฝันเฉพาะทาง สิ่งนั้นสำคัญกว่าการที่มหาวิทยาลัยจะมีชื่อเสียงในภาพรวมเสียอีก
แต่เรื่องหนึ่งที่ผู้เขียนเชื่อว่า “มีจริง” คือการเลือกตามเพื่อน
ถ้าให้คนวัย 50+ ย้อนกลับไปตอนมัธยมปลาย เชื่อว่าหลายคนคงจำบทสนทนาแบบนี้ได้
“เอ็งจะสอบที่ไหน?”
“เราจะเข้าจุฬาฯ”
“แล้วแกละ?”
“เราจะเข้าธรรมศาสตร์”
“ถ้าเราได้ที่เดียวกันก็ดีนะ”
บทสนทนาเหล่านี้อาจดูธรรมดา แต่ในวัย 17–18 ปี เพื่อนมีความหมายมาก
บางคนจึงเลือกมหาวิทยาลัยที่เพื่อนเลือก
บางคนเลือกคณะที่เพื่อนเลือก
บางคนอยากอยู่หอพักเดียวกับเพื่อน
และบางคนอาจตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพราะมีเพื่อนจากโรงเรียนเดียวกันอยู่ด้วย
อย่างไรก็ตาม หากถามว่ามีนักเรียนยุค 90 “กี่เปอร์เซ็นต์” ที่เลือกมหาวิทยาลัยตามเพื่อน ผู้เขียนไม่ควรแต่งตัวเลขขึ้นมา เพราะไม่มีข้อมูลระดับประเทศที่น่าเชื่อถือพอจะสรุปเช่นนั้น
ที่พูดได้คือ งานวิจัยเกี่ยวกับปัจจัยในการเลือกมหาวิทยาลัยของนักเรียนไทยมีการนำ “อิทธิพลจากเพื่อน” มาเป็นหนึ่งในตัวแปรที่ศึกษา แต่ผลการศึกษาหนึ่งในนักเรียนมัธยมปลายกรุงเทพฯ พบว่า อิทธิพลจากเพื่อนไม่ใช่ตัวแปรที่มีนัยสำคัญในการอธิบายการเลือกมหาวิทยาลัยของกลุ่มตัวอย่างนั้น
เรื่องนี้ยิ่งน่าสนใจ เพราะมันเตือนเราว่า “ภาพจำของคนรุ่นหนึ่ง” ไม่ควรถูกนำไปเหมารวมว่าเป็นข้อเท็จจริงของทุกคน
แหล่งที่มาของข้อมูล: งานวิจัย “ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือกมหาวิทยาลัยรัฐบาลของนักเรียนมัธยมปลายในกรุงเทพมหานคร” ศึกษานักเรียนมัธยมปลาย 2,544 คน จาก 50 โรงเรียน และพิจารณาปัจจัยหลายด้าน เช่น คุณภาพทางวิชาการ คุณภาพอาจารย์ อิทธิพลจากเพื่อน อิทธิพลจากพ่อแม่ การแนะแนว รายได้และการทำงานหลังเรียนจบ ชื่อเสียงของสถาบัน และภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัย โดยผลการศึกษาระบุว่าตัวแปรหลายด้านมีผล แต่ “อิทธิพลจากเพื่อน” ไม่ใช่ตัวแปรที่มีผลในแบบจำลองดังกล่าว
แล้วพ่อแม่ล่ะ? มีส่วนแค่ไหน?
เรื่องนี้ผู้เขียนคิดว่าน่าสนใจมาก เพราะเมื่อพูดถึงเด็กยุค 90 เรามักนึกถึงประโยคว่า
“พ่อแม่อยากให้เรียนอะไร?”
ในอดีตพ่อแม่จำนวนไม่น้อยมองการศึกษามหาวิทยาลัยในฐานะ “การลงทุนเพื่ออนาคต”
ลูกเรียน 4 ปี ต้องเสียค่าเล่าเรียน
ต้องซื้อหนังสือ
ต้องมีค่าเดินทาง
ถ้าเป็นเด็กต่างจังหวัด อาจต้องมีค่าหอพัก
บางบ้านต้องส่งเงินให้ลูกทุกเดือน
ดังนั้นพ่อแม่จึงไม่ได้มองเพียงว่า “ลูกชอบอะไร”
แต่อาจถามว่า
“เรียนจบแล้วทำงานอะไร?”
