หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ชูกำลัง-ชาหวาน ดื่มทุกวัน ไตพังจริงไหม? เปิดตัวเลขน้ำตาลที่คนทำงานมองข้าม

เขียนโดย เรื่องดีดีมีทุกวัน

* รูปภาพใช้เพื่อประกอบเนื้อหาเท่านั้น อาจไม่ใช่ภาพเหตุการณ์จริงหรือภาพจริงจากเรื่องในบทความ ขอบคุณภาพประกอบจาก https://graphic.in.th

คนทำงานกะดึกหรือคนที่ต้องเร่งงานต่อเนื่องอาจคุ้นกับภาพเดิม ๆ คือเริ่มวันด้วยเครื่องดื่มชูกำลัง แล้วตามด้วยชาไทย ชาเขียว หรือชานมหวานในช่วงบ่าย เครื่องดื่มเหล่านี้ให้ความรู้สึกสดชื่นเร็ว แต่สิ่งที่ร่างกายได้รับอาจไม่ใช่แค่คาเฟอีน หากยังมีน้ำตาลจำนวนมากที่ถูกดื่มเข้าไปโดยแทบไม่รู้สึกว่าเป็น “อาหาร”

ไตไม่ได้พังจากน้ำตาลแก้วเดียว และเครื่องดื่มชูกำลังไม่ใช่สารพิษที่ไหลไปกัดไตทันที ความเสี่ยงเกิดจากการดื่มหวานซ้ำ ๆ จนเพิ่มโอกาสน้ำหนักเกิน ภาวะดื้อต่ออินซูลิน เบาหวาน และความดันโลหิตสูง ซึ่งล้วนทำร้ายหลอดเลือดและตัวกรองของไตในระยะยาว

ตัวเลขที่ควรอ่านก่อนเปิดฝา

ข้อมูลกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ในปีงบประมาณ 2567 ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังประมาณ 1.12 ล้านคน โดยเป็นผู้ป่วยระยะที่ 3–5 ราว 500,000 คน ขณะที่ข้อมูลปี 2568 พบผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่ประมาณ 370,000 คน ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าเครื่องดื่มชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นต้นเหตุโดยตรง แต่สะท้อนว่าพฤติกรรมการกินและดื่มที่เกิดซ้ำทุกวันมีความสำคัญมากขึ้น

กรมอนามัยและหน่วยงานสุขภาพมักใช้เกณฑ์ว่า ผู้ใหญ่ควรจำกัดน้ำตาลไว้ไม่เกินประมาณ 24 กรัม หรือ 6 ช้อนชาต่อวัน โดยน้ำตาลจากอาหาร เครื่องดื่ม ขนม และซอสต่าง ๆ ต้องนับรวมกันทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะน้ำตาลที่เติมลงในกาแฟ

• เครื่องดื่มชูกำลังขนาด 150 มิลลิลิตรบางรุ่นมีข้อมูลระบุซูโครสประมาณ 25.7 กรัม และคาเฟอีน 50 มิลลิกรัม เท่ากับน้ำตาลเกินเกณฑ์ 24 กรัมไปแล้วก่อนนับมื้ออาหารอื่น

• ชาไทยหรือชาเย็นมีความแตกต่างตามสูตรและขนาดแก้ว กรมอนามัยยกตัวอย่างขนาด 200 มิลลิลิตรที่อาจให้พลังงานประมาณ 430 กิโลแคลอรี และน้ำตาลราว 53 กรัม หรือประมาณ 13 ช้อนชา

• ชาเขียวหรือชาดำไม่หวานมีน้ำตาลต่ำกว่ามาก แต่ยังอาจมีคาเฟอีน ปริมาณจริงขึ้นอยู่กับชนิดชา วิธีชง และฉลากของผลิตภัณฑ์

จุดที่ทำให้เครื่องดื่มหวานน่ากังวลคือมันกินง่ายและไม่ค่อยทำให้อิ่ม คนหนึ่งคนอาจดื่มหมดขวดภายในไม่กี่นาที แล้วกลับไปกินข้าว ขนม หรือกาแฟตามปกติ น้ำตาลจึงสะสมโดยไม่มีความรู้สึกเหมือนกินของหวานหลายชิ้น

น้ำตาลทำร้ายไตผ่านเส้นทางไหน

เมื่อดื่มเครื่องดื่มหวานเป็นครั้งคราว ร่างกายยังมีระบบจัดการน้ำตาลตามปกติ แต่ถ้าดื่มบ่อยจนพลังงานเกิน ความเสี่ยงจะค่อย ๆ เปลี่ยนจากเรื่องรสชาติไปเป็นเรื่องระบบเผาผลาญ น้ำหนักตัวอาจเพิ่ม ไขมันสะสมมากขึ้น และร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้แย่ลง

หากเกิดเบาหวานหรือมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงต่อเนื่อง น้ำตาลจะทำลายหลอดเลือดเล็ก ๆ ในไต ทำให้ตัวกรองไตทำงานผิดปกติและอาจมีโปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะ ความดันโลหิตสูงก็สามารถเร่งวงจรนี้ให้เร็วขึ้นได้ ดังนั้นคำว่า “น้ำตาลทำร้ายไต” จึงควรเข้าใจว่าเป็นความเสี่ยงทางอ้อมจากการดื่มหวานสะสม ไม่ใช่การที่น้ำตาลหนึ่งแก้วทำให้ไตเสียทันที

คนอายุน้อยก็ไม่ควรคิดว่าตัวเองปลอดภัยเพียงเพราะยังไม่มีอาการ เพราะโรคไตเรื้อรังระยะแรกมักเงียบ และอาจไม่ทำให้ปวดบริเวณไตหรือรู้สึกผิดปกติชัดเจน

คาเฟอีนไม่ใช่ยาพิษของไต แต่ “ขวดที่สาม” คือคนละเรื่อง

สำหรับผู้ใหญ่สุขภาพทั่วไป สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ อ้างระดับคาเฟอีนรวมประมาณ 400 มิลลิกรัมต่อวันว่าโดยทั่วไปไม่สัมพันธ์กับผลเสียในคนส่วนใหญ่ แต่ตัวเลขนี้ไม่ใช่เป้าหมายที่ทุกคนควรพยายามดื่มให้ถึง และความไวต่อคาเฟอีนแตกต่างกันมาก

คาเฟอีนจากเครื่องดื่มชูกำลัง ชา กาแฟ น้ำอัดลม และผลิตภัณฑ์ก่อนออกกำลังกายต้องนับรวมกัน คนที่ดื่มชูกำลังตอนเช้า กาแฟตอนสาย และชาหวานช่วงบ่ายอาจได้รับคาเฟอีนมากกว่าที่คิด ผลที่เห็นก่อนอาจเป็นใจสั่น มือสั่น ความดันสูงขึ้น กระวนกระวาย หรือนอนไม่หลับ การนอนน้อยทำให้ต้องพึ่งเครื่องดื่มกระตุ้นมากขึ้น กลายเป็นวงจรที่ทำให้ร่างกายฟื้นตัวไม่ทัน

ผู้ตั้งครรภ์ ผู้ที่มีโรคหัวใจ ความดันสูง โรคไต หรือผู้ที่ใช้ยาบางชนิดควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์เรื่องปริมาณคาเฟอีนที่เหมาะสม เพราะเกณฑ์ของคนทั่วไปไม่ควรถูกนำไปใช้แทนคำแนะนำเฉพาะบุคคล

เปลี่ยนให้สดชื่นโดยไม่เพิ่มน้ำตาล

ตัวเลขบนฉลากสำคัญกว่าชื่อเครื่องดื่ม ก่อนซื้อให้ดูน้ำตาลต่อหนึ่งหน่วยบริโภค ปริมาตรทั้งขวด และคาเฟอีน หากฉลากระบุว่าน้ำตาลเกือบ 24 กรัม ก็ควรคิดว่านั่นกินโควตาทั้งวันไปเกือบหมดแล้ว ไม่ใช่เครื่องดื่มเล็ก ๆ ที่ไม่มีผลอะไร

• ให้น้ำเปล่าเป็นเครื่องดื่มหลัก และพกขวดไว้ใกล้ตัวเพื่อไม่ต้องรอให้กระหายจัด

• เลือกชาไม่หวาน ชามะนาวไม่เติมน้ำตาล หรือน้ำโซดาผสมมะนาวแทนเครื่องดื่มหวาน

• ถ้ายังอยากดื่มชาไทยหรือชานม ให้ลดขนาดแก้วและสั่งหวานน้อย 25–50% พร้อมลดความถี่ ไม่ใช่ดื่มแก้วใหญ่ทุกวัน

• อย่าใช้เครื่องดื่มสูตรไม่มีน้ำตาลเป็นเหตุผลให้ดื่มคาเฟอีนหลายกระป๋อง เพราะน้ำตาลลดลงไม่ได้แปลว่าคาเฟอีนหายไป

สำหรับผู้ที่มีโรคไตเรื้อรังอยู่แล้ว การเลือกเครื่องดื่มอาจต้องคำนึงถึงปริมาณน้ำ โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส และคำแนะนำเฉพาะจากทีมรักษา น้ำเปล่าซึ่งเหมาะกับคนทั่วไปจึงไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่มีไตเสื่อมจะดื่มได้ไม่จำกัด

