เปิดตัวเลขหนี้บุคลากรภาครัฐ อาชีพไหนมีมูลหนี้สูงที่สุด
งานราชการขึ้นชื่อเรื่องรายได้ประจำและความมั่นคง แต่ความมั่นคงของรายได้ไม่ได้แปลว่าไม่มีหนี้ เพราะข้อมูลภาครัฐพบว่าหนี้ของบุคลากรภาครัฐมีขนาดใหญ่มาก และบางกลุ่มมีมูลหนี้ระดับ หลายแสนล้านถึงหลักล้านล้านบาท
สิ่งที่น่าสนใจกว่าคำถามว่า “ใครรวย” จึงเป็นคำถามว่า อาชีพไหนมีภาระหนี้สูง และหนี้เหล่านั้นเกิดขึ้นจากอะไร
ตัวเลขใหญ่ที่ต้องรู้ก่อน
ข้อมูลที่รัฐบาลเผยแพร่เมื่อปี 2567 ระบุว่า บุคลากรภาครัฐประมาณ 3.1 ล้านคน เป็นลูกหนี้เงินกู้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ 1,378 แห่ง มีลูกหนี้รวมประมาณ 2.8 ล้านคน และมีหนี้รวมประมาณ 3.3 ล้านล้านบาท
ตัวเลขนี้มีจุดสำคัญที่ต้องแยกให้ออก
3.1 ล้านคน คือจำนวนบุคลากรภาครัฐที่ถูกกล่าวถึงในข้อมูลชุดดังกล่าว ขณะที่ 2.8 ล้านคน คือจำนวนลูกหนี้ของสหกรณ์ ไม่ได้หมายความว่าบุคลากรภาครัฐทุกคนมีหนี้เท่ากัน
และที่สำคัญ ตัวเลข 3.3 ล้านล้านบาท เป็นข้อมูลหนี้ของบุคลากรภาครัฐผ่านสหกรณ์ตามขอบเขตของมาตรการ ไม่ใช่ตัวเลขหนี้ครัวเรือนของข้าราชการทุกประเภทจากทุกแหล่งที่สามารถนำไปบวกกับสถิติอื่นได้ทันที
1. ครู — กลุ่มที่มีมูลหนี้สูงที่สุดในข้อมูลแยกประเภท
ข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารของศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า กลุ่ม ครูประมาณ 0.89 ล้านคน มีมูลหนี้รวมประมาณ 1.40 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขสูงที่สุดในตารางประเภทบุคลากรที่ระบุไว้
หากคิดแบบหยาบจากตัวเลขดังกล่าว จะเท่ากับประมาณ 1.57 ล้านบาทต่อคน แต่ตัวเลขนี้เป็นเพียงการนำมูลหนี้รวมมาหารด้วยจำนวนคนในตาราง ไม่ควรตีความว่า “ครูทุกคนเป็นหนี้ 1.57 ล้านบาท”
ทำไมครูจึงมีหนี้ก้อนใหญ่
ปัญหาหนี้ครูถูกพูดถึงในระดับนโยบายมาหลายปี เนื่องจากครูจำนวนมากสามารถเข้าถึงสินเชื่อสหกรณ์และสินเชื่อสวัสดิการ ซึ่งใช้รายได้ประจำเป็นฐานในการชำระคืน
กระทรวงศึกษาธิการเองมีมาตรการเกี่ยวกับการรวมหนี้และรีไฟแนนซ์หนี้ของบุคลากรภาครัฐ โดยบางโครงการกำหนดระยะเวลากู้สูงสุด 10 ปี และมีช่วงปลอดชำระเงินต้น 2 ปี
ดังนั้น “หนี้สูง” ในกรณีครูไม่ได้หมายความว่าหนี้ทั้งหมดเป็นหนี้เพื่อการบริโภค แต่บางส่วนเกี่ยวข้องกับสินเชื่อระยะยาวและการจัดการทางการเงินของครัวเรือน
2. บุคลากรสาธารณสุข — มูลหนี้รวมประมาณ 3.7 แสนล้านบาท