“มีงานทำหรือไม่?”
“เงินเดือนดีหรือเปล่า?”
“มั่นคงหรือไม่?”
“ถ้าเรียนจบแล้วจะสอบเข้าราชการได้ไหม?”
คำถามเหล่านี้เป็นภาพสะท้อนความคิดของคนรุ่นก่อนที่มองการศึกษาเชื่อมโยงกับความมั่นคงในชีวิต
และตรงนี้เองที่คำว่า “จบแล้วมีงานทำ” กลายเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้เด็กบางคนเลือกคณะหรือมหาวิทยาลัยที่ตัวเองไม่ได้ฝันถึงตั้งแต่แรก
แต่ “พ่อแม่แนะนำ” ไม่ได้แปลว่า “พ่อแม่บังคับ”
เรื่องนี้ผู้เขียนอยากแยกให้ชัด
การที่พ่อแม่บอกว่า
“คณะนี้ดีนะ”
ไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่จะบังคับลูกทุกคน
หลายครอบครัวเพียงต้องการให้ลูกมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพราะพ่อแม่อาจผ่านประสบการณ์ชีวิตมาก่อน
คนเป็นพ่อแม่อาจมองเห็นตลาดแรงงาน
อาจรู้จักคนที่เรียนสาขานั้น
อาจรู้ว่าอาชีพไหนมีความมั่นคง
และอาจกังวลว่าลูกเลือกคณะที่ชอบ แต่เมื่อเรียนจบแล้วกลับหางานยาก
ในทางกลับกัน เด็กก็มีความฝันของตัวเอง
นี่จึงเป็นการต่อรองระหว่าง “สิ่งที่ลูกอยากเป็น” กับ “สิ่งที่พ่อแม่คิดว่าลูกควรเป็น”
หลักฐานปัจจุบันช่วยสะท้อนว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่
แม้งานวิจัยยุคปัจจุบันไม่ควรถูกนำมาแทนข้อมูลของยุค 90 โดยตรง แต่ก็ช่วยให้เห็นว่าแนวคิดเรื่อง “ชื่อเสียง–ตลาดแรงงาน–ความคาดหวังของครอบครัว” ยังคงมีอยู่
งานวิจัยในนักเรียนมัธยมปลายจังหวัดสมุทรสาครที่เผยแพร่ในปี 2568 พบว่า ภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจสูง โดยนักเรียนให้ความสำคัญกับมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับจากสังคมและตลาดแรงงาน ขณะที่หลักสูตรที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานก็เป็นปัจจัยสำคัญเช่นกัน
แหล่งที่มาของข้อมูล: วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี งานวิจัยเรื่อง “ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกสถานศึกษาในระดับอุดมศึกษา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในจังหวัดสมุทรสาคร” เผยแพร่ พ.ศ. 2568
อีกงานวิจัยหนึ่งเกี่ยวกับนักศึกษาและผู้ปกครองของวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ พบว่าความคาดหวังสำคัญหลังสำเร็จการศึกษาคือการได้รับการยอมรับจากตลาดแรงงาน และปัจจัยด้านชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยส่งผลต่อการเลือกสถานศึกษาสูงที่สุดในกลุ่มตัวอย่าง
แหล่งที่มาของข้อมูล: วารสารปราชญ์ประชาคม งานวิจัยเรื่อง “ความต้องการและความคาดหวังของนักศึกษาและผู้ปกครอง และปัจจัยการเลือกศึกษาต่อ ณ วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ”
ครูแนะแนวก็เป็นอีกคนที่เด็กยุคก่อนต้องพึ่ง
ปัจจุบันเด็กอยากรู้ข้อมูลอะไรสามารถค้นหาได้เอง
แต่สมัยก่อน ถ้าอยากรู้ว่า
“คณะนี้เรียนอะไร?”
“จบไปทำงานอะไร?”
“คะแนนประมาณเท่าไร?”
“มหาวิทยาลัยนี้ดีหรือไม่?”
