เปิดสถิติ 10 ปี ประเทศไหน “ชอบขนมไทย” ที่สุด
เมื่อครู่นี้ ผู้เขียนได้อ่านบทความเกี่ยวกับตลาดขนมไทยและการส่งออกสินค้าอาหารของไทย จึงเกิดคำถามขึ้นมาว่า แท้จริงแล้วประเทศใดกันแน่ที่นิยมซื้อขนมหวานจากประเทศไทยมากที่สุด?
หลายคนอาจนึกถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา ลาว กัมพูชา หรือมาเลเซีย เพราะอยู่ใกล้ประเทศไทยและมีรสนิยมด้านอาหารที่ใกล้เคียงกัน แต่เมื่อเปิดข้อมูลการค้าระหว่างประเทศมาพิจารณาอย่างจริงจัง กลับพบภาพที่น่าสนใจไม่น้อย
สหรัฐอเมริกา คือหนึ่งในตลาดใหญ่ที่สุดของขนมหวานจากไทย และในหลายปีที่ผ่านมาเคยขึ้นมาเป็นตลาดอันดับ 1 ของไทยในหมวดสินค้านี้
อย่างไรก็ตาม ก่อนจะไปดูตัวเลข ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า ในสถิติศุลกากรระหว่างประเทศไม่ได้มีหมวดสินค้าเฉพาะที่ใช้ชื่อว่า “ขนมไทย” ดังนั้น การเปรียบเทียบครั้งนี้จึงใช้พิกัดศุลกากร HS 170490 ซึ่งเป็นกลุ่ม “ขนมหวานที่ทำจากน้ำตาล ไม่ประกอบด้วยโกโก้ รวมถึงไวท์ช็อกโกแลต” เป็นตัวแทนของตลาดขนมหวานประเภทหนึ่งจากไทย
ตัวเลขจึงไม่ได้หมายความว่าเป็นยอดส่งออกเฉพาะทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ขนมชั้น หรือขนมไทยโบราณทั้งหมด แต่เป็นข้อมูลที่ช่วยให้เห็นภาพว่า ตลาดต่างประเทศใดรับซื้อสินค้าขนมหวานจากไทยมากที่สุด
เปิดตัวเลขย้อนหลัง เห็นตลาดขนมหวานไทยชัดขึ้น
ในปี 2560 ไทยส่งออกสินค้ากลุ่ม HS 170490 ไปยังตลาดโลกประมาณ 165 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดอันดับต้น ๆ ของไทย ขณะที่กัมพูชา จีน เมียนมา และญี่ปุ่นก็เป็นตลาดสำคัญเช่นกัน
ปี 2561 จีนขยับขึ้นมาเป็นตลาดสำคัญมากขึ้น โดยมูลค่าการส่งออกของไทยไปจีนในหมวดดังกล่าวอยู่ในระดับใกล้เคียงกับสหรัฐฯ
ปี 2562 จีนยังคงมีบทบาทสูง โดยไทยส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ไปจีนประมาณ 29.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่สหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
แต่หลังจากนั้นภาพของตลาดเริ่มเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
ปี 2563 สหรัฐอเมริกากลับขึ้นมาเป็นตลาดอันดับ 1 ของไทยในหมวด HS 170490 ด้วยมูลค่าประมาณ 25.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ปี 2564 ตัวเลขขยับขึ้นอย่างโดดเด่น โดยไทยส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ไปสหรัฐฯ ประมาณ 35.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ปี 2565 เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 38.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ปี 2566 สหรัฐฯ ยังคงครองตลาดสำคัญ โดยไทยส่งออกไปประมาณ 37.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
และในปี 2567 สหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดอันดับ 1 ของไทยในหมวด HS 170490 ด้วยมูลค่าประมาณ 34.13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยระดับกว่าพันล้านบาท ขณะที่จีนอยู่ที่ประมาณ 20.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมียนมา 13.38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และญี่ปุ่น 12.59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ตัวเลขดังกล่าวทำให้เห็นชัดว่า ตลาดสหรัฐฯ ไม่ใช่ตลาดเล็ก ๆ สำหรับขนมจากไทย แต่เป็นตลาดสำคัญที่มีมูลค่าการซื้อขายระดับหลายสิบล้านดอลลาร์ต่อปี
แล้วทำไม “สหรัฐฯ” ถึงกลายเป็นตลาดใหญ่?
คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่ขนาดของตลาด
สหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในตลาดผู้บริโภคขนมหวานที่ใหญ่ที่สุดของโลก และมีประชากรหลากหลายเชื้อชาติ ทำให้สินค้าจากเอเชียสามารถเข้าไปสร้างตลาดเฉพาะกลุ่มได้
ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งไม่ได้มองขนมจากไทยเป็นเพียงของฝากจากนักท่องเที่ยวอีกต่อไป แต่สามารถพบสินค้าเหล่านี้ได้ผ่านร้านค้าเอเชีย ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านค้าออนไลน์ และช่องทางจำหน่ายสินค้าอาหารนำเข้า
ข้อมูลปี 2567 ยังสะท้อนภาพที่น่าสนใจว่า สหรัฐฯ นำเข้าสินค้ากลุ่ม HS 170490 จากไทยประมาณ 53.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่จีนนำเข้าจากไทยประมาณ 47.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อใช้ข้อมูลฝั่งประเทศผู้นำเข้า ซึ่งตัวเลขอาจแตกต่างจากข้อมูลฝั่งผู้ส่งออกได้ตามวิธีการบันทึกทางการค้า
พูดง่าย ๆ ก็คือ ตลาดอเมริกันมีความต้องการสินค้ากลุ่มขนมหวานจากไทยในระดับสูงจริง
แต่ประเทศเพื่อนบ้านก็ยังสำคัญ
แม้สหรัฐฯ จะโดดเด่น แต่ไม่ได้หมายความว่าประเทศในเอเชียไม่ชอบขนมจากไทย
ตรงกันข้าม ประเทศเพื่อนบ้านยังเป็นตลาดสำคัญอย่างมาก เนื่องจากมีระยะทางใกล้ ต้นทุนการขนส่งต่ำ และผู้บริโภคคุ้นเคยกับรสชาติแบบเอเชีย
ในปี 2567 ไทยส่งออกสินค้ากลุ่ม HS 170490 ไปจีนประมาณ 20.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมียนมาประมาณ 13.38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ญี่ปุ่นประมาณ 12.59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และฮ่องกงประมาณ 12.15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
หากมองในภาพรวมจึงเห็นได้ว่า ตลาดขนมจากไทยไม่ได้กระจุกตัวอยู่ประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่กระจายอยู่ทั้งอเมริกา เอเชีย และตลาดต่างประเทศอื่น ๆ
ขนมไทยกำลังเดินทางไกลกว่าที่คิด
สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อก่อนคนไทยอาจมองขนมไทยว่าเป็นของกินที่เกี่ยวข้องกับตลาด งานบุญ งานมงคล หรือของฝากสำหรับนักท่องเที่ยว
แต่วันนี้ภาพเปลี่ยนไปมาก
ขนมและของหวานที่ผลิตในประเทศไทยสามารถเดินทางข้ามมหาสมุทรไปวางจำหน่ายในสหรัฐฯ ได้ และสร้างมูลค่าการส่งออกระดับหลายสิบล้านดอลลาร์
นี่จึงเป็นอีกมุมหนึ่งของอาหารไทยที่น่าจับตามอง
เพราะคำว่า “อาหารไทย” ไม่ได้หมายถึงเพียงต้มยำ ผัดไทย แกงเขียวหวาน หรือส้มตำเท่านั้น
ความหวานแบบไทย ๆ ก็มีพื้นที่ในตลาดโลกเช่นกัน
แล้วขนมไทยโบราณอย่างทองหยิบ–ทองหยอดล่ะ?
ตรงนี้ต้องแยกให้ออก
ข้อมูล HS 170490 ไม่ได้หมายถึงขนมไทยโบราณทุกชนิดโดยตรง เพราะระบบศุลกากรจัดสินค้าตามลักษณะ ส่วนประกอบ และพิกัดสินค้า
ดังนั้น หากนำตัวเลขนี้ไปเขียนว่า
“สหรัฐฯ ซื้อทองหยิบ ทองหยอด และขนมไทยทั้งหมดมากที่สุดในโลก”
ถือว่าเป็นการสรุปเกินกว่าข้อมูลที่มี
แต่ถ้าเขียนว่า
“สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกขนาดใหญ่ของสินค้าขนมหวานจากไทยในหมวด HS 170490”
ข้อความนี้ตรงกับข้อมูลสถิติมากกว่า และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
ในมุมมองของผู้เขียน เห็นว่าเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจมาก นั่นคือ ของกินที่คนไทยคุ้นเคยและอาจมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา กลับมีคุณค่าในสายตาของผู้บริโภคต่างประเทศ
ขนมไทยมีจุดแข็งหลายอย่าง ทั้งรูปลักษณ์ สีสัน วัตถุดิบ กลิ่นหอม และเรื่องราวทางวัฒนธรรม
