พันธบัตรสหรัฐ 30 ปี ยีลด์ทะลุ 5% ยาวนานสุดในรอบ 20 ปี สหรัฐกำลังเจออะไร
เมื่อครู่นี้ ผู้เขียนได้อ่านบทความเกี่ยวกับสถานการณ์ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ แล้วต้องยอมรับว่า เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่คนไทย โดยเฉพาะคนที่มีเงินออม ลงทุนในหุ้น กองทุน หรือถือสินทรัพย์ต่างประเทศ ไม่ควรมองข้าม
เพราะตัวเลขที่กำลังเกิดขึ้นในตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ไม่ใช่เพียงเรื่องของนักลงทุนในวอลล์สตรีทเท่านั้น แต่สามารถส่งแรงกระเพื่อมไปถึงต้นทุนการกู้ยืม ค่าเงินดอลลาร์ ตลาดหุ้น ราคาทองคำ ตลอดจนทิศทางเงินทุนทั่วโลกได้
ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดอยู่ที่ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก
ข้อมูลที่ Bloomberg รายงานและสื่อหลายแห่งนำมาเผยแพร่ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี 2569 จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ปิดตลาดเหนือระดับ 5% มาแล้ว 55 วัน ซึ่งเป็นจำนวนวันที่ปิดเหนือระดับดังกล่าวมากที่สุดในหนึ่งปีนับตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา
พูดง่าย ๆ คือ ตลาดพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐฯ กำลังอยู่ในช่วงที่ตึงตัวอย่างมาก และที่สำคัญคือไม่ได้เป็นเพียงการพุ่งขึ้นชั่วคราวแล้วลงทันที แต่ยีลด์สามารถยืนอยู่เหนือระดับ 5% ได้เป็นเวลานาน
ช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี เคยพุ่งขึ้นไปแตะประมาณ 5.34% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 และเข้าใกล้ระดับสูงสุดในรอบกว่า 2 ทศวรรษ
ส่วนข้อมูลล่าสุดที่มีการรายงานเมื่อวันที่ 1 กันยายน ระบุว่า ยีลด์พันธบัตรอายุ 30 ปีอยู่แถว 5.27%
ตัวเลข 5% อาจดูเหมือนไม่มากสำหรับคนทั่วไป แต่ในโลกการเงิน ตัวเลขดังกล่าวมีความหมายไม่น้อย เพราะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ถือเป็นหนึ่งในสินทรัพย์อ้างอิงที่สำคัญที่สุดของระบบการเงินโลก
เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวสูงขึ้น ต้นทุนเงินของโลกก็มีโอกาสถูกดึงขึ้นตามไปด้วย
และนี่เองคือเหตุผลที่สถานการณ์ครั้งนี้น่าสนใจ
ทำไม “ยีลด์พันธบัตร 30 ปี” ถึงน่าจับตา?
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันสักนิดว่า คำว่า “ยีลด์” หรืออัตราผลตอบแทนพันธบัตร ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลสหรัฐฯ อยู่ ๆ ก็ประกาศขึ้นดอกเบี้ยพันธบัตรทุกใบ
แต่ยีลด์ในตลาดเปลี่ยนแปลงตามราคาซื้อขายพันธบัตร
โดยทั่วไป หากนักลงทุนขายพันธบัตรมาก ราคาพันธบัตรก็ลดลง และเมื่อราคาพันธบัตรลดลง อัตราผลตอบแทนหรือยีลด์ก็จะสูงขึ้น
ดังนั้น เมื่อเห็นยีลด์พันธบัตร 30 ปีขึ้นมายืนเหนือ 5% สิ่งที่สะท้อนอยู่เบื้องหลังคือ นักลงทุนกำลังเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อแลกกับการถือหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาว
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “ยีลด์สูงหรือไม่”
แต่คือ
ทำไมคนที่เคยต้องการถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งถือว่าเป็นสินทรัพย์คุณภาพสูง จึงต้องการผลตอบแทนสูงขึ้นเรื่อย ๆ?