เด็กจำนวนมากต้องถามครูแนะแนว
ครูแนะแนวจึงมีบทบาทไม่น้อย เพราะเป็นคนที่ช่วยให้เด็กมองเห็นทางเลือกต่าง ๆ และบางครั้งครูก็อาจรู้จักข้อมูลเกี่ยวกับคณะหรือมหาวิทยาลัยมากกว่าผู้ปกครองเสียอีก
นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่การตัดสินใจของเด็กยุค 90 ไม่ได้เกิดจากตัวเด็กเพียงคนเดียว
มันเป็นการตัดสินใจที่เกิดจากข้อมูลที่มีอยู่ในเวลานั้น
และข้อมูลเหล่านั้นมาจาก “คน”
ไม่ใช่จาก Google
เด็กต่างจังหวัดอาจมีโจทย์มากกว่าหนึ่งข้อ
สำหรับเด็กต่างจังหวัด การเลือกมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ อาจไม่ได้หมายถึงแค่การเลือกมหาวิทยาลัย
แต่มันหมายถึงการเลือก “ชีวิตใหม่”
ต้องจากบ้าน
ต้องเดินทางไกล
ต้องหาที่พัก
ต้องใช้เงินมากขึ้น
ต้องอยู่กับคนที่ไม่รู้จัก
และต้องดูแลตัวเอง
ดังนั้นบางครอบครัวจึงอาจมองมหาวิทยาลัยใกล้บ้านมากกว่า แม้จะมีชื่อเสียงน้อยกว่า
แต่บางครอบครัวก็พร้อมส่งลูกเข้ากรุงเทพฯ หากเชื่อว่าการศึกษาที่ได้รับจะช่วยเปิดโอกาสในอนาคต
ตรงนี้ทำให้คำว่า “มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด” ไม่มีคำตอบเดียว
มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดสำหรับคนหนึ่ง อาจไม่ใช่มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดสำหรับอีกคน
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของยุคเอ็นทรานซ์คือ “การเลือกด้วยข้อมูลที่มีจำกัด”
เมื่อไม่มีอินเทอร์เน็ต เด็กต้องตัดสินใจจากข้อมูลที่หาได้
หนังสือคู่มือ
หนังสือพิมพ์
นิตยสาร
ครูแนะแนว
รุ่นพี่
ญาติ
เพื่อน
และประสบการณ์ของคนรู้จัก
ดังนั้นคำพูดอย่าง
“เขาว่ามหาวิทยาลัยนี้ดี”
“รุ่นพี่บอกว่าคณะนี้จบแล้วมีงานทำ”
“ลูกเพื่อนเรียนที่นี่แล้วได้งานดี”
จึงมีอิทธิพลมาก
บางครั้งข้อมูลอาจถูกต้อง
บางครั้งก็อาจเป็นเพียงประสบการณ์ส่วนตัวของคนคนหนึ่ง
แต่เด็กในเวลานั้นมีทางเลือกไม่มาก จึงต้องใช้ข้อมูลเหล่านั้นประกอบการตัดสินใจ
จากนั้นระบบก็เริ่มเปลี่ยน
ช่วงปลายทศวรรษ 2540 ระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยเริ่มมีการปรับปรุงครั้งใหญ่
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาอธิบายพัฒนาการของระบบว่า ระบบ Entrance มีการปรับเปลี่ยน และในปีการศึกษา 2542 มีการนำระบบใหม่เข้ามาใช้เพื่อแก้ปัญหาของระบบเดิม
เป้าหมายสำคัญของการปรับระบบคือให้สถาบันอุดมศึกษาได้ผู้เรียนที่มีความรู้ความสามารถและความถนัดตรงกับสาขาวิชามากขึ้น รวมถึงต้องการให้การเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเป็นไปตามหลักสูตรมากกว่าเดิม
แหล่งที่มาของข้อมูล: สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา รายงานเกี่ยวกับระบบการคัดเลือกนักเรียนเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับระบบใหม่ ปีการศึกษา 2542 และพัฒนาการของรูปแบบการรับนักศึกษา
ข้อมูลจากแหล่งอื่นก็ระบุว่า ระบบ Entrance แบบเดิมใช้มาเป็นเวลานานตั้งแต่ พ.ศ. 2504 และมีการปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญในช่วงปี 2542 ก่อนจะเข้าสู่ระบบ Admission ในเวลาต่อมา
แหล่งที่มาของข้อมูล: สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา และข้อมูลสรุปพัฒนาการระบบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยของไทย
ถ้าถามผู้เขียนว่า “เด็กยุค 90 เลือกมหาวิทยาลัยเพราะอะไร?”