ข้อมูลชุดเดียวกันระบุว่า บุคลากรด้าน สาธารณสุขประมาณ 0.34 ล้านคน มีมูลหนี้รวมประมาณ 0.37 ล้านล้านบาท หรือ 3.7 แสนล้านบาท
ตัวเลขนี้ทำให้กลุ่มสาธารณสุขอยู่ในกลุ่มที่มีมูลหนี้สูงเมื่อเทียบกับประเภทอื่นในตาราง
อย่างไรก็ตาม จำนวนคนของแต่ละกลุ่มไม่เท่ากัน การดูเพียง “ยอดหนี้รวม” จึงยังไม่เพียงพอที่จะบอกว่าอาชีพใดมีภาระหนี้ต่อคนสูงที่สุด
จุดนี้สำคัญมาก: ยอดหนี้รวมสูงอาจเกิดจากจำนวนบุคลากรที่มาก ไม่ได้หมายความว่าคนในกลุ่มนั้นมีหนี้ต่อคนสูงที่สุดเสมอไป
3. ส่วนท้องถิ่น — หนี้รวมประมาณ 3.3 แสนล้านบาท
กลุ่ม บุคลากรส่วนท้องถิ่นประมาณ 0.62 ล้านคน ในข้อมูลชุดดังกล่าวมีมูลหนี้รวมประมาณ 0.33 ล้านล้านบาท หรือ 3.3 แสนล้านบาท
เมื่อเทียบกับจำนวนคน กลุ่มนี้มีจำนวนบุคลากรมากกว่าหลายกลุ่มในตาราง แต่ยอดหนี้รวมยังต่ำกว่ากลุ่มครูอย่างเห็นได้ชัด
เหตุผลหนึ่งที่ต้องระวังคือคำว่า “ราชการ” ในชีวิตประจำวันมักถูกใช้รวมคนทำงานภาครัฐหลายประเภท แต่ในทางสถิติ ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการครู บุคลากรท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ และบุคลากรภาครัฐอื่น ๆ ไม่ใช่กลุ่มเดียวกัน
ดังนั้นการจัดอันดับจึงควรเรียกว่า “บุคลากรภาครัฐ” มากกว่าเหมารวมว่าเป็น “อาชีพราชการ” ทั้งหมด
4. ตำรวจ — มูลหนี้รวมประมาณ 3.1 แสนล้านบาท
ข้อมูลที่เผยแพร่โดยรัฐบาลเกี่ยวกับตำรวจ ณ 15 พฤศจิกายน 2564 ระบุว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีกำลังพล 205,448 ราย และมีผู้มีหนี้สิน 164,291 ราย หรือประมาณ 80% ของกำลังพล รวมมูลหนี้กว่า 322,032 ล้านบาท
หนี้ส่วนใหญ่ในข้อมูลดังกล่าวมาจาก
-
สหกรณ์ประมาณ 231,436 ล้านบาท
-
สถาบันการเงินประมาณ 90,597 ล้านบาท
ตัวเลขนี้สะท้อนบทบาทของสหกรณ์อย่างชัดเจน เพราะหนี้ไม่ได้อยู่กับธนาคารพาณิชย์เพียงอย่างเดียว
รัฐบาลเคยรายงานด้วยว่าโครงการแก้ไขหนี้ตำรวจที่ดำเนินการในช่วงเวลานั้นสามารถแก้ปัญหาหนี้ให้ผู้เข้าร่วมได้ 2,778 ราย คิดเป็นเงินประมาณ 4.04 พันล้านบาท
5. ทหาร — มูลหนี้รวมประมาณ 1.3 แสนล้านบาท
ข้อมูลแยกประเภทที่ปรากฏในเอกสารเดียวกันระบุว่า กลุ่ม ทหารประมาณ 0.24 ล้านคน มีมูลหนี้รวมประมาณ 0.13 ล้านล้านบาท หรือ 1.3 แสนล้านบาท
เมื่อเทียบกับกลุ่มครู ตัวเลขรวมแตกต่างกันมาก แต่ต้องจำไว้ว่า “มูลหนี้รวม” ไม่ใช่ตัวชี้วัดฐานะทางการเงินของคนแต่ละอาชีพโดยตรง
รัฐบาลจัด ครู ตำรวจ ทหาร และบุคลากรภาครัฐที่มีรายได้ประจำแต่มีภาระหนี้สูง ไว้ในกลุ่มที่ต้องมีมาตรการช่วยเหลือด้านหนี้โดยเฉพาะ