คำตอบมีหลายปัจจัย และแต่ละปัจจัยกำลังมาบรรจบกันในช่วงเวลาเดียวกัน
1. สหรัฐฯ ต้องกู้เงินจำนวนมหาศาล
หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือปัญหาการขาดดุลงบประมาณ
เมื่อรัฐบาลใช้จ่ายมากกว่ารายได้ ก็จำเป็นต้องกู้เงินเพิ่ม และวิธีสำคัญก็คือการออกพันธบัตรรัฐบาลเพื่อระดมเงินจากนักลงทุน
ปัญหาคือ หากรัฐบาลต้องออกพันธบัตรจำนวนมากในช่วงเวลาที่นักลงทุนไม่ได้อยากเพิ่มการถือพันธบัตรระยะยาว ก็จำเป็นต้องเสนอผลตอบแทนที่น่าสนใจมากขึ้น เพื่อดึงดูดผู้ซื้อ
นี่คือกลไกพื้นฐานของตลาด
ของมีมาก แต่คนอยากซื้อน้อยลง ราคาก็ต้องปรับเพื่อจูงใจผู้ซื้อ
สำหรับพันธบัตร เมื่อราคาปรับลดลง ยีลด์ก็จะสูงขึ้น
ดังนั้น การที่ยีลด์พันธบัตรอายุ 30 ปีอยู่ในระดับสูง จึงสามารถมองได้ว่าเป็นสัญญาณหนึ่งว่า ตลาดกำลังเรียกร้อง “ค่าตอบแทน” เพิ่มขึ้นเพื่อรับความเสี่ยงจากการถือพันธบัตรระยะยาว
และเรื่องนี้ยิ่งสำคัญเมื่อมองไปยังภาระหนี้ของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งเพิ่มขึ้นจนแตะระดับสูงมาก
นักลงทุนจึงเริ่มตั้งคำถามว่า ในอนาคตสหรัฐฯ จะบริหารภาระหนี้และการขาดดุลอย่างไร
2. ไม่ใช่แค่รัฐบาลที่ต้องการเงิน แต่บริษัทเอกชนก็แย่งเงินกันด้วย
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ขณะเดียวกับที่รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องระดมทุน ภาคเอกชนก็ต้องการเงินจำนวนมากเช่นกัน
โดยเฉพาะบริษัทเทคโนโลยีที่กำลังลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI
บริษัทเหล่านี้ต้องใช้เงินจำนวนมากในการสร้างศูนย์ข้อมูล ซื้อชิป ลงทุนระบบประมวลผล และขยายโครงสร้างพื้นฐาน
เมื่อบริษัทจำนวนมากออกหุ้นกู้พร้อม ๆ กัน ตลาดก็ต้องรองรับปริมาณตราสารหนี้ที่เพิ่มขึ้น
ตรงนี้เองทำให้เกิดการแข่งขันกันแย่งเงินลงทุน
ด้านหนึ่งคือรัฐบาลสหรัฐฯ
อีกด้านหนึ่งคือบริษัทเอกชน
ต่างฝ่ายต่างต้องการเงินจากนักลงทุน
และเมื่อมีผู้ต้องการเงินจำนวนมาก นักลงทุนก็ย่อมมีอำนาจต่อรองมากขึ้น
นักลงทุนอาจพูดง่าย ๆ ว่า
“ถ้าจะให้ผมล็อกเงินไว้นานถึง 20 หรือ 30 ปี ผมก็ต้องการผลตอบแทนที่สูงพอ”
นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่นักวิเคราะห์บางรายมองว่าแรงกดดันต่อพันธบัตรระยะยาวอาจไม่ได้หายไปง่าย ๆ
3. Treasury พยายามเข้ามาช่วย แต่ตลาดยังไม่เชื่อว่าจะเพียงพอ
ประเด็นนี้น่าสนใจมาก เพราะกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ไม่ได้ยืนดูตลาดอยู่เฉย ๆ
เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว เพื่อช่วยสนับสนุนสภาพคล่องของตลาด
โดยขนาดสูงสุดของการซื้อคืนในแต่ละรอบจะเพิ่มจาก 2 พันล้านดอลลาร์ เป็นอย่างน้อย 4 พันล้านดอลลาร์ และจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2569
พูดแบบภาษาชาวบ้านก็คือ รัฐบาลกำลังพยายามเข้ามาช่วยพยุงตลาดพันธบัตรระยะยาว
แต่ปัญหาคือ เมื่อเทียบกับขนาดของตลาดหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ และความต้องการระดมทุนทั้งหมดแล้ว เงินจำนวนดังกล่าวอาจไม่ได้ใหญ่พอที่จะเปลี่ยนทิศทางตลาดได้อย่างเด็ดขาด
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เองระบุว่า ในไตรมาสการระดมทุนที่จะมาถึง คาดว่าจะซื้อคืนพันธบัตรที่อยู่นอกช่วงอ้างอิงเพื่อสนับสนุนสภาพคล่องได้สูงสุด 38,000 ล้านดอลลาร์ และซื้อคืนในกลุ่มอายุ 1 เดือนถึง 2 ปีเพื่อบริหารเงินสดได้อีกสูงสุด 25,000 ล้านดอลลาร์
ดังนั้น การซื้อคืนพันธบัตรเป็นมาตรการช่วยตลาด แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถลบปัญหาการขาดดุลงบประมาณหรือความต้องการกู้เงินจำนวนมหาศาลของสหรัฐฯ ได้ในทันที
