หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

รู้ไหม โรงเรียน แห่งแรกของไทยไม่ได้เริ่มแบบที่คิด จากวังสู่ วัดมหรรณพาราม

เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า


เมื่อครู่นี้ ผู้เขียนได้อ่านบทความหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องราวของ “โรงเรียน” แล้วเกิดความสงสัยขึ้นมาว่า คำธรรมดาที่เราใช้กันแทบทุกวันอย่างคำว่า “โรงเรียน” นั้น มีที่มาอย่างไร

ที่สำคัญกว่านั้น หากถามว่า

“โรงเรียนแห่งแรกของประเทศไทยอยู่ที่จังหวัดอะไร?”

หลายคนอาจตอบว่า กรุงเทพฯ แต่หากตอบเพียงเท่านี้ เรื่องราวยังไม่จบ เพราะประวัติศาสตร์การศึกษาไทยมีรายละเอียดที่น่าสนใจกว่านั้นมาก

เพราะคำว่า “โรงเรียนแห่งแรก” สามารถหมายถึงคนละเรื่องกันได้

โรงเรียนหลวงแห่งแรก กับ โรงเรียนหลวงสำหรับราษฎรแห่งแรก ไม่ใช่โรงเรียนเดียวกัน และเกิดขึ้นคนละช่วงเวลา

ข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการระบุว่า โรงเรียนหลวงแห่งแรกจัดตั้งขึ้นในบริเวณพระบรมมหาราชวัง เมื่อ พ.ศ. 2414 ขณะที่โรงเรียนหลวงแห่งแรกสำหรับราษฎร คือ โรงเรียนวัดมหรรณพาราม ซึ่งจัดตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2427

ทั้งสองแห่งอยู่ในกรุงเทพมหานคร

แต่ความหมายและกลุ่มผู้เรียนแตกต่างกันอย่างชัดเจน

และเมื่อย้อนดูเรื่องราวทั้งหมด จะพบว่ากว่าจะกลายมาเป็น “โรงเรียน” แบบที่คนรุ่นเราเคยเห็น ตั้งแต่โรงเรียนไม้เก่า ๆ โรงเรียนวัด โรงเรียนประจำอำเภอ ไปจนถึงโรงเรียนขนาดใหญ่ในปัจจุบัน ประเทศไทยต้องผ่านการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษามาอย่างยาวนาน

เรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของโรงเรียนเก่าแก่แห่งหนึ่ง

แต่เป็นเรื่องของ การเดินทางของความรู้จากวัดและราชสำนัก สู่มือของประชาชนทั่วไป

ก่อนมีโรงเรียน คนไทยเรียนหนังสือกันที่ไหน?

ถ้าเราย้อนเวลากลับไปหลายร้อยปี ภาพของเด็กนักเรียนเดินสะพายกระเป๋าเข้าโรงเรียนในตอนเช้าอาจไม่มีให้เห็น

ไม่มีเครื่องแบบนักเรียน

ไม่มีห้องเรียนเรียงกันเป็นอาคาร

ไม่มีตารางเรียนติดหน้าห้อง

และไม่มีโรงเรียนแบบที่เรารู้จักในปัจจุบัน

แต่ไม่ได้หมายความว่าคนไทยในอดีตไม่มีการศึกษา

ตรงกันข้าม การศึกษาในสังคมไทยมีมานานมากแล้ว เพียงแต่รูปแบบแตกต่างจากปัจจุบัน

กระทรวงศึกษาธิการระบุว่า ตั้งแต่สมัยสุโขทัย การศึกษาไทยมีวัดและรัฐเป็นศูนย์กลาง โดยวัดทำหน้าที่เป็นสำนักเรียนสำหรับบุตรหลานขุนนางและราษฎรทั่วไป มีพระภิกษุที่มีความรู้เป็นผู้สอน ขณะที่สำนักราชบัณฑิตทำหน้าที่สอนเจ้านายและบุตรหลานข้าราชการ

พูดง่าย ๆ คือ

คนไทยเรียนหนังสือกันมานานก่อนที่จะมี “โรงเรียน” ในความหมายแบบปัจจุบัน

และสถานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งก็คือ “วัด”

วัดไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ประกอบศาสนกิจ แต่ยังเป็นศูนย์กลางของชุมชน เป็นสถานที่ที่ผู้คนมาพบปะกัน และเป็นสถานที่ถ่ายทอดความรู้จากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง

สำหรับเด็กผู้ชายในอดีต การเข้าไปเรียนหนังสือกับพระที่วัดถือเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไป

การเรียนอาจเป็นเรื่องของการอ่าน การเขียน การคัดอักษร การท่องจำ ตลอดจนความรู้ทางศาสนาและหลักปฏิบัติในชีวิต

ดังนั้น หากเรามองกลับไปจากปัจจุบัน จะเห็นว่าคำว่า “โรงเรียน” ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกับการศึกษา

การศึกษามีมาก่อนโรงเรียน

นี่คือเรื่องแรกที่หลายคนอาจไม่เคยรู้

วัดเคยเป็นทั้งห้องเรียนและมหาวิทยาลัยของชุมชน

สำหรับคนรุ่นอายุ 50 ปีขึ้นไป เรื่องนี้อาจฟังดูไม่ไกลตัวนัก เพราะหลายคนยังจำภาพโรงเรียนวัดในสมัยเด็กได้

บางแห่งใช้ศาลาวัดเป็นสถานที่เรียน

บางแห่งมีอาคารเรียนอยู่ในพื้นที่วัด

บางโรงเรียนมีชื่อขึ้นต้นด้วยคำว่า “วัด” ซึ่งสะท้อนร่องรอยของความสัมพันธ์ระหว่างศาสนสถานกับการศึกษาที่สืบทอดกันมาเป็นเวลานาน

เมื่อย้อนกลับไปในอดีต ความสัมพันธ์นี้ยิ่งแน่นแฟ้นกว่าที่เราเห็นในปัจจุบัน

กระทรวงศึกษาธิการระบุว่า การศึกษาในสมัยสุโขทัยมีวัดเป็นสำนักเรียนสำหรับบุตรหลานขุนนางและราษฎรทั่วไป ขณะที่ราชสำนักและสำนักราชบัณฑิตทำหน้าที่ด้านการศึกษาของเจ้านายและบุตรหลานข้าราชการ

จึงอาจกล่าวได้ว่า ก่อนที่จะมีระบบโรงเรียนแบบสมัยใหม่

วัดคือหนึ่งในรากฐานสำคัญของการศึกษาของคนไทย

แล้วคำว่า “โรงเรียน” หมายถึงอะไร?

เมื่อพูดถึงคำว่า “โรงเรียน” เราคุ้นเคยเสียจนแทบไม่เคยตั้งคำถาม

โรงเรียนก็คือโรงเรียน

เด็กไปโรงเรียน

ครูอยู่โรงเรียน

ผู้ปกครองส่งลูกไปโรงเรียน

แต่ในทางภาษา คำว่า “โรงเรียน” เป็นคำที่ประกอบขึ้นจากคำว่า “โรง” และ “เรียน”

คำว่า “โรง” ใช้ในภาษาไทยเพื่อหมายถึงสิ่งปลูกสร้างหรือสถานที่สำหรับกิจกรรมบางอย่าง เช่น โรงพิมพ์ โรงงาน โรงละคร โรงพยาบาล และโรงเรียน

ส่วนคำว่า “เรียน” เกี่ยวข้องกับการศึกษา การรับความรู้ หรือการเล่าเรียน

เมื่อนำมารวมกันจึงเกิดเป็นคำว่า “โรงเรียน” ซึ่งใช้เรียกสถานที่สำหรับการเรียนการสอนหรือสถานศึกษา

ในเอกสารของราชบัณฑิตยสภาก็พบการใช้คำว่า “โรงเรียน” ในบริบทของสถานศึกษาอย่างแพร่หลาย เช่น โรงเรียนวัด โรงเรียนราชินี และโรงเรียนอื่น ๆ

อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวังอยู่เรื่องหนึ่ง

เราไม่ควรกล่าวอย่างเด็ดขาดว่า “คำว่าโรงเรียนถูกคิดค้นขึ้นในปีนั้นปีนี้โดยบุคคลใดบุคคลหนึ่ง” หากไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์รองรับ

