หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ใครกำหนดว่า ‘เจริญ’ ต้องเหมือนตะวันตก ‘แฮร์เดอร์’ นักคิดเมื่อ 200 ปีก่อน มีคำตอบ

เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า

 

เมื่อครู่นี้ ผู้เขียนได้อ่านบทความหนึ่งว่าด้วย โยฮันน์ ก็อทฟรีด ฟอน แฮร์เดอร์ นักปรัชญาและนักคิดชาวเยอรมันในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 18 แล้วอดไม่ได้ที่จะหยุดคิดอยู่พักใหญ่

เพราะเรื่องที่แฮร์เดอร์ตั้งคำถามนั้น แม้จะเกิดขึ้นเมื่อกว่า 200 ปีก่อน แต่กลับเป็นคำถามที่ยังทันสมัยอย่างน่าประหลาด

มนุษยชาติจำเป็นต้องเดินไปบนถนนเส้นเดียวกันจริงหรือ?

หรือแท้จริงแล้ว สิ่งที่เราเรียกว่า “ความเจริญ” “ความทันสมัย” และ “การพัฒนา” อาจมีได้มากกว่าหนึ่งรูปแบบ และแต่ละสังคมอาจมีสิทธิ์เลือกเส้นทางที่สอดคล้องกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ภาษา และประสบการณ์ของตนเอง

คำถามนี้ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาในปัจจุบัน แต่หากย้อนกลับไปในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 18 จะพบว่า นี่ไม่ใช่คำถามธรรมดาเลย

เพราะมันกำลังเข้าไปแตะรากฐานสำคัญของความคิดยุคเรืองปัญญา หรือ Enlightenment ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมหาศาลต่อโลกตะวันตกสมัยใหม่

และตรงนี้เองที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่า แฮร์เดอร์เป็นนักคิดที่คนไทยควรรู้จักมากกว่าที่เป็นอยู่

ไม่ใช่เพราะเราจำเป็นต้องเห็นด้วยกับเขาทุกเรื่อง

แต่เพราะเขาช่วยทำให้เราเห็นว่า แม้แต่สิ่งที่เราเคยคิดว่าเป็น “ความจริงสากล” ก็ยังสามารถถูกตั้งคำถามได้

และบางครั้ง การตั้งคำถามกับสิ่งที่ดูเหมือนเป็นสามัญสำนึก อาจสำคัญไม่แพ้การค้นหาคำตอบเสียด้วยซ้ำ

โลกในยุคเรืองปัญญา กับความเชื่อว่า “มนุษย์กำลังก้าวไปข้างหน้า”

ต้องเข้าใจก่อนว่า ผู้เขียนไม่ได้ต้องการบอกว่าโลกตะวันตกในยุคเรืองปัญญาเป็นเรื่องเลวร้ายทั้งหมด

ตรงกันข้าม ยุคเรืองปัญญามีคุณูปการอย่างมหาศาลต่อโลกสมัยใหม่ ทั้งในเรื่องเหตุผล เสรีภาพ การวิพากษ์อำนาจ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ สิทธิของมนุษย์ และการตั้งคำถามต่ออำนาจที่ไม่สามารถตรวจสอบได้

ปัญหาอยู่ตรงที่ว่า เมื่อแนวคิดเรื่อง “เหตุผล” และ “ความก้าวหน้า” แข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ ก็เกิดแนวโน้มทางความคิดอีกด้านหนึ่งตามมา

นั่นคือการมองประวัติศาสตร์ของมนุษย์เสมือนมี ทิศทางโดยรวมเพียงแบบเดียว

ในบรรดานักคิดยุโรปศตวรรษที่ 18 มีหลายคนพยายามอธิบายว่า สังคมมนุษย์พัฒนาอย่างไร และเหตุใดบางสังคมจึงก้าวไปไกลกว่าสังคมอื่น

แนวคิดเรื่องความก้าวหน้าในประวัติศาสตร์ไม่ได้มีรูปแบบเดียว และไม่ใช่ว่านักคิดยุคเรืองปัญญาทุกคนจะเชื่อเหมือนกันทั้งหมด แต่มีแนวโน้มสำคัญอย่างหนึ่ง คือการพยายามค้นหา “กฎทั่วไป” หรือ “ลำดับขั้น” ที่สามารถใช้ทำความเข้าใจพัฒนาการของสังคมมนุษย์ได้

ตัวอย่างเช่น นักคิดบางคนเสนอภาพประวัติศาสตร์ในลักษณะที่สังคมค่อย ๆ เปลี่ยนจากรูปแบบหนึ่งไปสู่อีกรูปแบบหนึ่ง จากสังคมที่ถูกครอบงำด้วยจารีตและความเชื่อ ไปสู่สังคมที่ใช้เหตุผลและเสรีภาพมากขึ้น

ต่อมา แนวคิดเรื่อง “ความก้าวหน้า” ยังพัฒนาไปอีกหลายสาย และมีอิทธิพลต่อความคิดทางสังคมและการเมืองในศตวรรษที่ 19 และ 20 อย่างมาก

เมื่อมองจากโลกปัจจุบัน เราอาจไม่รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ

เพราะเราเองก็พูดกันจนติดปากว่า

ประเทศนี้ “พัฒนาแล้ว”

ประเทศนั้น “กำลังพัฒนา”

ประเทศโน้น “ล้าหลัง”

แต่คำถามที่น่าสนใจกว่าก็คือ

ใครเป็นคนกำหนดไม้บรรทัดว่าอะไรคือ “พัฒนาแล้ว”?