นี่คือความแตกต่างที่นักลงทุนต้องเข้าใจ
การช่วยสภาพคล่องของตลาด ไม่เท่ากับการแก้ปัญหาหนี้ของประเทศ
4. ตลาดกำลังจับตา “เฟด” อย่างใกล้ชิด
อีกตัวแปรสำคัญคือ ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed
การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟดครั้งต่อไปมีกำหนดวันที่ 15–16 กันยายน 2569
ตรงนี้ต้องย้ำให้ชัดเจนว่า
การคาดการณ์ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย ไม่ใช่การประกาศว่าเฟดตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยแล้ว
ในการประชุมเดือนกรกฎาคม เฟดมีมติคงกรอบอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.50–3.75% โดยมีกรรมการ 3 รายที่ต้องการให้ขึ้นดอกเบี้ย 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ ขณะที่มติส่วนใหญ่เลือกคงอัตราดอกเบี้ย
แต่หลังจากนั้น ตลาดได้รับสัญญาณที่เข้มงวดมากขึ้นจากประธานเฟด เควิน วอร์ช โดยเฉพาะคำกล่าวที่ Jackson Hole เมื่อปลายเดือนสิงหาคม
ทำให้ตลาดเพิ่มน้ำหนักความเป็นไปได้ที่เฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน
สำนักข่าว Reuters รายงานว่า หลังคำกล่าวของวอร์ชเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ตลาดเพิ่มการเดิมพันต่อการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนจากประมาณ 35.4% เป็น 55.7%
ขณะที่รายงานตลาดวันที่ 1 กันยายนระบุว่า น้ำหนักดังกล่าวเพิ่มขึ้นมาใกล้ 70%
จุดนี้จึงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
เพราะหากเฟดส่งสัญญาณว่าเงินเฟ้อยังน่ากังวลและพร้อมใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น นักลงทุนก็อาจเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้นจากพันธบัตรระยะยาว
5. เงินเฟ้อก็ยังไม่ใช่เรื่องที่วางใจได้
อีกตัวเลขหนึ่งที่กำลังจะออกมาคือเงินเฟ้อสหรัฐฯ
สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ หรือ BLS มีกำหนดเผยแพร่ตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI ประจำเดือนสิงหาคม ในวันที่ 11 กันยายน 2569 เวลา 08.30 น. ตามเวลาสหรัฐฯ
ตัวเลขนี้จะมีความสำคัญอย่างมากต่อการประเมินทิศทางดอกเบี้ยของเฟด
เพราะข้อมูลล่าสุดของเดือนกรกฎาคมพบว่า CPI เพิ่มขึ้น 3.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 2.5% เมื่อเทียบรายปี
หมายความว่า เงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังอยู่สูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟด
หากตัวเลขเดือนสิงหาคมออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาด นักลงทุนก็อาจมองว่าเฟดจำเป็นต้องรักษาดอกเบี้ยในระดับสูงนานขึ้น หรือแม้แต่พิจารณาขึ้นดอกเบี้ย
และเมื่อดอกเบี้ยระยะสั้นมีโอกาสสูงขึ้น พันธบัตรระยะยาวก็อาจถูกกดดันตาม
6. วันศุกร์นี้ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะตัวเลขการจ้างงานกำลังจะออก
วันที่ 4 กันยายน 2569 สหรัฐฯ จะเปิดเผยรายงาน Employment Situation ประจำเดือนสิงหาคม โดย BLS กำหนดเวลาเผยแพร่ไว้ที่ 08.30 น. ตามเวลาสหรัฐฯ
ตัวเลขการจ้างงานมีความสำคัญ เพราะเฟดไม่ได้ดูเฉพาะเงินเฟ้อเท่านั้น แต่ยังต้องพิจารณาภาวะตลาดแรงงานด้วย
ถ้าการจ้างงานแข็งแกร่งมาก เฟดอาจมีพื้นที่ในการคุมเงินเฟ้อต่อไป
แต่หากตลาดแรงงานอ่อนแรงลงอย่างรวดเร็ว เฟดก็ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการต่อสู้กับเงินเฟ้อกับความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและการจ้างงาน
ดังนั้น ช่วงวันที่ 4–16 กันยายน จึงอาจเป็นช่วงที่ตลาดพันธบัตรมีความผันผวนมากเป็นพิเศษ
7. แล้วทำไมพันธบัตร 30 ปีถึงน่ากังวลกว่าพันธบัตรระยะสั้น?