สิ่งที่กล่าวได้อย่างเหมาะสมกว่าคือ คำว่า “โรงเรียน” เป็นคำภาษาไทยที่ใช้เรียกสถานที่สำหรับการเรียนการสอน และค่อย ๆ มีความหมายชัดเจนขึ้นตามพัฒนาการของระบบการศึกษาสมัยใหม่

พูดอีกแบบหนึ่งก็คือ

โรงเรียนไม่ได้เป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษา แต่เป็นผลจากการที่การศึกษาเริ่มถูกจัดระบบให้เป็นรูปแบบมากขึ้น

จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของการศึกษาไทย

เมื่อเข้าสู่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

บ้านเมืองกำลังปรับตัวเข้าสู่ระบบการบริหารราชการแบบสมัยใหม่

การติดต่อกับต่างประเทศเพิ่มขึ้น

ราชการมีความซับซ้อนมากขึ้น

และประเทศจำเป็นต้องมีบุคลากรที่มีความรู้ สามารถอ่าน เขียน คำนวณ และปฏิบัติงานในระบบราชการสมัยใหม่ได้

การศึกษาจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญของประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสำคัญกับการศึกษา และทรงขยายโอกาสทางการศึกษาออกไปสู่ราษฎร ตามข้อมูลของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดราชบุรี กระทรวงศึกษาธิการ มีการจัดตั้งโรงเรียนสำหรับราษฎรแห่งแรกที่วัดมหรรณพาราม และมีการจัดระบบการศึกษาของรัฐให้เป็นระเบียบมากขึ้นในเวลาต่อมา

นี่คือจุดที่คำว่า “โรงเรียน” เริ่มมีความหมายในระดับประเทศมากขึ้น

เพราะจากเดิมที่การศึกษาอยู่ในวัด ราชสำนัก หรือสำนักเรียนเฉพาะกลุ่ม

การศึกษาเริ่มถูกนำมาจัดเป็นระบบโดยรัฐ

พ.ศ. 2414 จุดเริ่มต้นของ “โรงเรียนหลวง”

ตรงนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญ

ข้อมูลจากเอกสารของกระทรวงศึกษาธิการระบุว่า ใน พ.ศ. 2414 มีการจัดตั้ง โรงเรียนหลวงแห่งแรก ขึ้นบริเวณพระบรมมหาราชวัง และมีพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) เป็นอาจารย์ใหญ่

หากถามว่า

“โรงเรียนหลวงแห่งแรกอยู่ที่ไหน?”

คำตอบคือ

บริเวณพระบรมมหาราชวัง ในกรุงเทพมหานคร

แต่ต้องเข้าใจว่าโรงเรียนแห่งนี้ไม่ได้หมายถึงโรงเรียนสำหรับประชาชนทั่วไปในแบบที่เราเข้าใจกันในปัจจุบัน

เพราะเป็นโรงเรียนหลวงที่อยู่ในบริบทของราชสำนักและการผลิตบุคลากรที่มีความรู้

ดังนั้น เมื่อพูดถึง “โรงเรียนแห่งแรก” เราจึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงคำว่า พ.ศ. 2414

เพราะอีก 13 ปีต่อมา มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นอีกครั้ง

พ.ศ. 2427 ปีที่การศึกษาเดินออกจากรั้วราชสำนัก

ปี พ.ศ. 2427 ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์การศึกษาไทย

เพราะในปีนี้มีการจัดตั้ง โรงเรียนหลวงแห่งแรกสำหรับราษฎร

สถานที่คือ

วัดมหรรณพาราม กรุงเทพมหานคร

ข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการระบุชัดว่า โรงเรียนหลวงแห่งแรกสำหรับราษฎรจัดตั้งขึ้นที่วัดมหรรณพารามใน พ.ศ. 2427

สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดราชบุรี กระทรวงศึกษาธิการ ก็ระบุเช่นเดียวกันว่า ในรัชกาลที่ 5 มีการตั้งโรงเรียนสำหรับราษฎรแห่งแรกที่วัดมหรรณพาราม เพื่อขยายการศึกษาออกไปสู่ประชาชน

นี่จึงเป็นคำตอบที่สำคัญมากสำหรับคำถามที่ว่า

“โรงเรียนแห่งแรกของประเทศไทยอยู่จังหวัดอะไร?”