และไม้บรรทัดนั้นสร้างขึ้นจากประสบการณ์ของใคร?

แฮร์เดอร์จึงเข้ามาตั้งคำถามกับวิธีมองประวัติศาสตร์แบบนี้

โยฮันน์ ก็อทฟรีด แฮร์เดอร์ เกิดในปี ค.ศ. 1744 และเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1803 เขาเป็นทั้งนักปรัชญา นักเทววิทยา นักประวัติศาสตร์ความคิด นักวิจารณ์วรรณกรรม และนักคิดด้านภาษา

ผลงานสำคัญของเขารวมถึง This Too a Philosophy of History for the Formation of Humanity ซึ่งตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1774 และงานขนาดใหญ่ Ideas for the Philosophy of the History of Humanity ซึ่งตีพิมพ์ระหว่าง ค.ศ. 1784–1791

นักวิชาการร่วมสมัยจำนวนมากมองว่า ผลงานของแฮร์เดอร์มีความสำคัญต่อการเกิดขึ้นของแนวคิดประวัติศาสตร์นิยม และมีอิทธิพลต่อพัฒนาการของความคิดเยอรมันในเวลาต่อมาอย่างมาก

สิ่งสำคัญที่แฮร์เดอร์นำเข้ามาในสนามความคิดก็คือ

อย่าเพิ่งเอามาตรฐานของสังคมหนึ่งไปตัดสินอีกสังคมหนึ่ง โดยไม่เข้าใจว่าคนในสังคมนั้นเติบโตมาอย่างไร

สำหรับแฮร์เดอร์ มนุษย์ไม่ได้เป็นสิ่งมีชีวิตที่ลอยอยู่เหนือประวัติศาสตร์

 

เราถูกหล่อหลอมจากภาษา ครอบครัว ประเพณี สภาพแวดล้อม ความทรงจำ ศิลปะ ศาสนา และประสบการณ์ร่วมของสังคมที่เราเติบโตขึ้นมา

ดังนั้น วิธีคิดของคนในยุคหนึ่งจึงไม่จำเป็นต้องเหมือนกับคนอีกยุคหนึ่ง

และวิธีคิดของคนในสังคมหนึ่งก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับอีกสังคมหนึ่ง

นี่เป็นประเด็นสำคัญมาก

เพราะมันทำให้การศึกษาประวัติศาสตร์เปลี่ยนไปจากการถามเพียงว่า

“ใครชนะสงคราม?”

“ใครปกครอง?”

“ใครร่ำรวย?”

ไปสู่คำถามว่า

คนในยุคนั้นคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร และมองโลกอย่างไร?

Stanford Encyclopedia of Philosophy ระบุว่า หนึ่งในผลงานสำคัญของแฮร์เดอร์คือการชี้ให้เห็นความแตกต่างอย่างลึกซึ้งระหว่างผู้คนในยุคและวัฒนธรรมต่าง ๆ ทั้งในด้านแนวคิด ความเชื่อ ค่านิยม และความรู้สึก ซึ่งแตกต่างจากนักคิดประวัติศาสตร์บางกลุ่มก่อนหน้า เช่น ฮูมและวอลแตร์

ตรงนี้เองที่ทำให้แฮร์เดอร์น่าสนใจอย่างมาก

เพราะเขาไม่ได้มองประวัติศาสตร์เป็นเพียง “บันได”

ที่มนุษย์ทุกคนจะต้องปีนขึ้นไปทีละขั้น แล้วไปจบลงที่ปลายทางเดียวกัน

ไม่ใช่ทุกสังคมต้องกลายเป็นอังกฤษหรือฝรั่งเศส

ลองคิดภาพง่าย ๆ

ถ้าเรามีต้นไม้สองต้น

ต้นหนึ่งเป็นต้นโอ๊ก

อีกต้นเป็นต้นมะพร้าว

เราจะบอกว่าต้นมะพร้าว “ด้อยพัฒนา” เพราะไม่โตเหมือนต้นโอ๊กได้หรือไม่?

คำถามนี้อาจฟังดูง่ายจนแทบไม่ต้องตอบ

แต่เมื่อเปลี่ยนจาก “ต้นไม้” เป็น “สังคมมนุษย์” เรื่องกลับซับซ้อนขึ้นทันที

เพราะในประวัติศาสตร์ยุโรปเองก็เคยมีการใช้มาตรฐานของสังคมหนึ่งไปประเมินอีกสังคมหนึ่ง

และเมื่อมาตรฐานดังกล่าวถูกผูกเข้ากับอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ และจักรวรรดิ มันจึงไม่ได้เป็นเพียงการถกเถียงทางปรัชญาอีกต่อไป

มันสามารถกลายเป็นเหตุผลในการบอกว่า

“พวกเราศิวิไลซ์กว่า”

“พวกเขาล้าหลัง”

“พวกเรารู้ว่าความเจริญคืออะไร”

“พวกเขายังไม่เข้าใจ”

แฮร์เดอร์ไม่ได้ยอมรับภาพประวัติศาสตร์แบบง่าย ๆ นี้

เขาพยายามมองแต่ละสังคมจากบริบทของตัวมันเอง

แนวคิดของเขาจึงมีลักษณะเป็น ประวัติศาสตร์นิยม อย่างเด่นชัด กล่าวคือ การทำความเข้าใจมนุษย์จำเป็นต้องเข้าใจมนุษย์ในฐานะสิ่งที่ถูกสร้างและหล่อหลอมขึ้นภายในประวัติศาสตร์