ในมุมมองของผู้เขียน คำตอบคงไม่มีเพียงข้อเดียว
บางคนเลือกเพราะ ความฝัน
บางคนเลือกเพราะ คะแนนถึง
บางคนเลือกเพราะ มหาวิทยาลัยมีชื่อเสียง
บางคนเลือกเพราะ คณะที่ต้องการเรียนมีชื่อเสียงที่นั่น
บางคนเลือกเพราะ พ่อแม่แนะนำ
บางคนเลือกเพราะ ครูแนะแนวแนะนำ
บางคนเลือกเพราะ เพื่อนเลือก
และบางคนเลือกเพราะเหตุผลง่ายที่สุดว่า
“เรียนจบแล้วน่าจะมีงานทำ”
คำตอบทั้งหมดนี้สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ในคนคนเดียว
เด็กคนหนึ่งอาจอยากเป็นวิศวกร
พ่อแม่อยากให้เรียนมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง
ครูแนะนำอีกแห่งหนึ่ง
เพื่อนสนิทเลือกอีกแห่ง
สุดท้ายเด็กต้องเอาคะแนนทั้งหมดมาคิด แล้วจัดอันดับตามความเป็นไปได้
นี่คือชีวิตของเด็กเอ็นทรานซ์ยุค 90
“ชื่อมหาวิทยาลัย” อาจสำคัญ แต่ “คณะที่เรียน” สำคัญไม่แพ้กัน
ผู้เขียนคิดว่าคนสมัยนี้บางครั้งมองย้อนกลับไปแล้วจำเพียงว่า
“สมัยก่อนใคร ๆ ก็อยากเข้าจุฬาฯ”
หรือ
“ใคร ๆ ก็อยากเข้าธรรมศาสตร์”
แต่ความจริงซับซ้อนกว่านั้น
เพราะเด็กที่อยากเป็นหมออาจสนใจมหาวิทยาลัยหนึ่ง
เด็กที่อยากเป็นวิศวกรอาจสนใจอีกมหาวิทยาลัย
เด็กที่อยากเรียนกฎหมายอาจมีเป้าหมายอีกแห่ง
เด็กที่อยากทำงานด้านวิทยาศาสตร์อาจเลือกอีกแห่ง
ดังนั้นสิ่งที่เรียกว่า “มหาวิทยาลัยยอดนิยม” ต้องพิจารณาทั้งมหาวิทยาลัย คณะ สาขาวิชา ปีการศึกษา และกลุ่มผู้สมัคร
ไม่ควรนำความทรงจำของคนรุ่นหนึ่งมาเป็นตัวเลขระดับประเทศโดยไม่มีหลักฐาน
แล้ว “จบแล้วมีงานรับรอง” เป็นเหตุผลจริงหรือแค่คำพูดของพ่อแม่?
ผู้เขียนมองว่า เป็นทั้งสองอย่าง
เป็นคำพูดของพ่อแม่จริง
แต่ขณะเดียวกันก็เป็นความกังวลที่มีเหตุผล
เพราะสำหรับครอบครัวทั่วไป การส่งลูกเรียนมหาวิทยาลัยเป็นการลงทุนที่ใช้เงินและเวลาหลายปี
พ่อแม่จึงย่อมอยากให้ลูกเรียนสิ่งที่สามารถต่อยอดไปสู่อาชีพได้
แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ ไม่มีมหาวิทยาลัยหรือคณะใดสามารถ “รับรองงาน” ให้กับนักศึกษาทุกคนได้อย่างแท้จริง
ชื่อมหาวิทยาลัยอาจช่วยสร้างโอกาส
หลักสูตรอาจช่วยให้มีทักษะ
เครือข่ายศิษย์เก่าอาจช่วยเปิดประตู
แต่สุดท้ายตลาดแรงงานยังดูความสามารถ ประสบการณ์ และทักษะของแต่ละคน
ดังนั้นประโยคว่า “เรียนที่นี่จบแล้วมีงานแน่นอน” จึงควรฟังอย่างมีวิจารณญาณ
มองกลับไปวันนี้ เราอาจเข้าใจเด็กยุค 90 มากขึ้น
เด็กยุค 90 ไม่ได้มีอินเทอร์เน็ตให้ค้นหาทุกอย่าง
