เหตุใด เปอร์เซีย จึงหายไปจากแผนที่โลก
ย้อนเวลากลับไปไกลกว่า 2,500 ปีก่อนคริสตกาล ดินแดนที่ราบสูง อิหร่าน อันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้ไม่ได้เงียบเหงา พื้นที่ตรงนี้เป็นเหมือนทำเลทองที่มีชนเผ่ามากมายหลายกลุ่มเข้ามาจับจองพื้นที่สร้างบ้านแปงเมืองกันอย่างคึกคัก 1 ในนั้นคือกลุ่มคนที่ตั้งชื่อเรียกตัวเองแบบเก๋ๆว่าชนเผ่า Parsa ซึ่งภายหลังเมื่อชาว Greece เดินทางเข้ามาติดต่อค้าขายหรือทำสงครามด้วยก็เลยออกเสียงเรียกชนเผ่านี้ให้สะดวกปากตามสไตล์ตัวเองว่า เปอร์เซีย นั่นเอง
นี่แหละคือจุดเริ่มต้นของชื่อที่โด่งดังไปทั่วโลกในเวลาต่อมา แม้ว่าเจ้าของบ้านเขาจะไม่ได้อินกับชื่อนี้เท่าไหร่ก็ตามที แต่ความปังของชื่อ เปอร์เซีย ก็ถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์แบบลบไม่ออกไปแล้ว สภาพภูมิประเทศของที่ราบสูงแห่งนี้เต็มไปด้วยความหลากหลาย มีทั้งเทือกเขาสูงตระหง่าน ทะเลทรายอันเวิ้งว้าง
ยุคทองของจักรวรรดิ Achaemenid ภายใต้การนำของ Cyrus
เปิดฉากความอลังการงานสร้างของจริงด้วยวีรบุรุษผู้พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์แบบหน้ามือเป็นหลังมือ ชายคนนี้คือ Cyrus มหาราช ผู้มาพร้อมกับวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลทะลุมิติหาใครเปรียบ ในปี 550 ก่อนคริสตกาล Cyrus โชว์ฟอร์มเทพด้วยการรวบรวมชาว เปอร์เซีย และชาว Media ให้กลายเป็นน้ำ 1 ใจเดียวกันได้สำเร็จ จากนั้นก็เดินหน้าขยายอำนาจและแผ่อิทธิพลออกไปรอบทิศทางอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
จนสามารถสถาปนาจักรวรรดิ Achaemenid ซึ่งกลายเป็น 1 ในจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกยุคโบราณ อาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลมาก แผ่ขยายตั้งแต่ดินแดนลี้ลับอย่าง Egypt ทอดยาวข้ามผ่านเมโสโปเตเมียหรือ Mesopotamia ไปจนสุดขอบที่ลุ่มแม่น้ำ Indus นับเป็นครั้งที่ 1 ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่ดินแดนอันกว้างใหญ่เบอร์นี้ถูกรวบตึงปกครองภายใต้รัฐบาลกลางแบบเบ็ดเสร็จ เรียกว่าเป็นยุคที่ เปอร์เซีย ผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจเบอร์ 1 แบบไม่มีใครกล้าหือ
และที่ขาดไม่ได้เลยคือเครื่องประดับทองคำและอัญมณีที่ประโคมใส่กันแบบจัดเต็มเพื่อแสดงถึงฐานะและความมั่งคั่ง เรียกได้ว่าเป็นแฟชั่นนิสต้าแห่งยุคโบราณตัวจริงเสียงจริง นอกจากนี้เรื่องของการจัดเลี้ยงสังสรรค์ในราชสำนักก็เป็นอะไรที่อลังการดาวล้านดวง มีการเสิร์ฟอาหารเลิศรสที่ปรุงแต่งด้วยเครื่องเทศหายาก มีการแสดงดนตรีและการร่ายรำที่งดงามสะกดทุกสายตา เป็นการโชว์พาวเวอร์ทางวัฒนธรรมที่ทำให้แขกบ้านแขกเมืองที่มาร่วมงานต้องกลับไปพูดถึงกันปากต่อปาก
สงครามกับ Greece และการมาถึงของ Alexander แห่ง Macedonia