นี่ไม่ใช่การบอกว่า “ทุกอย่างดีเท่ากันหมด”

และตรงนี้สำคัญมาก

เพราะการอ่านแฮร์เดอร์อย่างระมัดระวังจะพบว่า เขาเองก็ไม่ได้ปฏิเสธแนวคิดเรื่องการพัฒนาของมนุษยชาติอย่างสิ้นเชิง

ในงานของเขายังมีแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาไปสู่ “เหตุผล” และ “มนุษยธรรม” อยู่ด้วย เพียงแต่เขาไม่เห็นด้วยกับการใช้รูปแบบพัฒนาการของสังคมหนึ่งเป็นมาตรฐานตายตัวสำหรับทุกสังคม

ดังนั้น หากจะพูดให้แม่นยำที่สุด

แฮร์เดอร์ไม่ได้กำลังประกาศว่า

“ไม่มีความก้าวหน้า”

แต่กำลังผลักให้เราถามว่า

“ความก้าวหน้าคืออะไร และใครเป็นผู้มีอำนาจกำหนดความหมายของมัน?”

เรื่องภาษา อาจสำคัญกว่าที่เราคิด

อีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้แฮร์เดอร์มีความสำคัญอย่างมาก คือความคิดเกี่ยวกับภาษา

สำหรับเขา ภาษาไม่ใช่เพียงเครื่องมือสำหรับส่งข้อมูลจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง

ภาษาเกี่ยวข้องกับวิธีที่มนุษย์รับรู้โลก

เกี่ยวข้องกับความทรงจำ

เกี่ยวข้องกับความรู้สึก

เกี่ยวข้องกับวรรณกรรม

และเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ร่วมของผู้คน

Stanford Encyclopedia of Philosophy อธิบายว่า ในมุมมองของแฮร์เดอร์ การรับรู้ ความคิด และการกระทำของมนุษย์มีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับภาษา และภาษาก็เป็นสิ่งที่มีลักษณะทางสังคมโดยพื้นฐาน

ลองคิดดูง่าย ๆ

คำบางคำในภาษาไทยอาจมีความหมายและความรู้สึกที่ละเอียดอ่อนมาก

บางคำไม่มีคำแปลภาษาอังกฤษที่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกได้ครบถ้วน

ในทางกลับกัน ภาษาอื่นก็มีคำที่สะท้อนประสบการณ์ทางสังคมและวัฒนธรรมเฉพาะของเขา

นี่ทำให้ภาษาไม่ใช่เพียง “พจนานุกรม”

แต่เป็นเหมือนคลังความทรงจำของผู้คน

คำบางคำบอกเราว่า คนในสังคมนั้นเคยให้ความสำคัญกับเรื่องใด

คำบางคำบอกถึงโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน

คำบางคำสะท้อนประวัติศาสตร์

และบางคำสะท้อนวิธีมองโลกที่สั่งสมกันมาหลายชั่วอายุคน

เพราะฉะนั้น เมื่อแฮร์เดอร์ให้ความสำคัญกับภาษา เขาจึงไม่ได้กำลังพูดเรื่องภาษาในฐานะวิชาไวยากรณ์เท่านั้น

แต่กำลังพูดถึง ความสัมพันธ์ระหว่างภาษา มนุษย์ และโลกที่มนุษย์อาศัยอยู่

นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ความคิดของเขาส่งอิทธิพลต่อการศึกษาภาษา วรรณกรรม ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมในเวลาต่อมา

แต่มีเรื่องหนึ่งที่ต้องแก้ความเข้าใจเสียก่อน: “Volksgeist” ไม่ควรเอาไปผูกกับแฮร์เดอร์แบบตรงไปตรงมาเกินไป

บทความเกี่ยวกับแฮร์เดอร์จำนวนมากนิยมอธิบายแนวคิดของเขาผ่านคำว่า Volksgeist หรือ “จิตวิญญาณของประชาชน”

และการอธิบายเช่นนี้มีเหตุผล เพราะแนวคิดของแฮร์เดอร์ให้ความสำคัญอย่างมากกับลักษณะเฉพาะของผู้คน ภาษา วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์

แต่ถ้าต้องการความถูกต้องทางวิชาการจริง ๆ เรื่องนี้ต้องระมัดระวัง

มีงานวิชาการบางชิ้นชี้ว่า แม้แนวคิด Volksgeist จะถูกเชื่อมโยงกับแฮร์เดอร์อย่างกว้างขวาง แต่คำว่า “Volksgeist” เองไม่ได้ปรากฏในผลงานสำคัญของแฮร์เดอร์บางชุดอย่างที่เรามักเข้าใจกัน และแนวคิดที่เรารู้จักในปัจจุบันอาจได้รับการจัดระบบและพัฒนาโดยนักคิดรุ่นหลังด้วย

ดังนั้น หากจะเขียนอย่างแม่นยำ ผู้เขียนเห็นว่าควรกล่าวว่า

แฮร์เดอร์เป็นนักคิดสำคัญของแนวคิดเรื่องลักษณะเฉพาะของประชาชน ภาษา วัฒนธรรม และจิตสำนึกทางประวัติศาสตร์ ซึ่งต่อมามีการเชื่อมโยงและพัฒนาเข้าสู่แนวคิดเรื่อง Volksgeist อย่างกว้างขวาง