อย่ารอให้มีอาการถึงค่อยเช็ก

ผู้ที่เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง น้ำหนักเกิน มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคไต หรือดื่มเครื่องดื่มหวานและคาเฟอีนเป็นประจำ ควรคุยกับบุคลากรทางการแพทย์เรื่องการตรวจน้ำตาล ความดัน การทำงานของไต และโปรตีนในปัสสาวะ การตรวจเลือดและปัสสาวะช่วยพบความผิดปกติได้เร็วกว่าการรอให้ตัวบวม ปัสสาวะผิดปกติ หรืออ่อนเพลียมาก

ถ้ามีอาการกระหายน้ำบ่อย ปัสสาวะมากหรือตื่นมาปัสสาวะกลางคืนหลายครั้ง น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ บวม หรือเหนื่อยง่ายผิดปกติ ควรเข้ารับการประเมิน ไม่ควรสรุปเองว่าเป็นเพียงผลจากทำงานหนัก

คนทำงานไม่จำเป็นต้องเลิกเครื่องดื่มชูกำลังหรือชาหวานตลอดชีวิต แต่ควรหยุดใช้มันแทนน้ำ แทนอาหาร และแทนการนอนหลับให้เพียงพอ ความสดชื่นที่ไม่ทิ้งน้ำตาลเกินโควตาและไม่ทำให้คาเฟอีนสะสม คือทางเลือกเล็ก ๆ ที่ช่วยลดภาระของร่างกายในทุกวันได้จริง

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
เรื่องดีดีมีทุกวัน's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 23 ครั้ง
เขียนโดย เรื่องดีดีมีทุกวัน
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
5 VOTES (5/5 จาก 1 คน)
VOTED: rage555
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
ข้าวเหนียวไทยไม่ได้กินแค่ในไทย! 5 ประเทศที่ซื้อข้าวเหนียวไทยมากที่สุดเปิดแนวทางเลขมงคล ลาภทวี โดย ศิษย์หลวงพ่อเนื่อง วันที่ 16 กันยายน 25695 ทริคซักผ้าให้หอมฟุ้งเหมือนร้านซักอบรีด ด้วยเงิน 20 บาทเปิด 5 อันดับ มหาวิทยาลัยไทยที่มีหลักสูตรค่าเรียนสูงที่สุด บางแห่งแตะ 5 ล้านบาท”หนึ่งวันของเทวดา เขาทำอะไรกันบ้างทองขึ้นแรงจนคนกลัวเงินสดด้อยค่า แต่ถือทองแทนเงินทั้งหมดดีจริงไหม?ปทุมฯ เอาจริง! ไล่ล่ากลุ่มวัยรุ่นโชว์ปืน-มีด หลังตลาดสี่มุมเมือง โพสต์ท้าทายเดือด ตำรวจ 3 โรงพักระดมล่าตัว หวั่นบานปลายเป็นเหตุรุนแรงผู้เขียนหนังสือ "Rich Dad" เปิดเผยว่าตนเองเป็นหนี้ 1.2 พันล้านดอลลาร์ และเปิดโปง "วิธีการที่คนรวยใช้เล่นเกมเศรษฐกิจ"Brain Rot มีจริงไหม? ทำไมไถคลิปสั้นแล้วรู้สึกสมาธิสั้นลงเปิด 10 โครงการรถไฟฟ้าที่ใช้งบลงทุนสูงที่สุด มีเงินเท่าไรอยู่เบื้องหลัง?เปิด 10 โครงการสร้างอาคารของ กทม. ที่มีงบสูงจนน่าตกใจ หลายแห่งทะลุพันล้านบาททำไมถึงเรียก “ป่าช้า” ทั้งที่คนตายไม่ได้เดินช้า? เปิดที่มาคำโบราณที่คนไทยคุ้นเคย แต่หลายคนไม่เคยรู้ความหมาย
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
มนุษย์ทุกคนมี “เทวดาประจำตัว” จริงหรือ? เปิดตำนานความเชื่อโบราณที่คนรุ่นก่อนเล่าต่อกันมาโหนกระแสเดือด! “คุณปริม” ผู้ป่วยไตระยะสุดท้าย ร้องถูกหมอข่มขู่กลางคลินิก แฉโทรตามถึงบ้าน-ส่งข้อความด่าหยาบ อ้างคนใช้ 30 บาทเป็นคนชั้นต่ำ
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
เปลี่ยนเครียดเป็นเงินดอลลาร์: เขียนอีบุ๊กฮีลใจขายบน Amazon KDPเปิด 7 อาชีพที่คนส่วนใหญ่มองข้าม แต่สร้างรายได้ดีกว่างานประจำเสียบปลั๊กทิ้งไว้แต่ไม่ได้เปิดเครื่อง ยังเสียค่าไฟไหม? คำตอบคือ “แล้วแต่เครื่อง”เปิด 10 จังหวัดไทยที่ได้รับงบประมาณจากรัฐสูงที่สุด เงินมหาศาลถูกใช้พัฒนาพื้นที่ไหนบ้าง
ตั้งกระทู้ใหม่