เหตุผลสำคัญคือเรื่องที่เรียกว่า Duration
อธิบายง่าย ๆ คือ พันธบัตรที่มีอายุยาวมักมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยมากกว่าพันธบัตรอายุสั้น
หากดอกเบี้ยในตลาดขยับขึ้น ราคาพันธบัตรระยะยาวสามารถปรับลดลงได้แรงกว่า
และนี่เป็นเรื่องที่ผู้ลงทุนวัย 50+ ควรทำความเข้าใจเป็นพิเศษ
เพราะหลายคนมีความเข้าใจว่า
“พันธบัตรรัฐบาล = ปลอดภัย”
คำพูดนี้ถูกเพียงครึ่งเดียว
พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อาจมีความเสี่ยงด้านเครดิตต่ำมากเมื่อเทียบกับสินทรัพย์จำนวนมาก แต่ไม่ได้หมายความว่า ราคาพันธบัตรจะไม่มีวันลดลง
โดยเฉพาะพันธบัตรอายุยาว
หากซื้อพันธบัตรหรือกองทุนพันธบัตรระยะยาว แล้วอัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับขึ้น ราคาตลาดของพันธบัตรเดิมก็สามารถลดลงได้
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคำว่า “ปลอดภัย” กับคำว่า “ราคาไม่ผันผวน” จึงไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
8. นักลงทุนกำลังถามว่า “5.3% ยังสูงได้อีกหรือไม่?”
เมื่อยีลด์พันธบัตร 30 ปีขึ้นมาถึงประมาณ 5.34% แล้ว คำถามต่อไปก็คือ
จากตรงนี้ยังสามารถขึ้นได้อีกหรือไม่?
คำตอบคือ ไม่มีใครสามารถรับประกันได้
แต่ตลาดออปชันก็สะท้อนว่ามีนักลงทุนบางส่วนกำลังวางเดิมพันว่า ยีลด์พันธบัตร 30 ปีอาจขึ้นไปถึงประมาณ 5.7% ก่อนสัญญาจะหมดอายุในวันที่ 20 พฤศจิกายน
แน่นอนว่า “การซื้อออปชัน” ไม่ได้หมายความว่าตลาดเชื่อว่ายีลด์จะต้องไปถึง 5.7%
มันเป็นเพียงการสะท้อนว่า มีนักลงทุนบางกลุ่มกำลังเตรียมรับมือกับความเป็นไปได้นั้น
ตรงนี้จึงต้องแยกให้ออกระหว่าง
สิ่งที่เกิดขึ้นจริง
กับ
สิ่งที่นักลงทุนกำลังเดิมพัน
เพราะตลาดการเงินเต็มไปด้วยการคาดการณ์ และการคาดการณ์สามารถผิดได้เสมอ
9. ปัญหานี้ไม่ได้อยู่แค่สหรัฐฯ แต่กำลังลามไปทั่วตลาดพันธบัตรโลก
สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าตลาดสหรัฐฯ คือ ขณะนี้แรงขายพันธบัตรไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศเดียว
วันที่ 1 กันยายน ตลาดพันธบัตรทั่วโลกเผชิญแรงกดดันพร้อมกัน โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น อังกฤษ เยอรมนี และสหรัฐฯ ต่างปรับขึ้น ท่ามกลางความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ราคาพลังงาน และนโยบายการเงิน
ในสหรัฐฯ ยีลด์พันธบัตร 10 ปีขึ้นมาใกล้ 4.8% ขณะที่ยีลด์ 30 ปีขยับเข้าใกล้ระดับสูงสุดเดิม
สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ตลาดการเงินโลกกำลังเข้าสู่ช่วงที่นักลงทุนต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นจากการถือพันธบัตรระยะยาว
และเมื่อพันธบัตรรัฐบาลประเทศใหญ่ ๆ ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น นักลงทุนทั่วโลกก็ต้องนำเรื่องนี้ไปเปรียบเทียบกับสินทรัพย์ประเภทอื่น
10. แล้วคนไทยจะได้รับผลกระทบอย่างไร?