จะปลอดภัยกว่าการเขียนว่า

“แฮร์เดอร์เป็นผู้บัญญัติคำว่า Volksgeist”

เพราะข้อหลังนี้ฟันธงเกินหลักฐาน

และเมื่อพูดถึงนักคิดระดับนี้ ผู้เขียนคิดว่า ความแม่นยำสำคัญกว่าความสะใจของถ้อยคำ

แฮร์เดอร์ไม่ได้แค่บอกว่า “แต่ละชาติแตกต่างกัน” แต่กำลังเปลี่ยนวิธีที่เรามองประวัติศาสตร์

นี่คือส่วนที่ผู้เขียนเห็นว่าสำคัญที่สุด

ถ้าเราเชื่อว่าทุกสังคมมีเส้นทางเดียวกัน

การศึกษาประวัติศาสตร์ก็อาจกลายเป็นการเอาสังคมที่ “อยู่ข้างหน้า” มาเป็นไม้บรรทัด แล้วเอาสังคมที่ “อยู่ข้างหลัง” มาเปรียบเทียบ

แต่ถ้าเรายอมรับว่าสังคมแต่ละแห่งมีบริบทเฉพาะ

คำถามทางประวัติศาสตร์จะเปลี่ยนทันที

เราอาจไม่ถามว่า

“ทำไมประเทศนี้ยังไม่เหมือนอังกฤษ?”

แต่ถามว่า

“เหตุใดประเทศนี้จึงเติบโตมาในรูปแบบนี้?”

“อะไรคือประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่หล่อหลอมสังคมนี้?”

“ทำไมผู้คนจึงให้คุณค่ากับเรื่องนี้?”

“เหตุใดสถาบันทางสังคมจึงมีหน้าตาเช่นนี้?”

และที่สำคัญที่สุด

“หากเราเข้าใจบริบทของเขาแล้ว เราจะยังใช้คำว่า ‘ล้าหลัง’ ได้ง่ายเหมือนเดิมหรือไม่?”

นี่คือการเปลี่ยนวิธีมองโลกอย่างแท้จริง

จากแฮร์เดอร์สู่ประวัติศาสตร์นิยม

อิทธิพลของแฮร์เดอร์ไม่ได้หยุดอยู่ที่ตัวเขา

แนวคิดของเขากลายเป็นส่วนสำคัญของภูมิทัศน์ทางปัญญาที่นำไปสู่ความคิดแบบประวัติศาสตร์นิยมและโรแมนติกของเยอรมันในศตวรรษที่ 19

เขามีอิทธิพลต่อบุคคลสำคัญจำนวนมาก ทั้งเฮเกล เชลลิง นิทเชอ ดิลไธ และนักคิดคนอื่น ๆ อีกมาก

แต่ต้องระวังอีกเช่นกันว่า

การบอกว่า “แฮร์เดอร์เป็นต้นเหตุโดยตรงของทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในเยอรมนีหลังจากนั้น” ก็เป็นการกล่าวเกินจริง

ประวัติศาสตร์ทางความคิดไม่ได้ทำงานเหมือนโดมิโน

นักคิดคนหนึ่งไม่ได้ผลักตัวหนึ่ง แล้วทุกอย่างล้มตามกันเป็นเส้นตรง

แนวคิดต่าง ๆ มักเดินทางผ่านการตีความ การดัดแปลง การต่อต้าน และการผสมผสานกับแนวคิดอื่น

เพราะฉะนั้น เราจึงควรพูดว่าแฮร์เดอร์ เป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญ ของการเปลี่ยนแปลงทางความคิดในโลกเยอรมัน มากกว่าจะบอกว่าเขาเป็นผู้สร้างเส้นทางทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว

แล้วเยอรมนีเดินไปทางไหน?

นี่คืออีกจุดที่ผู้เขียนคิดว่าต้องระมัดระวัง

หากพูดง่ายเกินไป เราอาจสร้างเรื่องเล่าว่า

“อังกฤษมีตลาดเสรี ฝรั่งเศสมีสิทธิมนุษยชน เยอรมนีมีรัฐนำ”

แล้วทำเหมือนสามประเทศนี้มีโมเดลตายตัวตั้งแต่ต้น

ความจริงซับซ้อนกว่านั้นมาก

เยอรมนีในเวลานั้นยังไม่ได้เป็นรัฐชาติรวมศูนย์แบบเยอรมนีในปัจจุบันด้วยซ้ำ แต่ประกอบด้วยรัฐและดินแดนจำนวนมาก

และความคิดทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของโลกเยอรมันก็ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม หากมองในภาพใหญ่ เราจะพบว่าโลกเยอรมันพัฒนาสถาบันทางการศึกษา ปรัชญา ประวัติศาสตร์ และกฎหมายที่มีลักษณะเฉพาะของตนอย่างโดดเด่น

ตรงนี้เองที่แนวคิดของแฮร์เดอร์มีความสำคัญ

มหาวิทยาลัยแบบฮุมโบลดท์ กับความคิดว่า “การศึกษาไม่ใช่โรงงานผลิตแรงงาน”

เมื่อพูดถึงการศึกษาเยอรมันในศตวรรษที่ 19 ชื่อที่มักถูกกล่าวถึงคู่กับแฮร์เดอร์คือ วิลเฮล์ม ฟอน ฮุมโบลดท์