หากผู้ถามหมายถึง โรงเรียนหลวงสำหรับราษฎรแห่งแรก

คำตอบคือ

กรุงเทพมหานคร

และสถานที่คือ

วัดมหรรณพาราม

ทำไมต้องเป็น “วัดมหรรณพาราม”?

คำถามนี้น่าสนใจไม่แพ้กัน

เพราะหากรัฐต้องการจัดการศึกษาให้ประชาชนในเวลานั้น ทำไมจึงเลือกวัดเป็นสถานที่ตั้งโรงเรียน?

คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่วิถีชีวิตของคนไทยในเวลานั้น

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า วัดเป็นศูนย์กลางการศึกษามาแต่เดิม

ประชาชนคุ้นเคยกับการนำบุตรหลานไปเรียนที่วัด

พระสงฆ์ก็มีบทบาทในการสอนหนังสือ

ดังนั้น การนำการศึกษาแบบใหม่มาตั้งอยู่ในพื้นที่วัด จึงเป็นการเชื่อมระหว่าง ระบบการศึกษาเดิม กับ ระบบโรงเรียนสมัยใหม่

ไม่ได้หมายความว่าการศึกษาแบบเก่าหายไปทันที

แต่เป็นการค่อย ๆ เปลี่ยนผ่าน

จากการเรียนกับพระในวัด

มาสู่การเรียนในโรงเรียนที่รัฐเข้ามาจัดระบบ

จากนั้นจึงค่อย ๆ พัฒนาต่อไปจนกลายเป็นระบบโรงเรียนที่เราคุ้นเคยในทุกวันนี้

เรื่องนี้จึงไม่ได้มีแค่ “โรงเรียนแรก” แต่มีคำว่า “ราษฎร” อยู่ด้วย

ผู้เขียนเห็นว่าคำว่า “ราษฎร” ในเรื่องนี้มีความสำคัญมาก

เพราะหัวใจของการเปลี่ยนแปลงไม่ได้อยู่เพียงการสร้างอาคารหรือการตั้งชื่อโรงเรียน

แต่อยู่ที่แนวคิดว่า

ประชาชนทั่วไปควรมีโอกาสได้รับการศึกษา

นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

เพราะหากความรู้ยังจำกัดอยู่เฉพาะในราชสำนักหรือกลุ่มคนบางกลุ่ม ประเทศก็ยากที่จะพัฒนาไปได้ไกล

เมื่อประชาชนอ่านออกเขียนได้มากขึ้น ความสามารถในการติดต่อสื่อสาร การทำงานราชการ การประกอบอาชีพ และการเรียนรู้เรื่องต่าง ๆ ก็ย่อมขยายตามไปด้วย

ดังนั้น โรงเรียนหลวงสำหรับราษฎรแห่งแรกจึงมีความหมายมากกว่า “โรงเรียนเก่าแก่”

แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่ทำให้การศึกษาเดินทางไปถึงคนทั่วไป

อย่าสับสนระหว่าง พ.ศ. 2414 กับ พ.ศ. 2427

เรื่องนี้ผู้เขียนอยากย้ำเป็นพิเศษ เพราะหากนำข้อมูลไปเขียนต่อในอินเทอร์เน็ต อาจเกิดความสับสนได้ง่าย

จำง่าย ๆ ดังนี้

พ.ศ. 2414

คือปีที่มีการจัดตั้ง โรงเรียนหลวงแห่งแรก ในบริเวณพระบรมมหาราชวัง

พ.ศ. 2427

คือปีที่มีการจัดตั้ง โรงเรียนหลวงแห่งแรกสำหรับราษฎร ที่วัดมหรรณพาราม

ดังนั้น หากใครพูดว่า

“โรงเรียนแห่งแรกของประเทศไทยเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2427”