ไม่ได้มีคลิปรีวิวมหาวิทยาลัยนับพันคลิป
ไม่ได้มีรุ่นพี่จำนวนมากให้ถามผ่าน Facebook หรือ TikTok
และไม่ได้มีระบบสมัครมหาวิทยาลัยที่เปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยีเหมือนปัจจุบัน
พวกเขามีเพียงกระดาษหนึ่งใบ คะแนนสอบหนึ่งชุด และความหวังของตัวเองกับครอบครัว
บางคนสอบติดคณะที่ฝัน
บางคนสอบติดมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้ตั้งใจ
บางคนต้องเปลี่ยนคณะ
บางคนสอบใหม่
และบางคนค้นพบภายหลังว่า สิ่งที่ตัวเองเลือกตอนอายุ 18 ปี ไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองต้องการเมื่ออายุ 30 หรือ 40 ปี
แต่ทั้งหมดนั้นคือชีวิต
ในมุมมองของผู้เขียน สิ่งที่น่าจดจำที่สุดไม่ใช่ว่าใครเข้ามหาวิทยาลัยอะไร
เมื่อย้อนกลับไปมองยุคเอ็นทรานซ์ ผู้เขียนกลับคิดว่าสิ่งที่น่าสนใจที่สุดไม่ใช่คำถามว่า
“ใครเข้าจุฬาฯ?”
“ใครเข้าธรรมศาสตร์?”
“ใครเข้าเกษตรศาสตร์?”
หรือ “ใครเข้ามหิดล?”
แต่คือคำถามว่า
“ตอนอายุ 17–18 ปี เราเลือกอนาคตของตัวเองด้วยเหตุผลอะไร?”
เราเลือกเพราะความฝันของตัวเองจริง ๆ หรือไม่?
เราเลือกเพราะเพื่อนหรือเปล่า?
เราเลือกเพราะพ่อแม่บอกว่าดีหรือไม่?
เราเลือกเพราะครูแนะนำหรือไม่?
หรือสุดท้ายแล้ว เราเลือกเพราะกลัวว่าเรียนจบแล้วจะไม่มีงานทำ?
ผู้เขียนคิดว่าแต่ละคนคงมีคำตอบแตกต่างกัน
และนี่แหละคือเสน่ห์ของคนวัย 50+ ที่เคยผ่านยุคเอ็นทรานซ์มาแล้ว
เพราะเมื่อมองย้อนกลับไป เราจะเห็นว่าใบสมัครมหาวิทยาลัยใบหนึ่งไม่ได้เป็นเพียงกระดาษธรรมดา
แต่มันเต็มไปด้วยความฝัน ความกดดัน ความหวังของพ่อแม่ คำแนะนำของครู เสียงของเพื่อน และความไม่แน่นอนของเด็กคนหนึ่งที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า อีก 20–30 ปีข้างหน้า ตัวเองจะกลายเป็นคนแบบไหน
บางคนอาจได้มหาวิทยาลัยในฝันและประสบความสำเร็จ
บางคนไม่ได้เรียนในมหาวิทยาลัยที่อยากได้ แต่กลับมีชีวิตที่ดี
บางคนเรียนจบแล้วเปลี่ยนอาชีพ
บางคนไม่ได้ใช้วิชาที่เรียนมาเลย
และบางคนเพิ่งค้นพบว่า สิ่งที่สำคัญกว่าชื่อมหาวิทยาลัย คือความสามารถในการปรับตัวหลังจากเรียนจบ
เพราะฉะนั้น หากถามว่า “เด็กยุค 90 อยากเข้ามหาวิทยาลัยไหนมากที่สุด?”
ผู้เขียนคงไม่ตอบด้วยชื่อมหาวิทยาลัยเพียงชื่อเดียว เพราะหลักฐานที่มีอยู่ไม่เพียงพอที่จะสรุปเช่นนั้นตลอดทั้งทศวรรษ
แต่ถ้าถามว่า “มหาวิทยาลัยใดเป็นชื่อที่มีความโดดเด่นและอยู่ในความฝันของเด็กจำนวนมากในยุคนั้น?”