มหาวิทยาลัยเบอร์ลินก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1810 ภายใต้แนวคิดการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับความเป็นอิสระทางวิชาการ การวิจัย และความสัมพันธ์ระหว่างการวิจัยกับการเรียนการสอน

แนวคิดดังกล่าวต่อมามักถูกเรียกว่า “แบบฮุมโบลดท์”

หัวใจสำคัญคือการมองมหาวิทยาลัยไม่ใช่เพียงสถานที่ฝึกคนเข้าสู่ตลาดแรงงาน

แต่เป็นสถานที่ที่มนุษย์แสวงหาความรู้ พัฒนาความสามารถทางปัญญา และสร้างความเป็นมนุษย์ของตนเอง

แนวคิดนี้สัมพันธ์กับคำว่า Bildung ซึ่งมีความหมายกว้างกว่าการฝึกทักษะเพื่อประกอบอาชีพ

อย่างไรก็ตาม การบอกว่ามหาวิทยาลัยเบอร์ลิน “ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อผลิตบัณฑิตให้ตอบสนองตลาดแรงงานเลย” ก็ง่ายเกินไป

เพราะมหาวิทยาลัยย่อมอยู่ในบริบทของรัฐ สังคม และความต้องการของประเทศในเวลานั้น

สิ่งที่ควรกล่าวให้แม่นยำกว่าคือ

แนวคิดมหาวิทยาลัยแบบฮุมโบลดท์ให้ความสำคัญกับการสร้างและแสวงหาความรู้ มากกว่าการลดการศึกษาให้เหลือเพียงการฝึกอาชีพ

นี่ต่างหากที่เป็นสาระสำคัญ

ส่วนกฎหมาย ก็เกิดการต่อต้านความคิดว่า “กฎหมายสร้างขึ้นบนกระดาษแล้วใช้ได้กับทุกคน”

อีกตัวอย่างที่น่าสนใจคือ ฟรีดริช คาร์ล ฟอน ซาวีญี

เขาเป็นบุคคลสำคัญของสำนักกฎหมายประวัติศาสตร์เยอรมัน

ซาวีญีต่อต้านแนวคิดว่ากฎหมายสามารถออกแบบขึ้นอย่างเป็นระบบด้วยเหตุผลนามธรรม แล้วนำไปใช้กับสังคมได้โดยไม่จำเป็นต้องสนใจประวัติศาสตร์และจารีตของสังคมนั้น

ประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับการถกเถียงเรื่องประมวลกฎหมายนโปเลียนและความพยายามนำระบบกฎหมายแบบเหตุผลเข้าไปจัดระเบียบดินแดนต่าง ๆ ในยุโรป

งานศึกษาประวัติศาสตร์ทางความคิดชี้ว่า การต่อต้านประมวลกฎหมายของนโปเลียนเป็นกรณีสำคัญช่วงแรก ๆ ของประวัติศาสตร์นิยมทางกฎหมาย และซาวีญีมีความเกี่ยวข้องกับกระแสนี้อย่างสำคัญ

ตรงนี้ทำให้เราเห็นภาพชัดขึ้น

ภาษาไม่ใช่สิ่งที่นักปรัชญานั่งเขียนขึ้นจากศูนย์

ประเพณีก็ไม่ใช่สิ่งที่ใครคนหนึ่งสามารถออกแบบได้ทั้งหมด

กฎหมายก็เช่นกัน

สังคมมีประวัติของมัน

และหากเราตัดประวัติศาสตร์ทิ้ง เราอาจกำลังตัดส่วนหนึ่งของความหมายของสิ่งนั้นออกไปด้วย

ฟิชเทอคืออีกก้าวหนึ่ง แต่ไม่ควรเหมารวมว่าเป็น “แฮร์เดอร์ในเวอร์ชันการเมือง”

เมื่อเข้าสู่ต้นศตวรรษที่ 19 เราจะพบ โยฮันน์ ก็อทลีพ ฟิชเทอ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ความคิดเยอรมัน

ฟิชเทอมีผลงานทางการเมืองที่มีชื่อเสียงอย่าง Addresses to the German Nation ซึ่งบรรยายในกรุงเบอร์ลินในช่วง ค.ศ. 1807–1808 ขณะปรัสเซียอยู่ภายใต้การยึดครองของฝรั่งเศส

ในงานดังกล่าว เขาให้ความสำคัญอย่างมากกับอัตลักษณ์ ภาษา และการศึกษาแห่งชาติ โดยการศึกษาเป็นหนทางสำคัญในการสร้างคนและสังคมใหม่

ฟิชเทอยังมีแนวคิดทางเศรษฐกิจที่ให้รัฐมีบทบาทสูงมาก เช่น ใน The Closed Commercial State ซึ่งเสนอแนวคิดทางเศรษฐกิจที่มีลักษณะปิดและให้รัฐจัดการกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระดับสำคัญ

แต่ผู้เขียนอยากย้ำว่า

ฟิชเทอไม่ใช่แค่ “ผู้รับความคิดของแฮร์เดอร์มาใช้” แบบตรง ๆ

เขามีระบบปรัชญาของตัวเอง และได้รับอิทธิพลสำคัญจากคานท์ด้วย

แนวคิดของเขาจึงเป็นผลจากการผสมผสานและพัฒนาความคิดหลายสาย

นี่เป็นตัวอย่างที่ดีว่า การส่งต่อทางความคิดไม่เคยเป็นเส้นตรง

สิ่งที่น่าคิดที่สุด: แฮร์เดอร์ไม่ได้กำลังบอกให้ทุกชาติ “ปิดตัวเอง”