เส้นทางแห่งอำนาจมักจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป ตลอดหน้าประวัติศาสตร์อันยาวนานของดินแดนแห่งนี้ พวกเขาต้องเผชิญกับบททดสอบสุดหินและศึกหนักมากมาย จักรวรรดิ Achaemenid เคยทำสงครามฟาดฟันกับนครรัฐ Greece เกิดเป็นยุทธการที่โด่งดังระดับตำนานที่คอหนังแอคชั่นน่าจะคุ้นเคยกันดีอย่างยุทธการ Marathon และยุทธการ Thermopylae ซึ่งหลายคนคงจำภาพความดุเดือดได้จากภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่อง 300 นั่นเอง แม้ว่าชาว เปอร์เซีย จะโชว์ศักยภาพการรบที่ดุดันและยังคงสถานะความเป็นมหาอำนาจเอาไว้ได้ยาวนาน แต่ในที่สุดสัจธรรมของโลกก็ทำหน้าที่ของมัน
ในขณะที่ เปอร์เซีย นำเสนอความมั่นคงภายใต้ร่มเงาของกษัตริย์องค์เดียว การเดินทัพของ Alexander แห่ง Macedonia ได้ทิ้งร่องรอยความเสียหายไว้มากมาย แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการเปิดประตูให้เกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรมครั้งยิ่งใหญ่ระหว่างตะวันออกและตะวันตก เกิดเป็นยุคสมัยที่เรียกกันว่า Hellenistic ซึ่งเป็นการหลอมรวมศิลปะ วิทยาการ และปรัชญาของทั้ง 2 โลกเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน
การล่มสลายที่ไม่เคยดับสูญของอารยธรรม เปอร์เซีย
ภาพตัดมาที่ความพ่ายแพ้อาจจะดูเหมือนเป็นจุดจบ แต่สำหรับชาว เปอร์เซีย แล้วมันเป็นแค่การเริ่มต้นบทบาทใหม่ในฐานะผู้มีอิทธิพลทางวัฒนธรรมต่างหาก หลังจากที่โดนโค่นล้มไปชาว เปอร์เซีย ก็ใช้ความอึดถึกทนค่อยๆฟื้นฟูอำนาจของตัวเองกลับมาอีก 1 ครั้ง ผ่านการก่อตั้งจักรวรรดิ Parthian และต่อยอดความปังมาสู่จักรวรรดิ Sasanian ซึ่งก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งเบอร์ 1 ที่งัดข้อกับจักรวรรดิ Roman ได้อย่างสูสี แต่ทว่างานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา หลาย 100 ปีต่อมาจักรวรรดิ Sasanian ก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับกองทัพอาหรับมุสลิม ดินแดน เปอร์เซีย จึงเข้าสู่ยุคของการเปลี่ยนผ่านมือผู้ปกครองกลุ่มใหม่แบบรัวๆ
ไม่ว่าจะเป็นชาว Arab ชาว Turk และชาว Mongol แม้ว่าโครงสร้างอาณาจักรจะล่มสลายแตกเป็นเสี่ยงๆซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่สิ่งที่น่าทึ่งมากๆคือจิตวิญญาณหรือความเป็น เปอร์เซีย กลับฝังรากลึกและอยู่ยงคงกระพัน พวกเขายังคงใช้ภาษา เปอร์เซีย อย่างเหนียวแน่น ยังคงสืบสานวัฒนธรรมดั้งเดิมของตัวเองเอาไว้ได้แบบเป๊ะปัง การผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนของผู้ปกครองจากหลากหลายเชื้อชาติอาจจะทำให้โครงสร้างส่วนบนของสังคมเกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ลึกลงไปในระดับรากหญ้า วิถีชีวิตและขนบธรรมเนียมประเพณีของชาว