หลายคนอาจอ่านมาถึงตรงนี้แล้วถามว่า
“เรื่องพันธบัตรอเมริกา แล้วเกี่ยวอะไรกับเรา?”
คำตอบคือเกี่ยวมากกว่าที่คิด
เพราะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ โดยเฉพาะพันธบัตรระยะยาว เป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ตลาดการเงินโลกใช้เป็นจุดอ้างอิง
เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ สูงขึ้น นักลงทุนทั่วโลกอาจพิจารณาว่า การถือเงินดอลลาร์หรือพันธบัตรสหรัฐฯ ให้ผลตอบแทนน่าสนใจขึ้นเมื่อเทียบกับสินทรัพย์บางประเภท
เงินทุนจึงสามารถเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศได้
สำหรับประเทศไทย สิ่งที่ต้องจับตาคือค่าเงินบาท อัตราดอกเบี้ยไทย ตลาดหุ้นไทย ราคาทองคำ และกระแสเงินทุนต่างชาติ
ไม่ได้หมายความว่า “พันธบัตรสหรัฐฯ ขึ้นแล้ว หุ้นไทยต้องตก” หรือ “เงินบาทต้องอ่อน” ทุกครั้ง
ตลาดไม่ได้ทำงานแบบเส้นตรงขนาดนั้น
แต่เมื่อส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างสินทรัพย์และประเทศต่าง ๆ เปลี่ยน นักลงทุนย่อมต้องนำปัจจัยเหล่านี้มาคำนวณใหม่
11. คนที่ถือกองทุนตราสารหนี้ต้องระวังอะไร?
สำหรับคนวัย 50+ เรื่องนี้อาจมีประโยชน์มากกว่าการรู้ว่าตลาดวอลล์สตรีทเป็นอย่างไรเสียอีก
เพราะผู้ลงทุนจำนวนไม่น้อยซื้อกองทุนตราสารหนี้เพราะคิดว่า “เสี่ยงต่ำ”
แต่คำว่าเสี่ยงต่ำไม่ได้หมายความว่าไม่มีโอกาสขาดทุนจากราคาตลาด
โดยเฉพาะกองทุนที่ลงทุนในพันธบัตรหรือหุ้นกู้ระยะยาว
หากดอกเบี้ยตลาดขึ้น ราคาตราสารหนี้เดิมสามารถลดลงได้
ดังนั้น ก่อนซื้อกองทุนตราสารหนี้ควรดูว่า กองทุนมี Duration ยาวแค่ไหน ลงทุนในพันธบัตรประเทศใด ลงทุนในหุ้นกู้เอกชนมากน้อยเพียงใด และมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือไม่
อย่าดูเพียงคำว่า “ตราสารหนี้” แล้วสรุปทันทีว่าเงินจะไม่ขาดทุน
12. สิ่งที่น่ากังวลที่สุดอาจไม่ใช่ตัวเลข 5%
ผู้เขียนมองว่า ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดไม่ใช่การที่ยีลด์พันธบัตร 30 ปีแตะ 5.34%
แต่คือ ระยะเวลาที่มันสามารถยืนอยู่ในระดับสูงได้
เพราะหากยีลด์พุ่งขึ้นแรงเพียงไม่กี่วันแล้วกลับลงมา ก็อาจมองได้ว่าเป็นความผันผวนของตลาด
แต่ถ้ายีลด์สามารถอยู่เหนือ 5% ได้ยาวนาน นักลงทุนจะเริ่มต้องปรับสมมติฐานใหม่ว่า
“บางทีดอกเบี้ยระยะยาวของสหรัฐฯ อาจไม่ได้กลับไปอยู่ในระดับต่ำแบบที่เราเคยเห็นในอดีตง่าย ๆ”
นี่เป็นเรื่องใหญ่
เพราะหากอัตราดอกเบี้ยระยะยาวสูงเป็นเวลานาน ต้นทุนการกู้เงินของรัฐบาล บริษัท และประชาชนก็มีแนวโน้มสูงตามไปด้วย
ตั้งแต่สินเชื่อบ้าน สินเชื่อธุรกิจ ไปจนถึงต้นทุนระดมทุนของบริษัทขนาดใหญ่
13. AI กลายเป็นตัวละครสำคัญในตลาดพันธบัตรอย่างไม่น่าเชื่อ
เมื่อก่อนเรามักพูดว่า AI เป็นเรื่องของหุ้นเทคโนโลยี
แต่ตอนนี้ AI เริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องกับตลาดตราสารหนี้โดยตรง
เหตุผลคือการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล
ทั้งศูนย์ข้อมูล เซิร์ฟเวอร์ ชิป ระบบไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน และโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ
บริษัทเทคโนโลยีจึงต้องระดมทุนมากขึ้น
เมื่อบริษัทเหล่านี้ออกหุ้นกู้จำนวนมาก นักลงทุนก็ต้องนำเงินไปซื้อหุ้นกู้เหล่านั้น
นั่นหมายความว่าเงินลงทุนในตลาดไม่ได้มีจำนวนไม่จำกัด
เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ ก็ต้องการเงิน และบริษัทเอกชนก็ต้องการเงินพร้อมกัน การแข่งขันแย่งเงินทุนก็มีโอกาสสูงขึ้น
ผู้เขียนมองว่านี่เป็นหนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจมากของตลาดการเงินยุคใหม่
AI ไม่ได้กระทบเพียงราคาหุ้นเทคโนโลยี แต่กำลังเข้าไปมีบทบาทกับตลาดทุนและตลาดตราสารหนี้ด้วย
14. แล้วตลาดจะพังหรือไม่?
คำถามนี้คงเป็นสิ่งที่หลายคนอยากรู้ที่สุด
ผู้เขียนขอพูดตรง ๆ ว่า ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะสรุปว่าตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ กำลังจะพัง หรือสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่วิกฤตหนี้
สิ่งที่เห็นในเวลานี้คือ ตลาดกำลังเรียกร้องผลตอบแทนสูงขึ้น และนักลงทุนมีความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับปริมาณหนี้ การขาดดุล เงินเฟ้อ นโยบายดอกเบี้ย และปริมาณตราสารหนี้ที่จะออกมาในอนาคต
ทั้งหมดนี้เป็น “แรงกดดัน”
แต่แรงกดดันไม่ได้เท่ากับวิกฤต
สหรัฐฯ ยังคงมีตลาดพันธบัตรขนาดใหญ่ มีสภาพคล่องสูง และมีสถานะเป็นตลาดการเงินหลักของโลก
ดังนั้น สิ่งที่ควรทำคือจับตาสัญญาณต่อไป มากกว่าตื่นตระหนก
15. สิ่งที่ต้องจับตาในเดือนกันยายน
สำหรับเดือนกันยายน ผู้เขียนมองว่ามีอย่างน้อย 4 เรื่องที่ควรติดตามเป็นพิเศษ
หนึ่ง — ตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ วันที่ 4 กันยายน
หากออกมาแข็งแกร่ง ตลาดอาจตีความว่าเศรษฐกิจยังรับดอกเบี้ยสูงได้
แต่หากอ่อนแอมาก ตลาดก็อาจกลับมาคาดหวังว่าเฟดจะไม่เข้มงวดมากนัก
สอง — ตัวเลขเงินเฟ้อ CPI วันที่ 11 กันยายน
นี่อาจเป็นข้อมูลสำคัญที่สุดก่อนการประชุมเฟด เพราะจะช่วยให้เห็นว่าแรงกดดันด้านราคายังอยู่ในระดับใด
สาม — การประชุมเฟดวันที่ 15–16 กันยายน
นี่คืออีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญ เพราะตลาดจะจับตาว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ และที่สำคัญกว่านั้นคือ จะส่งสัญญาณอย่างไรต่อทิศทางดอกเบี้ยในอนาคต
สี่ — ยีลด์พันธบัตร 30 ปีจะยืนเหนือ 5% ต่อหรือไม่
นี่อาจเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดสำหรับตลาดระยะยาว
หากยีลด์ยังสูงต่อเนื่อง ตลาดก็อาจต้องปรับตัวรับยุคที่ “เงินไม่ถูกเหมือนเดิม”
แต่หากยีลด์เริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง ก็อาจสะท้อนว่าความกังวลของตลาดเริ่มคลี่คลาย
ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องที่ควรติดตาม แต่ ยังไม่ควรตีความว่าเป็นสัญญาณว่าระบบการเงินสหรัฐฯ กำลังจะล่มสลาย
สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือ การที่ตลาดเริ่มเรียกร้องผลตอบแทนสูงขึ้นเพื่อถือพันธบัตรระยะยาว
เพราะหากสถานการณ์นี้ลากยาว ต้นทุนการกู้เงินของทั้งรัฐบาลและภาคเอกชนก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย
และเมื่อเงินมีราคาแพงขึ้น การลงทุนบางประเภทที่เคยคุ้มค่าในยุคดอกเบี้ยต่ำก็อาจต้องกลับมาคำนวณกันใหม่
สำหรับคนทั่วไป เรื่องนี้อาจดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว
แต่จริง ๆ แล้วไม่ไกลเลย
เพราะเราอยู่ในระบบการเงินเดียวกัน
เมื่อดอกเบี้ยสหรัฐฯ เปลี่ยน ค่าเงินเปลี่ยน เงินทุนต่างชาติเปลี่ยน ตลาดหุ้นเปลี่ยน และราคาสินทรัพย์ทั่วโลกก็สามารถเปลี่ยนตามได้
โดยเฉพาะคนวัย 50 ปีขึ้นไปที่กำลังเตรียมเงินไว้ใช้หลังเกษียณ เรื่องนี้ยิ่งควรระวัง
อย่ามองเพียงว่า “พันธบัตรเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย”
แต่ควรถามต่อว่า
ปลอดภัยจากอะไร?
ปลอดภัยจากการผิดนัดชำระหนี้ ไม่ได้หมายความว่าราคาจะไม่ตก
ปลอดภัยจากความผันผวนของหุ้น ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความผันผวนเลย
และยิ่งเป็นพันธบัตรระยะยาว ยิ่งต้องเข้าใจเรื่อง Duration และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ย
ผู้เขียนจึงมองว่า ในช่วงเวลานี้สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การรีบเดาว่า “ยีลด์จะขึ้นถึง 5.7% หรือไม่”
แต่คือการถามตัวเองว่า
ถ้ายีลด์ยังสูงอยู่อีก 1–2 ปี พอร์ตการลงทุนของเราจะรับมือไหวหรือไม่?
นี่ต่างหากคือคำถามที่สำคัญสำหรับนักลงทุนรายย่อย
เพราะการลงทุนที่ดีไม่ใช่การทายตลาดถูกทุกครั้ง
แต่คือการจัดพอร์ตให้สามารถอยู่รอดได้ แม้ตลาดจะไม่เป็นไปตามที่เราคาด
สรุป
พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี กำลังส่งสัญญาณที่ตลาดโลกไม่ควรมองข้าม
ยีลด์แตะประมาณ 5.34% ในช่วงกลางเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 และล่าสุดยังอยู่แถว 5.27% ขณะที่จำนวนวันที่ยีลด์ปิดเหนือ 5% ในปีนี้แตะ 55 วัน ซึ่งเป็นจำนวนมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2006 ตามข้อมูลที่ Bloomberg รวบรวมและสื่อรายงาน
เบื้องหลังไม่ได้มีเพียงปัจจัยเดียว
แต่เป็นการมาชนกันของหลายเรื่อง ทั้งการขาดดุลงบประมาณสหรัฐฯ ปริมาณการออกพันธบัตร ความต้องการเงินทุนของภาคเอกชน การลงทุน AI ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ และทิศทางนโยบายของเฟด
ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ก็พยายามเพิ่มการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวเพื่อช่วยสภาพคล่องของตลาด โดยจะเพิ่มขนาดการซื้อคืนเป็นอย่างน้อย 4 พันล้านดอลลาร์ต่อรอบตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน
แต่จะสามารถกดแรงกดดันของตลาดลงได้มากน้อยเพียงใด ยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม
เพราะฉะนั้น เดือนกันยายนจึงอาจเป็นอีกหนึ่งเดือนสำคัญของตลาดการเงินโลก
วันที่ 4 กันยายน ดูตัวเลขการจ้างงาน