ตรงนี้เป็นความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นได้ง่าย

เมื่อพูดถึงการรักษารากเหง้า ภาษา และวัฒนธรรม เราอาจเผลอคิดว่า

“ถ้าอย่างนั้นก็อย่ารับอะไรจากต่างประเทศ”

แต่แฮร์เดอร์เองมีความสนใจวัฒนธรรมของผู้คนทั่วโลกอย่างมาก

ตัวอย่างที่น่าสนใจคือเขารวบรวมและเผยแพร่บทเพลงและบทกวีจากผู้คนหลากหลายวัฒนธรรมในงานที่เกี่ยวข้องกับ Volkslieder หรือบทเพลงของประชาชน

ความสนใจเช่นนี้สะท้อนว่า สำหรับแฮร์เดอร์ วัฒนธรรมของมนุษย์ไม่ได้มีคุณค่าเพียงเพราะมันเป็น “ของเรา”

แต่เพราะมันช่วยให้มนุษย์มองเห็นความหลากหลายของประสบการณ์มนุษย์ด้วย

ดังนั้น

การรู้จักรากเหง้าของตัวเอง ไม่ได้แปลว่าต้องเกลียดสิ่งที่มาจากคนอื่น

ตรงกันข้าม

คนที่รู้จักตัวเองดีอาจมีความสามารถในการรับสิ่งใหม่โดยไม่จำเป็นต้องสูญเสียตัวตน

นี่ต่างหากที่ทำให้แฮร์เดอร์น่าสนใจสำหรับประเทศไทย

ลองหันกลับมามองบ้านเรา

ประเทศไทยรับความคิดจากต่างประเทศมาเป็นเวลานาน

ทั้งภาษา

ระบบการศึกษา

วิทยาศาสตร์

กฎหมาย

ระบบราชการ

เทคโนโลยี

แนวคิดทางเศรษฐกิจ

การบริหารรัฐ

และรูปแบบการพัฒนาประเทศ

การรับสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องผิด

และคงไม่มีประเทศใดในโลกสมัยใหม่สามารถอยู่โดยไม่แลกเปลี่ยนความรู้กับประเทศอื่นได้

แต่ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อเราเผลอเชื่อว่า

สิ่งที่มาจากประเทศที่พัฒนาแล้ว ย่อมดีกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเราเสมอ

แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนจาก

“เรียนรู้จากเขา”

เป็น

“ต้องเหมือนเขา”

โดยไม่รู้ตัว

สองคำนี้ต่างกันมาก

เรียนรู้ไม่เหมือนลอกเลียน

ผู้เขียนเห็นว่าคำสอนของแฮร์เดอร์ที่นำมาใช้กับโลกปัจจุบันได้ดีที่สุด อาจไม่ใช่การบอกให้เราปฏิเสธตะวันตก

แต่คือการเตือนว่า

การพัฒนาที่ดีไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการลบตัวเองออก

ประเทศไทยสามารถเรียนรู้จากเยอรมนีได้

เรียนรู้จากญี่ปุ่นได้

เรียนรู้จากสหรัฐอเมริกาได้

เรียนรู้จากเกาหลีใต้ได้

เรียนรู้จากสิงคโปร์ได้

เรียนรู้จากจีนได้

และเรียนรู้จากประเทศอื่น ๆ ได้อีกมาก

แต่การเรียนรู้ที่ดีไม่ใช่การถามว่า

“เราจะทำให้ประเทศไทยเหมือนประเทศนั้นได้อย่างไร?”

เพียงอย่างเดียว

ควรถามเพิ่มว่า

“อะไรในระบบของเขาที่เกิดจากเงื่อนไขเฉพาะของเขา?”

“อะไรสามารถนำมาใช้กับไทยได้?”

“อะไรไม่เหมาะกับสังคมไทย?”

“ถ้าจะนำมาใช้ เราต้องปรับอย่างไร?”

นี่ต่างหากคือการเรียนรู้แบบมีสติ

เพราะโลกจริงไม่ได้มีสูตรสำเร็จ

ในยุคปัจจุบัน เราอาจมองเห็นประเทศจำนวนมากพยายามเดินตามสูตรการพัฒนาที่คล้ายกัน

เพิ่มการลงทุน

เพิ่มผลิตภาพ

เพิ่มการส่งออก

สร้างโครงสร้างพื้นฐาน

เพิ่มเทคโนโลยี

พัฒนาการศึกษา

สร้างเมือง

สร้างอุตสาหกรรม

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องสำคัญ

แต่คำถามของแฮร์เดอร์ยังคงหลอกหลอนเราได้ว่า

แล้วชีวิตของผู้คนดีขึ้นจริงหรือไม่?

หากเศรษฐกิจโต แต่คนในครอบครัวไม่มีเวลาให้กันเลย

เราจะเรียกสิ่งนั้นว่า “พัฒนา” อย่างเดียวได้หรือไม่?

หากเมืองทันสมัยขึ้น แต่ผู้สูงอายุถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

เราจะถือว่าเป็นความก้าวหน้าอย่างสมบูรณ์หรือไม่?

หากเด็กเก่งคณิตศาสตร์มากขึ้น แต่ไม่รู้จักประวัติศาสตร์ของชุมชนตัวเองเลย

เราจะเรียกการศึกษานั้นว่าสำเร็จทั้งหมดหรือไม่?