ประโยคนี้อาจทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะยังมีโรงเรียนหลวงที่จัดตั้งขึ้นก่อนหน้านั้นใน พ.ศ. 2414

แต่ถ้าพูดว่า

“โรงเรียนหลวงสำหรับราษฎรแห่งแรกของประเทศไทย คือโรงเรียนวัดมหรรณพาราม จัดตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2427”

ประโยคนี้ตรงกับข้อมูลที่กระทรวงศึกษาธิการระบุไว้

นี่เป็นรายละเอียดเล็ก ๆ แต่สำคัญมากสำหรับการเขียนประวัติศาสตร์

จากโรงเรียนไม่กี่แห่ง สู่ระบบการศึกษาของประเทศ

หลังจากมีการจัดตั้งโรงเรียนสำหรับราษฎรแล้ว การศึกษาของไทยไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น

โรงเรียนต่าง ๆ เริ่มขยายตัวมากขึ้น

มีการจัดตั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการศึกษา

และในที่สุดการศึกษาก็กลายเป็นระบบที่ครอบคลุมทั้งประเทศมากขึ้น

กระทรวงศึกษาธิการระบุว่า การจัดการศึกษาไทยพัฒนาจากระบบเดิมที่วัดและราชสำนักมีบทบาทสำคัญ ก่อนจะเข้าสู่การจัดการศึกษาโดยหน่วยงานของรัฐ และมีการจัดตั้งกระทรวงธรรมการใน พ.ศ. 2435 ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการในเวลาต่อมา

นี่แสดงให้เห็นว่า

โรงเรียนไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว

แต่เกิดขึ้นพร้อมกับการปรับเปลี่ยนประเทศในหลายด้าน

จาก “เรียนที่วัด” สู่ “ไปโรงเรียน”

ลองนึกภาพคนไทยเมื่อร้อยกว่าปีก่อน

เด็กคนหนึ่งอาจเริ่มเรียนหนังสือจากวัด

ต่อมามีโรงเรียนหลวง

มีครู

มีแบบเรียน

มีการจัดชั้นเรียน

มีหลักสูตร

มีการสอบ

และเมื่อระบบพัฒนาขึ้น ก็มีโรงเรียนประจำตำบล ประจำอำเภอ และโรงเรียนในจังหวัดต่าง ๆ

จนในที่สุดคำว่า

“พรุ่งนี้ไปโรงเรียน”

กลายเป็นประโยคธรรมดาที่เด็กไทยทุกคนคุ้นเคย

แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ ประเทศต้องใช้เวลานานมาก

คนรุ่นก่อนอาจไม่เคยคิดว่า “โรงเรียน” จะเปลี่ยนชีวิตคนได้ขนาดนี้

สำหรับคนรุ่นเรา โรงเรียนอาจเป็นทั้งสถานที่แห่งความทรงจำ

บางคนจำได้ว่าเคยเดินเท้าไปโรงเรียน

บางคนปั่นจักรยานไปโรงเรียน

บางคนต้องนั่งเรือข้ามคลอง

บางคนต้องเดินผ่านทุ่งนา

บางคนเคยเรียนในอาคารไม้

บางคนเคยใช้ศาลาวัดเป็นห้องเรียน

และบางคนอาจยังจำเสียงระฆังโรงเรียนในตอนเช้าได้จนถึงวันนี้

ภาพเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องเล็ก ๆ

แต่เมื่อมองในมุมประวัติศาสตร์ มันสะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสังคมไทย

เพราะเมื่อการศึกษาขยายตัว คนธรรมดาก็มีโอกาสเรียนหนังสือมากขึ้น

เมื่ออ่านออกเขียนได้ ก็สามารถรับข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้น

เมื่อมีความรู้ ก็มีโอกาสประกอบอาชีพที่หลากหลายขึ้น

และเมื่อคนจำนวนมากได้รับการศึกษา ประเทศก็มีบุคลากรเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

จากโรงเรียนหลวง สู่การศึกษาของคนทั้งประเทศ

อีกหนึ่งหลักฐานที่สะท้อนการพัฒนาของระบบการศึกษาคือ การออกกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาภาคบังคับในเวลาต่อมา

กระทรวงศึกษาธิการระบุว่า ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการตรา พระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ. 2464 ซึ่งกำหนดให้เด็กเข้าสู่การศึกษาในระดับประถมศึกษา และเป็นอีกก้าวสำคัญของการขยายการศึกษาให้ครอบคลุมประชาชนมากขึ้น

เมื่อมองเส้นทางทั้งหมด จะเห็นพัฒนาการเป็นขั้น ๆ

จากเดิม

วัดเป็นสำนักเรียน

ต่อมา

เกิดโรงเรียนหลวง

จากนั้น

เกิดโรงเรียนหลวงสำหรับราษฎร

ต่อมา

รัฐเริ่มจัดระบบการศึกษาอย่างจริงจัง

และในที่สุด

การศึกษาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของคนไทยแทบทุกครอบครัว

แล้วทำไมเรื่อง “โรงเรียนแห่งแรก” ถึงยังน่าสนใจในวันนี้?

ผู้เขียนคิดว่า เพราะมันทำให้เรากลับมามองสิ่งใกล้ตัวในมุมใหม่

เราเดินผ่านโรงเรียนทุกวัน

เห็นเด็กนักเรียนทุกเช้า

เห็นครูยืนอยู่หน้าห้อง

เห็นผู้ปกครองขับรถมาส่งลูกหลาน

แต่แทบไม่มีใครหยุดถามว่า

“โรงเรียนแห่งแรกของคนไทยเกิดขึ้นเมื่อไร?”

และ

“ก่อนมีโรงเรียน เด็กไทยเรียนหนังสือกันอย่างไร?”

คำถามง่าย ๆ เหล่านี้กลับพาเราเดินย้อนกลับไปได้หลายร้อยปี

จากวัด

ไปสู่ราชสำนัก

จากราชสำนัก

ไปสู่โรงเรียนหลวง

จากโรงเรียนหลวง

ไปสู่โรงเรียนสำหรับราษฎร

และจากโรงเรียนไม่กี่แห่ง

ไปสู่ระบบการศึกษาทั่วประเทศ

นี่คือเรื่องราวที่น่าสนใจของคำว่า “โรงเรียน”

 

ในมุมมองของผู้เขียน สิ่งที่น่าสนใจที่สุดไม่ใช่เพียงคำตอบว่าโรงเรียนแห่งแรกอยู่กรุงเทพมหานคร

แต่คือการได้เห็นว่า การศึกษาของไทยค่อย ๆ เปลี่ยนจากเรื่องของคนบางกลุ่ม ไปสู่เรื่องของคนส่วนใหญ่

ในอดีต เด็กจำนวนหนึ่งอาจมีโอกาสเรียนหนังสือ ขณะที่อีกจำนวนหนึ่งไม่มีโอกาส

แต่เมื่อรัฐเริ่มเข้ามาจัดระบบโรงเรียนและขยายการศึกษาให้ราษฎร สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนห้องเรียน

มันคือการเพิ่มโอกาสของคน

เด็กจากครอบครัวธรรมดาเริ่มมีช่องทางที่จะเรียนหนังสือ

เมื่อเรียนหนังสือ ก็สามารถอ่านตำรา อ่านข่าวสาร และติดต่อกับโลกภายนอกได้

บางคนกลายเป็นครู

บางคนเป็นข้าราชการ

บางคนเป็นแพทย์ วิศวกร นักกฎหมาย พ่อค้า หรือผู้ประกอบอาชีพต่าง ๆ

ทั้งหมดนี้ล้วนมีรากมาจาก “การศึกษา”

ดังนั้น หากมองให้ลึกกว่าคำว่าโรงเรียน อาคารหลังหนึ่งอาจไม่ได้เปลี่ยนประเทศ

แต่ การเปิดประตูให้คนได้เรียนหนังสือ สามารถเปลี่ยนอนาคตของคนทั้งประเทศได้

และนี่คือเหตุผลที่ผู้เขียนมองว่า เรื่องราวของโรงเรียนวัดมหรรณพารามควรถูกพูดถึงในฐานะส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การศึกษาไทย

ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นโรงเรียนเก่าแก่

แต่เพราะเป็นหมุดหมายสำคัญของการขยายการศึกษาไปสู่ราษฎร

สรุปให้ชัดที่สุด

หากถามว่า

“โรงเรียนแห่งแรกของประเทศไทยอยู่ที่จังหวัดใด?”