โดยเฉพาะขนมที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน หากนำมาพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัย เพิ่มมาตรฐานการผลิต ยืดอายุสินค้า และปรับรสชาติให้เหมาะกับตลาดต่างประเทศ ก็มีโอกาสเติบโตได้อีกมาก
ผู้เขียนมองว่า ขนมไทยไม่ควรถูกมองเป็นเพียงของหวานหลังอาหาร แต่สามารถพัฒนาให้เป็นสินค้าทางวัฒนธรรมที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้
และที่น่าสนใจที่สุดก็คือ ประเทศที่รับซื้อขนมหวานจากไทยในมูลค่าสูง ไม่ได้มีเพียงประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกัน
แต่มีตลาดใหญ่อย่าง สหรัฐอเมริกา อยู่ด้วย
นี่อาจเป็นเครื่องเตือนใจคนไทยว่า สิ่งที่เรากินมาตั้งแต่เด็ก สิ่งที่เห็นอยู่ตามตลาดและร้านขนมทั่วไป อาจมีศักยภาพมากกว่าที่เราคิด
เพราะบางครั้ง “ขนมไทยหนึ่งชิ้น” อาจไม่ได้มีคุณค่าแค่ความอร่อย แต่ยังพาเรื่องราวของประเทศไทยเดินทางไปไกลถึงอีกซีกโลกได้อีกด้วย
แหล่งที่มาของข้อมูล :
-
World Bank – World Integrated Trade Solution (WITS) / UN Comtrade ข้อมูลการส่งออกสินค้าของประเทศไทย หมวด HS 170490 “Sugar confectionery (including white chocolate), not containing cocoa” โดยข้อมูลปี 2567 ระบุว่าไทยส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ไปทั่วโลกมูลค่า 179.72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และตลาดสหรัฐฯ เป็นตลาดปลายทางอันดับ 1 ของไทยที่ประมาณ 34.13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
-
UN Comtrade ผ่าน WITS ข้อมูลฝั่งประเทศผู้นำเข้าในปี 2567 ระบุว่าสหรัฐฯ นำเข้าสินค้ากลุ่ม HS 170490 จากไทยประมาณ 53.40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจีนนำเข้าจากไทยประมาณ 47.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
-
World Bank – WITS / UN Comtrade ใช้สำหรับตรวจสอบข้อมูลการค้าแยกตามประเทศ คู่ค้า ปี และพิกัดสินค้า HS 170490
เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า
คนสมัยก่อนซ่อนอะไรไว้ในบ้านเพื่อกันสิ่งชั่วร้าย? — ตั้งแต่ขวดแม่มดถึงสัญลักษณ์บนคาน
5 คณะที่เรียนจบมาแล้ว มีอาชีพรองรับมากกว่าที่คิด
อำเภอที่มีชื่ออำเภอสั้นที่สุด 3 อำเภอเท่านั้นในประเทศไทย
วิจัยประเมินซูเปอร์เอลนีโญ อาจเพิ่มผู้เสียชีวิตจากความร้อน 451,000 ราย
ฮ่องเต้จีนทำไมต้องมี สายลูกปัดบังหน้า เหตุผลแท้จริงไม่ใช่แค่ความสวยงาม
เลขม้าสีหมอก 1/10/69 เปิดเลขเด่นบน-ล่าง พร้อมชุด 2 ตัว งวด 1 ตุลาคม 2569
ถ้า เนเน่ รอยัล คว้าแชมป์ AGT จะได้เงินเท่าไร? เปิดเบื้องหลังรางวัล 1 ล้านดอลลาร์
“Mongee Banana” กล้วยพรีเมียมแดนปลาดิบที่กินได้ทั้งเปลือก นวัตกรรมเกษตรสุดล้ำแห่งโอคายาม่า
โรงเรียนที่มีนักเรียนมากที่สุดในไทย
แอร์ ภัณฑิลา เปิดชีวิตหลังคลอดวัย 39 คันจนตัวแดง แถมเจอศึกกู้น้ำนมเพื่อลูก
ฝนหนัก 23–27 ก.ย. 69 จังหวัดไหนต้องระวัง ? เช็กพื้นที่เสี่ยงทั่วไทย
“มะแพหว่า” ถอดรหัสตำนานผีสาวชุดเหลืองแบกโลง สู่โศกนาฏกรรมและนัตผู้พิทักษ์แห่งเมียนมา
เลขม้าสีหมอก 1/10/69 เปิดเลขเด่นบน-ล่าง พร้อมชุด 2 ตัว งวด 1 ตุลาคม 2569
ถ้า เนเน่ รอยัล คว้าแชมป์ AGT จะได้เงินเท่าไร? เปิดเบื้องหลังรางวัล 1 ล้านดอลลาร์
วิจัยประเมินซูเปอร์เอลนีโญ อาจเพิ่มผู้เสียชีวิตจากความร้อน 451,000 ราย
“มะแพหว่า” ถอดรหัสตำนานผีสาวชุดเหลืองแบกโลง สู่โศกนาฏกรรมและนัตผู้พิทักษ์แห่งเมียนมา
“Mongee Banana” กล้วยพรีเมียมแดนปลาดิบที่กินได้ทั้งเปลือก นวัตกรรมเกษตรสุดล้ำแห่งโอคายาม่า
วิทยาลัยที่รับเฉพาะผู้หญิง? เปิดข้อเท็จจริงมหาปชาบดีเถรีวิทยาลัย พร้อมหลักฐานจากแหล่งทางการ