วันที่ 11 กันยายน ดูเงินเฟ้อ
วันที่ 15–16 กันยายน ดูการประชุมเฟด
และตลอดทั้งเดือน ต้องดูว่าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี จะสามารถยืนเหนือระดับ 5% ต่อไปได้หรือไม่
เพราะหากยีลด์สูงได้ต่อเนื่อง ตลาดอาจกำลังบอกเราว่า
ยุคดอกเบี้ยต่ำและเงินราคาถูกกำลังไม่ใช่เรื่องที่จะกลับมาได้ง่าย ๆ
และถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ไม่ใช่แค่ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ต้องปรับตัว แต่คนที่มีเงินออมและเงินลงทุนอยู่ทั่วโลก รวมถึงคนไทย ก็ต้องหันกลับมาทบทวนพอร์ตของตัวเองเช่นกัน
แหล่งที่มาของข้อมูล :
Bloomberg — ข้อมูลเกี่ยวกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี การปิดเหนือระดับ 5% จำนวน 55 วันในปี 2569 และระดับสูงสุดประมาณ 5.34% ในช่วงกลางเดือนสิงหาคม ซึ่งมีการรายงานต่อโดยสื่อต่างประเทศหลายแห่ง
Reuters — รายงานสถานการณ์ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ การปรับตัวขึ้นของยีลด์ และท่าทีของประธานเฟด เควิน วอร์ช หลังการประชุม Jackson Hole
U.S. Department of the Treasury — ข้อมูลอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวเป็นอย่างน้อย 4 พันล้านดอลลาร์ต่อรอบ ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2569 และแผนการซื้อคืนพันธบัตรในไตรมาสถัดไป
Federal Reserve — ปฏิทินการประชุม FOMC ระบุการประชุมครั้งต่อไปวันที่ 15–16 กันยายน 2569 และข้อมูลการประชุมเดือนกรกฎาคมซึ่งมีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ 3.50–3.75%
U.S. Bureau of Labor Statistics (BLS) — กำหนดเผยแพร่ตัวเลขการจ้างงานเดือนสิงหาคมวันที่ 4 กันยายน 2569 และ CPI เดือนสิงหาคมวันที่ 11 กันยายน 2569
เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า
หนึ่งวันของเทวดา เขาทำอะไรกันบ้าง
อานาปานสติไม่ใช่แค่การนับลม: จากลมหายใจสู่การเห็นธรรมตามพุทธวจน
Lithops พืชที่เหมือนก้อนหิน จนแทบแยกไม่ออก
ทำไมถึงเรียก “ป่าช้า” ทั้งที่คนตายไม่ได้เดินช้า? เปิดที่มาคำโบราณที่คนไทยคุ้นเคย แต่หลายคนไม่เคยรู้ความหมาย
ข้าวเหนียวไทยไม่ได้กินแค่ในไทย! 5 ประเทศที่ซื้อข้าวเหนียวไทยมากที่สุด
108 ท่าบนเตียง มีอะไรบ้าง Sex position ท่าเด็ดบนเตียง
เปิด 5 อันดับ มหาวิทยาลัยไทยที่มีหลักสูตรค่าเรียนสูงที่สุด บางแห่งแตะ 5 ล้านบาท”
โรงเรียนรัฐบาลในไทยที่สอบเข้ายากที่สุด มีอัตราการแข่งขันสูงที่สุด
เปิดแฟ้ม 6 “ศึกมรดก” ตระกูลดังไทย จากกงสีพันล้านสู่สงครามสายเลือด
ส้มโอเนื้อแดง vs เนื้อขาว สีไหนดีกว่า เปิดข้อแตกต่างที่คนกินมานานอาจยังไม่รู้
5 สิทธิ์ฟรีของ "ประกันสังคม" ที่คนไทยจ่ายทุกเดือนแต่ไม่ค่อยรู้ว่าใช้ได้
เพียงรู้ลมหายใจอย่างมีสติ ทำไมการสังเกตลมจึงพาใจเห็นความไม่เที่ยง
โรงเรียนรัฐบาลในไทยที่สอบเข้ายากที่สุด มีอัตราการแข่งขันสูงที่สุด
เปิด 5 อันดับข้าราชการท้องถิ่น เงินเดือนสูงที่สุด ใครแตะ 80,450 บาท?