ต้องตอบก่อนว่า “แห่งแรก” หมายถึงประเภทใด

ถ้าหมายถึง

โรงเรียนหลวงแห่งแรก

เกิดขึ้นใน พ.ศ. 2414 บริเวณ พระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร โดยมีพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) เป็นอาจารย์ใหญ่ ตามเอกสารของกระทรวงศึกษาธิการ

แต่ถ้าหมายถึง

โรงเรียนหลวงสำหรับราษฎรแห่งแรก

คือ โรงเรียนวัดมหรรณพาราม จัดตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2427 ที่ กรุงเทพมหานคร

ดังนั้น คำตอบก็คือ

กรุงเทพมหานครเป็นที่ตั้งของหมุดหมายสำคัญของโรงเรียนหลวงยุคแรกของไทย ทั้งโรงเรียนหลวงแห่งแรกใน พ.ศ. 2414 และโรงเรียนหลวงสำหรับราษฎรแห่งแรกที่วัดมหรรณพารามใน พ.ศ. 2427”

ส่วนคำว่า “โรงเรียน” เอง เป็นคำที่ใช้เรียกสถานศึกษาหรือสถานที่สำหรับการเรียนการสอน และควรทำความเข้าใจว่า การศึกษาของไทยมีมาก่อนการเกิดโรงเรียนสมัยใหม่หลายร้อยปี

เพราะในอดีต

วัดคือสำนักเรียน

ก่อนที่จะพัฒนาเป็น

โรงเรียน

และจากโรงเรียนเพียงไม่กี่แห่ง

จึงค่อย ๆ กลายเป็นระบบการศึกษาที่คนไทยหลายล้านคนมีโอกาสได้สัมผัสในแต่ละปี

จากวันที่เด็กไทยเรียนหนังสือกับพระในวัด

มาถึงวันที่เด็กไทยเดินเข้าโรงเรียนพร้อมกระเป๋านักเรียนในตอนเช้า

เส้นทางนั้นกินเวลายาวนานกว่าหนึ่งศตวรรษ

และคำว่า “โรงเรียน” ที่เราใช้กันจนเป็นเรื่องธรรมดาในวันนี้

จึงไม่ใช่เพียงสถานที่ที่เด็กไปเรียนหนังสือ

แต่มันคือหนึ่งในสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยจากอดีตมาสู่สังคมสมัยใหม่

บางครั้งเรื่องใกล้ตัวที่สุด

กลับมีประวัติศาสตร์ซ่อนอยู่ลึกที่สุด

และ “โรงเรียน” ก็เป็นหนึ่งในนั้น


แหล่งที่มาของข้อมูล :

  1. กระทรวงศึกษาธิการ — การศึกษาไทยในอดีต
    อธิบายพัฒนาการของการศึกษาไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยระบุว่าวัดเป็นสำนักเรียนสำหรับบุตรหลานขุนนางและราษฎรทั่วไป ขณะที่สำนักราชบัณฑิตเป็นแหล่งศึกษาของเจ้านายและบุตรหลานข้าราชการ และอธิบายพัฒนาการของการศึกษาไทยในยุคต่อมา

  2. กระทรวงศึกษาธิการ — เอกสาร “ตราเสมาธรรมจักร”
    เป็นหลักฐานสำคัญสำหรับข้อมูลเรื่องโรงเรียนหลวงแห่งแรก โดยระบุการจัดตั้งโรงเรียนหลวงในบริเวณพระบรมมหาราชวังใน พ.ศ. 2414 และระบุว่าโรงเรียนหลวงแห่งแรกสำหรับราษฎร คือ โรงเรียนวัดมหรรณพาราม ใน พ.ศ. 2427