ตารางเดียวเห็นภาพทั้งกลุ่ม
| กลุ่มบุคลากร | จำนวนคนโดยประมาณ | มูลหนี้รวมโดยประมาณ |
|---|---|---|
| ครู | 0.89 ล้านคน | 1.40 ล้านล้านบาท |
| สาธารณสุข | 0.34 ล้านคน | 0.37 ล้านล้านบาท |
| ส่วนท้องถิ่น | 0.62 ล้านคน | 0.33 ล้านล้านบาท |
| ตำรวจ | 0.24 ล้านคน | 0.31 ล้านล้านบาท* |
| ทหาร | 0.24 ล้านคน | 0.13 ล้านล้านบาท |
| รัฐวิสาหกิจ | 0.29 ล้านคน | 0.28 ล้านล้านบาท |
| สถาบันอุดมศึกษา | 0.16 ล้านคน | 0.16 ล้านล้านบาท |
* ตัวเลขตำรวจในตารางเป็นข้อมูลจากคนละปีและแหล่งข้อมูลกับตารางประเภทอื่น จึง ไม่ควรนำมาเปรียบเทียบแบบเป็นอันดับเดียวกันโดยตรง
ข้อมูลครู สาธารณสุข ท้องถิ่น ทหาร รัฐวิสาหกิจ และสถาบันอุดมศึกษามาจากตารางที่ปรากฏในเอกสารศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนข้อมูลตำรวจที่ใช้เป็นกรณีศึกษามาจากรัฐบาล ณ ปี 2564
แล้วทำไม “งานมั่นคง” ถึงมีหนี้เยอะ
คำตอบไม่ได้อยู่ที่เงินเดือนอย่างเดียว แต่อยู่ที่ ความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อ
คนที่มีรายได้ประจำมีจุดแข็งในมุมของเจ้าหนี้ เพราะมีรายรับที่คาดการณ์ได้ และบางระบบสามารถหักชำระหนี้จากเงินเดือนโดยตรง
ขณะเดียวกัน สหกรณ์ออมทรัพย์ก็เป็นแหล่งสินเชื่อสำคัญของบุคลากรภาครัฐ
ข้อมูลรัฐบาลปี 2567 ระบุว่ามีสหกรณ์ออมทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับลูกหนี้บุคลากรภาครัฐ 1,378 แห่ง และมีลูกหนี้รวม 2.8 ล้านคน
จึงเกิดภาพที่ดูเหมือนขัดแย้งกัน
รายได้มั่นคง → เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น → สามารถกู้เงินก้อนใหญ่และระยะยาว → หากมีหลายสัญญา หนี้รวมก็อาจสูงมาก
หนี้เยอะ ไม่ได้แปลว่า “จน” และก็ไม่ได้แปลว่า “รวย”
นี่คือจุดที่บทความประเภทนี้มักตีความผิด
การมีหนี้ 1 ล้านบาท ไม่ได้บอกว่าคนนั้นมีฐานะดีกว่าคนที่ไม่มีหนี้ เพราะต้องดูด้วยว่ามีทรัพย์สินอะไรอยู่เบื้องหลังหนี้ก้อนนั้น
ตัวอย่างเช่น
หนี้บ้าน 2 ล้านบาท กับ
หนี้บัตรเครดิต 2 ล้านบาท
ยอดหนี้เท่ากัน แต่โครงสร้างทางการเงินแตกต่างกันมาก
ข้อมูลการสำรวจภาวะการครองชีพข้าราชการพลเรือนในปี 2555 พบว่า หนี้เพื่อ ที่อยู่อาศัยคิดเป็น 54.7% ของวัตถุประสงค์การก่อหนี้ ขณะที่หนี้เพื่อยานพาหนะอยู่ที่ 16.5% และเพื่อการอุปโภคบริโภค 15.4%
ดังนั้นหนี้จำนวนหนึ่งอาจเป็นหนี้เพื่อซื้อทรัพย์สินระยะยาว ไม่ใช่หนี้บริโภคทั้งหมด
ข้อมูลเก่าก็ยังมีบทเรียนสำคัญ