เปอร์เซีย ยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มแข็ง พวกเขามีความสามารถพิเศษในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ๆ โดยที่ไม่ทิ้งตัวตนที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหารการกิน สถาปัตยกรรมที่งดงามวิจิตรบรรจง หรือแม้แต่การทอพรมที่กลายเป็นสินค้าส่งออกลือชื่อ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่นและกลายเป็นเกราะป้องกันที่ทำให้พวกเขาไม่ถูกกลืนกินโดยชนชาติอื่น
วรรณกรรม Shahnameh และมนตร์ขลังที่ผู้พิชิตต้องยอมจำนน
งานศิลปะและวรรณกรรมคืออาวุธลับที่ทรงพลังที่สุดในการส่งต่อดีเอ็นเอของชนชาติ 1 ในผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่ต้องจารึกไว้บนหิ้งคือ Shahnameh มหากาพย์แห่งชาติของชาว เปอร์เซีย ที่ถ่ายทอดเรื่องราวการผจญภัยของกษัตริย์และเหล่าวีรบุรุษในอดีตได้อย่างออกรสออกชาติ หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เป็นแค่นิทานอ่านเล่นก่อนนอน แต่มีบทบาทสำคัญเบอร์แรงในการรักษาภาษาและอัตลักษณ์ของชนชาติเอาไว้ให้คงอยู่แม้หลังจากการก้าวเข้ามาของศาสนาอิสลาม สิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นความตลกร้ายหรือความคลาสสิกของประวัติศาสตร์ก็คือ
ก้าวสู่ยุคใหม่กับราชวงศ์ Safavid และกำเนิดรัฐ Shia
กาลเวลาล่วงเลยผ่านไปหลาย 100 ปีพร้อมกับการผลัดเปลี่ยนมือของผู้ปกครองหน้าใหม่เรื่อยมา จนกระทั่งล่วงเข้าสู่ช่วงต้นศตวรรษที่ 16 จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญระดับเขย่าวงการก็มาถึง ราชวงศ์ Safavid ซึ่งเป็นราชวงศ์สายเลือด เปอร์เซีย แท้ๆได้ลุกขึ้นมาประกาศศักดาก้าวขึ้นมารวบรวมดินแดนที่เคยแตกแยกกระจัดกระจายจากการโดนผู้พิชิตหลายยุคหลายสมัยรุมทึ้ง ให้กลับมาหลอมรวมเป็นอาณาจักรเดียวที่ทรงพลังอีก 1 ครั้ง การกลับมาคราวนี้พวกเขาไม่ได้มาเล่นๆ
เพราะมันช่วยสร้างความรู้สึกเป็นน้ำ 1 ใจเดียวกันในหมู่ประชาชน และยังเป็นการสร้างเกราะป้องกันอิทธิพลจากอาณาจักรเพื่อนบ้านที่เป็นนิกายอื่น ราชวงศ์ Safavid ยังให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูศิลปวิทยาการต่างๆให้กลับมารุ่งเรืองอีก 1 ครั้ง มีการสร้างเมืองหลวงใหม่ที่สวยงามตระการตา มีการส่งเสริมการค้าขายกับต่างชาติ ซึ่งทั้งหมดนี้ได้ช่วยยกระดับสถานะของประเทศให้กลับมาผงาดบนเวทีโลกได้อย่างสมศักดิ์ศรี
การเปลี่ยนชื่อครั้งประวัติศาสตร์โดย Reza Shah Pahlavi
เดินทางมาถึงจุดไคลแมกซ์ที่ทุกคนรอคอยกับคำถามคาใจที่ว่าทำไมชื่อ เปอร์เซีย ถึงปลิวหายไปจากสารบบโลก ความจริงที่ชวนอึ้งก็คือชาวพื้นเมืองเขาไม่ได้เรียกบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองว่า เปอร์เซีย มาตั้งนานนับร้อยนับพันปีแล้ว เขาเรียกดินแดนสุดรักนี้ว่า อิหร่าน หรือเอรานมาโดยตลอด คำว่า เปอร์เซีย มันเป็นแค่ชื่อเรียกติดปากที่ชาว Greece และชาวตะวันตกใช้เรียกกันไปเองจนกลายเป็นกระแสหลักที่คนทั่วโลกจำฝังใจ กระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงปี 1935