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ มหิดล รวมถึงมหาวิทยาลัยชั้นนำในภูมิภาค ล้วนเป็นชื่อที่ควรกล่าวถึง โดยต้องดูเป็นรายคณะและรายปีประกอบกัน
และถ้าถามต่อว่า “ทำไมเด็กถึงเลือก?”
คำตอบก็คงเป็นส่วนผสมระหว่างความฝัน ชื่อเสียงของสถาบัน ความถนัดของตัวเอง คะแนนสอบ คำแนะนำจากครู อิทธิพลของครอบครัว ความสะดวกในการเดินทาง ความคุ้มค่าของการเรียน และความหวังว่าเมื่อเรียนจบแล้วจะมีอาชีพที่มั่นคง
ส่วนเรื่อง “สมัครตามเพื่อน” นั้นมีอยู่ในชีวิตจริงแน่นอน แต่ไม่ควรเหมารวมว่าเป็นเหตุผลหลักของเด็กทั้งประเทศ เพราะงานวิจัยที่ศึกษาเรื่องการเลือกมหาวิทยาลัยก็ให้ผลแตกต่างกันไปตามกลุ่มตัวอย่างและบริบท
และนี่อาจเป็นข้อคิดที่สำคัญที่สุด
เด็กอายุ 18 ปีในวันนั้นไม่ได้มีข้อมูลมากพอที่จะรู้ว่าอะไรคือทางเลือกที่ดีที่สุดของชีวิต
เขาจึงต้องเลือกจากข้อมูลที่มี
บางคนเลือกด้วยหัวใจ
บางคนเลือกด้วยคะแนน
บางคนเลือกด้วยเหตุผล
บางคนเลือกตามคำแนะนำของพ่อแม่
บางคนเลือกตามความฝันของตัวเอง
แต่ไม่ว่าเลือกด้วยเหตุผลใด เมื่อเวลาผ่านไป 30 กว่าปี สิ่งที่เหลืออยู่ไม่ใช่แค่ชื่อมหาวิทยาลัยในใบปริญญา
แต่คือชีวิตที่เราสร้างขึ้นหลังจากวันนั้น
และบางทีนี่อาจเป็นเหตุผลว่า ทำไมคนวัย 50+ เมื่อพูดถึงคำว่า “เอ็นทรานซ์” จึงยังจำได้แม่นยำกว่าข้อสอบอีกหลายชุด
เพราะมันไม่ใช่แค่การสอบเข้ามหาวิทยาลัย
แต่มันคือวันที่เด็กคนหนึ่งต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ครั้งแรกว่า
“จากวันนี้ไป เราจะเดินไปทางไหน?”
แหล่งที่มาของข้อมูล :
-
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) — ข้อมูลพัฒนาการระบบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยของไทย และการปรับเปลี่ยนระบบ Entrance ในช่วงปี 2542 เป็นต้นมา
-
มูลนิธิโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน — ข้อมูลพัฒนาการของระบบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาไทย และลักษณะสำคัญของระบบ Entrance ในอดีต
-
เอกสาร “อนุสาร” ทบวงมหาวิทยาลัย ปีที่ 22 ฉบับที่ 215 พฤษภาคม พ.ศ. 2539 — ระบุข้อมูลการสอบคัดเลือกประจำปีการศึกษา 2539 มีผู้สมัครสอบ 160,842 คน และรับนักศึกษา 50,822 คน จาก 50 สถาบัน 862 คณะหรือประเภทวิชา
-
งานวิจัย “ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือกมหาวิทยาลัยรัฐบาลของนักเรียนมัธยมปลายในกรุงเทพมหานคร” — ศึกษานักเรียน 2,544 คนจาก 50 โรงเรียน และวิเคราะห์ปัจจัย เช่น ชื่อเสียงสถาบัน คุณภาพวิชาการ อิทธิพลจากเพื่อน อิทธิพลจากพ่อแม่ การแนะแนว โอกาสทำงานหลังจบ และภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัย
-
วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี พ.ศ. 2568 — งานวิจัยปัจจัยการเลือกสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาของนักเรียนมัธยมปลายจังหวัดสมุทรสาคร พบว่าภาพลักษณ์และชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย รวมถึงความสอดคล้องกับตลาดแรงงาน เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ
-
วารสารปราชญ์ประชาคม พ.ศ. 2569 — งานวิจัยเกี่ยวกับความต้องการและความคาดหวังของนักศึกษาและผู้ปกครอง พบว่าการได้รับการยอมรับจากตลาดแรงงานหลังจบการศึกษาเป็นความคาดหวังสำคัญ และชื่อเสียงมหาวิทยาลัยมีผลต่อการเลือกสถานศึกษาสูงในกลุ่มตัวอย่าง
เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า
เปิด 5 อันดับ มหาวิทยาลัยไทยที่มีหลักสูตรค่าเรียนสูงที่สุด บางแห่งแตะ 5 ล้านบาท”
5 ทริคซักผ้าให้หอมฟุ้งเหมือนร้านซักอบรีด ด้วยเงิน 20 บาท
หนึ่งวันของเทวดา เขาทำอะไรกันบ้าง
นักสำรวจพบ 'ดาวคล้ายโลก' ขนาดใกล้เคียงอยู่ห่างออกไป 150 ปีแสง
จระเข้ไม่เคยหยุดวิวัฒนาการ! แล้วทำไมหน้าตาเหมือนเดิมกว่า 200 ล้านปี?