สำนักงานสถิติแห่งชาติเคยสำรวจภาวะการครองชีพของข้าราชการพลเรือนสามัญ และพบว่าในปี 2555 ครอบครัวข้าราชการที่มีหนี้มีสัดส่วน 83.2% และมีหนี้เฉลี่ย 1,111,425 บาทต่อครอบครัวที่มีหนี้
ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ เมื่อแยกตามประเภทตำแหน่ง
-
ประเภททั่วไป มีหนี้ 86.3% และหนี้เฉลี่ย 996,931 บาท
-
ประเภทวิชาการ มีหนี้ 82.4% และหนี้เฉลี่ย 1,160,766 บาท
-
ประเภทอำนวยการ มีหนี้ 65.5% และหนี้เฉลี่ย 1,478,840 บาท
-
ประเภทบริหาร มีหนี้ 31.9% แต่หนี้เฉลี่ยสูงถึง 1,511,645 บาท
นี่เป็นตัวอย่างที่ดีว่า จำนวนคนที่เป็นหนี้มากที่สุด ไม่จำเป็นต้องเป็นกลุ่มที่มีมูลหนี้ต่อครัวเรือนสูงที่สุด
รัฐจึงกำหนดเรื่อง “เงินเดือนเหลือไม่น้อยกว่า 30%”
หนึ่งในมาตรการแก้ปัญหาหนี้บุคลากรภาครัฐคือการกำหนดแนวทางให้หลังหักชำระหนี้แล้ว เงินเดือนคงเหลือสุทธิเพื่อการดำรงชีพไม่น้อยกว่า 30%
รัฐบาลประกาศแนวทางดังกล่าวในปี 2567 และให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐนำไปปรับใช้กับหลักเกณฑ์การหักเงินเดือน
เหตุผลไม่ได้ซับซ้อน
เพราะคนที่มีรายได้ประจำอาจมีความสามารถในการกู้สูง แต่ถ้าค่างวดรวมสูงเกินไป เงินเดือนที่เหลือสำหรับค่าอาหาร ค่าเดินทาง การศึกษา และค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันก็อาจไม่เพียงพอ
รัฐบาลจึงมองปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่อง “มีหนี้เท่าไหร่” แต่รวมถึง หลังหักหนี้แล้วเหลือเงินใช้จริงเท่าไหร่
สรุปตัวเลขที่น่าสนใจ
อันดับ 1 ในข้อมูลแยกประเภท: ครู
มีจำนวนประมาณ 0.89 ล้านคน และมูลหนี้รวมประมาณ 1.40 ล้านล้านบาท
ตำรวจ: ข้อมูลรัฐบาล ณ ปี 2564 ระบุผู้มีหนี้ประมาณ 164,291 คน หรือ 80% ของกำลังพล และหนี้รวมกว่า 322,032 ล้านบาท
บุคลากรภาครัฐ: ข้อมูลปี 2567 ระบุลูกหนี้สหกรณ์ประมาณ 2.8 ล้านคน และมูลหนี้รวมประมาณ 3.3 ล้านล้านบาท
เงินเดือนหลังหักหนี้: แนวทางรัฐบาลกำหนดให้เหลือสุทธิอย่างน้อย 30% เพื่อการดำรงชีพ
ตัวเลขทั้งหมดนี้บอกได้ว่า หนี้บุคลากรภาครัฐเป็นปัญหาขนาดใหญ่ แต่ยังไม่สามารถใช้ยืนยันว่าอาชีพใด “รวยที่สุด” หรือ “รวยมาก” ได้ เพราะการวัดความมั่งคั่งต้องดูทั้งรายได้ ทรัพย์สิน หนี้สิน และสินทรัพย์สุทธิ
ดังนั้น ถ้าจะสรุปแบบตรงไปตรงมา คำตอบไม่ใช่ “อาชีพไหนหนี้เยอะแล้วรวย” แต่คือ
งานที่มีรายได้ประจำและระบบสินเชื่อรองรับ สามารถมีหนี้ก้อนใหญ่ได้เช่นกัน และกรณีของบุคลากรภาครัฐสะท้อนให้เห็นชัดว่า “ความมั่นคงของรายได้” กับ “ระดับหนี้” เป็นคนละเรื่องกัน