ผู้นำตัวตึงอย่าง Reza Shah Pahlavi กษัตริย์ผู้ทรงอิทธิพลและเป็นผู้ก่อตั้งราชวงศ์ Pahlavi ได้ออกแคมเปญครั้งใหญ่โดยส่งหนังสือแจ้งไปยังประเทศต่างๆทั่วโลกว่า ให้เลิกเรียกพวกเขาว่า เปอร์เซีย ได้แล้ว และขอให้ทุกคนหันมาใช้ชื่อ อิหร่าน ในการติดต่อสื่อสารทางราชการและระดับสากลอย่างเป็นทางการเสียที นับตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมาชื่อ อิหร่าน ก็ได้ไปเฉิดฉายอยู่บนแผนที่โลกและกลายเป็นชื่อที่เราใช้เรียกดินแดนแห่งนี้มาจนถึงปัจจุบันนั่นเอง
การตัดสินใจของ Reza Shah Pahlavi ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนชื่อเรียกบนหน้ากระดาษเท่านั้น แต่มันคือการประกาศจุดยืนทางการเมืองและวัฒนธรรมครั้งสำคัญ เพื่อแสดงให้ชาวโลกเห็นว่าพวกเขาคือชนชาติที่มีรากเหง้าและมีความภาคภูมิใจในตัวตนของตนเอง เป็นการลบภาพจำเดิมๆที่ถูกกำหนดโดยสายตาของชาวตะวันตก และเป็นการตอกย้ำว่าอารยธรรมที่เก่าแก่แห่งนี้พร้อมแล้วที่จะก้าวไปข้างหน้าในฐานะประเทศที่ทันสมัยและมีศักดิ์ศรีทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ
เขียนโดย superjay24
บอล ซุปเปอร์บอล มาแล้ว! แนวทางหวยงวด 1 ก.ย. 69 เน้นวิ่ง 9-6
5 สิทธิ์ฟรีของ "ประกันสังคม" ที่คนไทยจ่ายทุกเดือนแต่ไม่ค่อยรู้ว่าใช้ได้
5 ทริคซักผ้าให้หอมฟุ้งเหมือนร้านซักอบรีด ด้วยเงิน 20 บาท
ผัดไทย เมนูการเมืองบนกระทะร้อน
48 ชั่วโมงอันตราย ไข้หวัดใหญ่หรือไข้เลือดออก
กลิ่นขี้ในแม่น้ำเทมส์สะเทือนรัฐสภา
10 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับอาหารฟิลิปปินส์
10 เลขขายดี "สลากใบแดง" งวดวันที่ 1 กันยายน 2569
5 คณะที่เรียนจบแล้วอาจต้องเจอกับการแข่งขันสูงในยุค AI
น้ำมันโลกขึ้น แต่ทำไมราคาหน้าปั๊มไม่ขึ้นตามทันที? เงินส่วนต่างจริง ๆ ใครเป็นคนจ่าย
เปิดรายได้ "คนขายที่ปัดน้ำฝนข้างทาง" ขายดีขนาดไหน?
สัตว์ที่เกือบจะสูญพันธุ์จากประเทศไทย แต่กลับมาพบเพิ่มจำนวนได้อีกครั้ง
5 โรงเรียนในตำนานของไทย เปิดประวัติ โรงเรียนเก่าแก่ที่มีอายุมากกว่าร้อยปี
10 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับอาหารฟิลิปปินส์
น้ำมันโลกขึ้น แต่ทำไมราคาหน้าปั๊มไม่ขึ้นตามทันที? เงินส่วนต่างจริง ๆ ใครเป็นคนจ่าย
เจาะลึก 'เขื่อนสามผา' มหาโครงการมึนโลก ยังไว้ใจได้จริง หรือรอวันวิกฤต?
สะพรึงก่อนสิ้นปีจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่อาจมาแบบไม่ทันตั้งตัว
คนไทยเริ่มใช้แล้ววันนี้! TH-AI Passport เปิด AI ระดับโลกกว่า 30 โมเดล ใครมีสิทธิ์บ้าง และเอาไปทำอะไรได้?