หมอธวัชชัยเชื่อ “บังแจ็ค” ถูกหลอกไปอเมริกา! อ้างมีใบสั่งจากไทย ก่อน ICE รวบที่ LA ตั้งข้อสังเกตอาจเอี่ยวคดีแตงโม หวั่นมี “มือมืด” อยู่เบื้องหลัง
หมดเงินกับสกินแคร์แต่หน้ายังพัง? 4 จุดพลาดเรื่องแดดและแสงสีฟ้า
ก่อนมีไฟแดง-เหลือง-เขียว สัญญาณจราจรแรกของโลกหน้าตาแบบไหน
หม้อทอดไร้น้ำมันก่อมะเร็งจริงไหม? รู้ทันอะคริลาไมด์ก่อนอาหารไหม้เกรียม
5 ตำนานของเล่นในห้างยุค 90-2000 ส่องราคาอดีตกับสาเหตุที่หายไปจากชั้นวาง
ข้าวเหนียวไทยไม่ได้กินแค่ในไทย! 5 ประเทศที่ซื้อข้าวเหนียวไทยมากที่สุด
คนขับรถตู้นักเรียนเล่านาทีระทึก! หนุ่มบิ๊กไบก์ไลฟ์สดขี่สวนเลนพุ่งชน หักหลบสุดชีวิตแต่ไม่พ้น ดับคาที่ นักเรียนเจ็บ 4 ราย
จระเข้ไม่เคยหยุดวิวัฒนาการ! แล้วทำไมหน้าตาเหมือนเดิมกว่า 200 ล้านปี?
หมอธวัชชัยเชื่อ “บังแจ็ค” ถูกหลอกไปอเมริกา! อ้างมีใบสั่งจากไทย ก่อน ICE รวบที่ LA ตั้งข้อสังเกตอาจเอี่ยวคดีแตงโม หวั่นมี “มือมืด” อยู่เบื้องหลัง
หมดเงินกับสกินแคร์แต่หน้ายังพัง? 4 จุดพลาดเรื่องแดดและแสงสีฟ้า
หม้อทอดไร้น้ำมันก่อมะเร็งจริงไหม? รู้ทันอะคริลาไมด์ก่อนอาหารไหม้เกรียม
ทำงานแทบตายแต่ไม่มีเงินเก็บ? เช็ก 5 รูรั่วทางการเงินที่คนยุคดิจิทัลมองข้าม
เตือนภัยกลโกง 2026 แค่รับสายแล้วเงินหายจริงไหม รู้ทันมุกใหม่แก๊งคอลเซ็นเตอร์
จระเข้ไม่เคยหยุดวิวัฒนาการ! แล้วทำไมหน้าตาเหมือนเดิมกว่า 200 ล้านปี?
มนุษย์ทุกคนมี “เทวดาประจำตัว” จริงหรือ? เปิดตำนานความเชื่อโบราณที่คนรุ่นก่อนเล่าต่อกันมา
เปิดความลับ กข6 ทำไมข้าวเหนียวพันธุ์นี้ถึงครองใจคนไทย–ต่างชาติ นุ่มเหนียว หอม เคี้ยวมัน
ไทยต้องมี “AI ของตัวเอง” หรือไม่? เมื่อมหาอำนาจเริ่มปิดประตูเทคโนโลยี