สำนักงานตำรวจแห่งชาติผ่านกรมประชาสัมพันธ์: ข้อมูลตำรวจปี 2564 จำนวนกำลังพล 205,448 ราย, มีหนี้ 164,291 ราย หรือประมาณ 80% และหนี้รวมกว่า 322,032 ล้านบาท
สำนักงานสถิติแห่งชาติ: ผลสำรวจภาวะการครองชีพข้าราชการพลเรือนสามัญ เช่น สัดส่วนผู้มีหนี้และหนี้เฉลี่ยตามประเภทตำแหน่ง
เอกสารศาลรัฐธรรมนูญ: ตารางข้อมูลมูลหนี้แยกกลุ่ม ครู ตำรวจ ทหาร สาธารณสุข รัฐวิสาหกิจ อุดมศึกษา และส่วนท้องถิ่น
ธนาคารแห่งประเทศไทย: ข้อมูลล่าสุด Q1/2569 ระบุสินเชื่อคงค้างของสหกรณ์ออมทรัพย์ทั้งระบบประมาณ 2.556 ล้านล้านบาท แต่เป็นคนละขอบเขตกับยอดหนี้บุคลากรภาครัฐ จึงไม่ใช้เพื่อคำนวณยอดหนี้ข้าราชการโดยตรง
มอเตอร์ไซค์ 7 รุ่นคลาสสิกยอดฮิต ปี 2026
7 รถยนต์มือสองยุค 2000s ในไทย ที่ราคากำลังพุ่งสูงกว่าตอนออกห้างมือหนึ่ง
อาชีพใดคู่แข่งน้อย แต่รายได้ดี? เปิดมุมมอง 10 อาชีพเฉพาะทางที่คนทั่วไปอาจมองข้าม
“เสี่ยวไจ้เทียนเคิง” หลุมยุบขนาดยักษ์แห่งจีน ที่ซ่อนโลกอีกใบไว้ใต้พื้นพิภพ
เลขที่ไม่เคยออก 1 กันยายน ย้อนหลัง 20 ปี มีตัวไหนบ้าง
"ฮาวี แมนเดล" ยกให้ "เนเน่ รอยัล" เป็นร็อกสตาร์ระดับโลก ขณะที่ America's Got Talent ซีซัน 21 เดินเข้าสู่รอบไลฟ์โชว์
7 มอเตอร์ไซค์ 2 จังหวะในตำนาน ที่ปัจจุบันราคามือสองแพงกว่าตอนออกห้าง 3 เท่า
ทำไมเด็กไทยเกิดน้อยลงเรื่อย ๆ แล้วอีก 20 ปีประเทศไทยจะเหลือคนวัยทำงานเท่าไร
เปิด 5 ประเทศเก็บภาษีสูง เมื่อวัดจากสัดส่วนต่อเศรษฐกิจ
ทนายอาร์มฝั่ง “ยัต ชัยโสโร” เตรียมเอกสารโต้ “ต้า เฟ็ดเฟ่” ลั่นความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว หลังออกโหนกระแส ปมโอนหุ้น-ลดเงินเดือน
Roman จ่อปล่อย 30 ส.ค. หลังถึงโรงเก็บแล้ว: ต่างจาก Hubble และ James Webb อย่างไร?
อาร์ม OHANA ขอโทษต้าร์ ยอมรับฟังความข้างเดียวจนโดนทัวร์ ลั่น “ลบเพื่อรับผิดชอบ ไม่ได้ลบเพื่อหนี”
“เสี่ยวไจ้เทียนเคิง” หลุมยุบขนาดยักษ์แห่งจีน ที่ซ่อนโลกอีกใบไว้ใต้พื้นพิภพ
มอเตอร์ไซค์ 7 รุ่นคลาสสิกยอดฮิต ปี 2026
ทนายอาร์มฝั่ง “ยัต ชัยโสโร” เตรียมเอกสารโต้ “ต้า เฟ็ดเฟ่” ลั่นความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว หลังออกโหนกระแส ปมโอนหุ้น-ลดเงินเดือน
เปิด 5 ประเทศเก็บภาษีสูง เมื่อวัดจากสัดส่วนต่อเศรษฐกิจ
Roman จ่อปล่อย 30 ส.ค. หลังถึงโรงเก็บแล้ว: ต่างจาก Hubble และ James Webb อย่างไร?