หากประเทศมีรายได้สูงขึ้น แต่ผู้คนสูญเสียภาษา ภูมิปัญญา และความสัมพันธ์กับชุมชน

เราจะนับสิ่งที่สูญเสียไปอย่างไร?

นี่ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจไม่สำคัญ

แน่นอนว่าเศรษฐกิจสำคัญ

เทคโนโลยีสำคัญ

วิทยาศาสตร์สำคัญ

รายได้สำคัญ

แต่สิ่งที่แฮร์เดอร์ช่วยเตือนเราคือ

มนุษย์มีชีวิตอยู่ด้วยสิ่งที่วัดได้ และสิ่งที่วัดได้ยากพร้อมกัน

และสิ่งที่วัดไม่ได้ง่าย ๆ ก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีคุณค่า

ความคิดเรื่อง “ความเจริญ” จึงควรถูกตั้งคำถามอยู่เสมอ

ผู้เขียนเห็นว่า จุดแข็งของบทเรียนจากแฮร์เดอร์ไม่ได้อยู่ที่การเลือกข้างระหว่าง

“ตะวันตก”

กับ

“ตะวันออก”

แต่คือการทำให้เรากลับมาตั้งคำถามกับคำว่า “พัฒนา” อีกครั้ง

เพราะหากเราบอกว่า

“ประเทศที่ดีต้องเป็นแบบนี้”

คำถามต่อไปทันทีคือ

แบบไหน?

และใครเป็นคนกำหนด?

หากเราบอกว่า

“การศึกษาที่ดีต้องเป็นแบบนี้”

ใครเป็นคนกำหนดว่าเด็กทุกคนต้องมีความสามารถแบบเดียวกัน?

หากเราบอกว่า

“เศรษฐกิจที่ดีต้องโตแบบนี้”

ใครเป็นคนกำหนดว่าเป้าหมายของเศรษฐกิจคือการเติบโตเพียงอย่างเดียว?

คำถามเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าเราต้องปฏิเสธคำตอบเดิม

แต่การมีคำถามเหล่านี้ทำให้เราไม่ตกเป็นทาสของคำตอบใดคำตอบหนึ่ง

และนี่คือเหตุผลที่ผู้เขียนคิดว่าแฮร์เดอร์ยังไม่ตาย

นักคิดบางคนอยู่ในหนังสือประวัติศาสตร์

บางคนอยู่ในพิพิธภัณฑ์

แต่แฮร์เดอร์กลับมีชีวิตอยู่ทุกครั้งที่มนุษย์ตั้งคำถามว่า

“ทำไมเราต้องเหมือนเขา?”

ทุกครั้งที่ใครสักคนบอกว่า

“ประเทศนี้ยังไม่พัฒนา เพราะยังไม่เหมือนประเทศนั้น”

คำถามแบบแฮร์เดอร์ก็สามารถย้อนกลับมาได้ทันทีว่า

“จำเป็นด้วยหรือที่ต้องเหมือน?”

และเมื่อเรามองโลกด้วยคำถามนี้ โลกก็เริ่มกว้างขึ้น

ประเทศที่เคยถูกเรียกว่า “ล้าหลัง” อาจมีภูมิปัญญาบางอย่างที่ประเทศร่ำรวยไม่มี

ชุมชนชนบทอาจมีรูปแบบความสัมพันธ์ที่เมืองใหญ่สูญเสียไปแล้ว

ภาษาที่มีผู้พูดน้อยอาจเก็บความทรงจำของคนหลายร้อยปีเอาไว้

ประเพณีบางอย่างอาจไม่สามารถคำนวณเป็นตัวเงินได้

แต่ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีคุณค่า

อย่างไรก็ตาม แฮร์เดอร์เองก็มีด้านที่เราต้องระวัง

ผู้เขียนไม่คิดว่าควรหยิบแฮร์เดอร์มาเป็น “ฮีโร่” แล้วจบเรื่อง

เพราะแนวคิดเรื่องความแตกต่างของประชาชนและวัฒนธรรม เมื่อเดินทางเข้าสู่ศตวรรษที่ 19 และต่อมา สามารถถูกนำไปใช้ในทางที่แตกต่างจากเจตนาของผู้คิดเดิมได้

แนวคิดเกี่ยวกับชาติ ภาษา และความเป็นประชาชนสามารถช่วยให้ผู้คนตระหนักถึงคุณค่าของวัฒนธรรม

แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากตีความแบบแข็งตัวเกินไป มันก็สามารถนำไปสู่ความคิดว่าประชาชนแต่ละกลุ่มมี “ตัวตนแท้” ที่ตายตัว และสามารถใช้ความแตกต่างนั้นแบ่งมนุษย์ออกเป็นพวกเราและพวกเขา

นี่เป็นบทเรียนสำคัญมาก

ความภาคภูมิใจในวัฒนธรรม ไม่ควรกลายเป็นการดูถูกวัฒนธรรมอื่น

และ

การรักษาอัตลักษณ์ ไม่ควรหมายถึงการปฏิเสธความเป็นมนุษย์ร่วมกัน

เพราะแม้แฮร์เดอร์จะให้ความสำคัญกับความแตกต่างทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างมาก แต่เขาก็มีแนวคิดเกี่ยวกับ “มนุษยชาติ” และ “มนุษยธรรม” อยู่ด้วย และงานช่วงหลังของเขายังคงมีองค์ประกอบที่เป็นสากลอยู่ไม่น้อย

นี่คือจุดที่ผมคิดว่าเราควรอ่านแฮร์เดอร์อย่างมีสติ

ไม่ใช่เพื่อเอามาใช้พูดว่า

“ของไทยดีที่สุด”

ไม่ใช่เพื่อพูดว่า

“ของฝรั่งไม่ดี”

และไม่ใช่เพื่อกลับหัวกลับหางจากการยึดตะวันตก แล้วกลายเป็นการยึดวัฒนธรรมของตัวเองอย่างสุดโต่ง

แต่เพื่อเรียนรู้วิธีตั้งคำถามว่า

มนุษย์มีสิทธิ์มีเส้นทางของตัวเองหรือไม่?