  3. สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดราชบุรี กระทรวงศึกษาธิการ — พระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
    ระบุพระราชกรณียกิจด้านการศึกษา การขยายการศึกษาไปสู่ราษฎร และการตั้งโรงเรียนสำหรับราษฎรแห่งแรกที่วัดมหรรณพาราม

  4. สำนักราชบัณฑิตยสภา — เอกสารเผยแพร่เกี่ยวกับภาษาไทย
    ใช้ประกอบการพิจารณาการใช้คำว่า “โรงเรียน” ในภาษาไทยและบริบทการใช้คำดังกล่าวในชื่อสถานศึกษาต่าง ๆ

  5. กระทรวงศึกษาธิการ — ข้อมูลโรงเรียนมหรรณพาราม
    ข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการระบุว่า โรงเรียนมหรรณพารามในปัจจุบันใช้ชื่อเพื่อระลึกถึงโรงเรียนหลวงที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตั้งขึ้นเพื่อพระราชทานแก่สามัญชนในประเทศไทยได้เล่าเรียน

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
หนึ่งล้านเรื่องเล่า's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 6 ครั้ง
เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า
นักเขียนคอนเทนต์เชิงวิเคราะห์ด้านพฤติกรรมชีวิต สุขภาพ และสังคมเน้นการตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่ง พร้อมถ่ายทอดให้อ่านง่าย เข้าใจเร็ว และนำไปใช้ได้จริง
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
นักวิจัยทำให้ “เพชรสร้างไฟฟ้า” ได้ หลังตำรามองว่าเป็นไปไม่ได้มานานกว่าศตวรรษสัตว์ลายจุดวิ่งตัด M6 ลำตะคอง สุดท้ายคือ “แมวดาว” แล้วทำไมตอนแรกคนถึงคิดว่าอาจเป็นเสือดาว?เปิด 5 อันดับ หอพักมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในไทย น่าอยู่แค่ไหน?เปิด 5 อันดับ มหาวิทยาลัยไทยที่มีหลักสูตรค่าเรียนสูงที่สุด บางแห่งแตะ 5 ล้านบาท”5 สิทธิ์ฟรีของ "ประกันสังคม" ที่คนไทยจ่ายทุกเดือนแต่ไม่ค่อยรู้ว่าใช้ได้5 คณะที่เรียนจบแล้วอาจต้องเจอกับการแข่งขันสูงในยุค AIเลขเด็ดหวยสัญจร จ.ระยอง 1/9/2569บอล ซุปเปอร์บอล มาแล้ว! แนวทางหวยงวด 1 ก.ย. 69 เน้นวิ่ง 9-6อาหารไทยสุดหายาก ที่มีความเสี่ยงว่าอาจจะกำลังสูญหายไปไขสงสัย! ทำไมหมอลำต้องตะโกน "สอย สอย" ก่อนร้องกลอน? (เกร็ดอีสานที่หลายคนไม่เคยรู้)ดราม่า “โค้ชชิน” ผู้ช่วยโค้ชวอลเลย์ฯ ทิ้งญี่ปุ่นเพื่อมาช่วยไทย..จริงหรือ?5 ทริคซักผ้าให้หอมฟุ้งเหมือนร้านซักอบรีด ด้วยเงิน 20 บาท
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ใกล้ศาลเจ้าอิเสะในประเทศญี่ปุ่น! อาคารหลายหลังในย่านช้อปปิ้งถูกไฟไหม้ล้อมรอบเปิด 5 อันดับ หอพักมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในไทย น่าอยู่แค่ไหน?เจาะโพยแม่นสายตรง "แม่น้ำหนึ่ง x อริสานำโชค"! หวย 1 กันยายน 2569 ฟันธง 793 ชูชุด 2 ตัว 73 - 39 - 79
กระทู้อื่นๆในบอร์ด นิยาย เรื่องเล่า
ตกหลุมรักคุณชายไฮโซคุณชายคลั่งรักคนไทยไม่เหมือนฝรั่ง พบ ‘ยีนมะเร็ง’ ต่างกัน อาจตรวจพลาดจากเพื่อนรักสู่ศึก 20 ล้าน “ต้า–ยัต เฟ็ดเฟ่” แตกหักถึงศาล
ตั้งกระทู้ใหม่