ผมคิดว่า มี

แต่เส้นทางของตัวเองไม่ได้หมายถึงการเดินคนเดียว

มันหมายถึงการรู้ว่าเรากำลังเดินไปไหน

รู้ว่าตัวเองมีต้นทุนอะไร

รู้ว่าตัวเองมีข้อจำกัดอะไร

รู้ว่าอะไรควรรับ

รู้ว่าอะไรควรปรับ

และรู้ว่าอะไรควรรักษา

โลกวันนี้อาจไม่ต้องการ “สูตรเดียว” มากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ

ยิ่งโลกเชื่อมโยงกันมากขึ้น คำถามนี้ยิ่งสำคัญ

เพราะเราเห็นแล้วว่าประเทศต่าง ๆ ไม่ได้เดินตามสูตรเดียวกันทั้งหมด

บางประเทศสร้างระบบรัฐสวัสดิการในแบบของตัวเอง

บางประเทศเน้นตลาด

บางประเทศใช้รัฐเป็นผู้ประสานและกำกับการพัฒนา

บางประเทศผสมผสานหลายรูปแบบ

บางประเทศพัฒนาจากทุนทางวัฒนธรรม

บางประเทศพัฒนาจากเทคโนโลยี

บางประเทศใช้ทรัพยากรธรรมชาติ

บางประเทศใช้ทุนมนุษย์

ไม่มีสูตรเดียวที่สามารถนำไปวางบนทุกประเทศแล้วรับประกันผลลัพธ์เหมือนกัน

เพราะประเทศไม่ใช่เครื่องจักรที่เปลี่ยนชิ้นส่วนแล้วทำงานเหมือนกันทุกเครื่อง

ประเทศประกอบด้วยมนุษย์

และมนุษย์มีประวัติศาสตร์

ถ้าอย่างนั้น “ความเจริญแบบไทย” ควรเป็นอย่างไร?

คำถามนี้อาจใหญ่เกินกว่าจะตอบในบทความเดียว

แต่ผู้เขียนคิดว่าเราควรเริ่มต้นด้วยคำถามง่าย ๆ

ประเทศไทยต้องการเป็นประเทศที่ “ร่ำรวยขึ้น” อย่างเดียวหรือไม่?

แน่นอนว่าเราอยากร่ำรวยขึ้น

แต่เราต้องถามต่อว่า

ร่ำรวยเพื่ออะไร?

เพื่อให้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น

เพื่อให้ครอบครัวมีความมั่นคง

เพื่อให้เด็กมีโอกาส

เพื่อให้ผู้สูงอายุไม่ถูกทอดทิ้ง

เพื่อให้คนทำงานมีศักดิ์ศรี

เพื่อให้ชุมชนยังมีชีวิต

เพื่อให้วัฒนธรรมยังมีพื้นที่

เพื่อให้คนสามารถเลือกอนาคตของตัวเองได้

หากเป้าหมายเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของ “การพัฒนา” ด้วย

เราก็ไม่จำเป็นต้องเอาตัวเลขทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวมาเป็นไม้บรรทัดวัดความสำเร็จ

นี่อาจเป็น “กระสุน” ที่แฮร์เดอร์ยิงไว้ตั้งแต่เมื่อกว่า 200 ปีก่อน

ไม่ใช่กระสุนที่ยิงใส่อังกฤษ

ไม่ใช่กระสุนที่ยิงใส่ฝรั่งเศส

และไม่ใช่กระสุนที่บอกว่าเยอรมนีต้องเหนือกว่าทุกชาติ

แต่เป็นกระสุนที่ยิงเข้าใส่ ความมั่นใจของมนุษย์ว่า ตัวเองมีคำตอบสากลสำหรับคนทั้งโลก

และนี่คือสิ่งที่ผู้เขียนคิดว่าน่าสนใจที่สุด

แฮร์เดอร์ไม่ได้เพียงถามว่า

“อะไรถูก?”

แต่เขาชวนถามว่า

“ถูกสำหรับใคร?”

ไม่ได้เพียงถามว่า

“อะไรเจริญ?”

แต่ถามว่า

“เจริญตามมาตรฐานของใคร?”

ไม่ได้เพียงถามว่า

“สังคมควรเดินไปทางไหน?”

แต่ถามว่า

“เหตุใดเราจึงคิดว่าสังคมทั้งโลกต้องเดินไปทางเดียวกัน?”

คำถามเหล่านี้มีพลังมาก

เพราะมันทำให้เราเห็นว่า สิ่งที่เรียกว่า “สามัญสำนึก” บางครั้งก็มีประวัติศาสตร์ของมันเอง

แต่ผู้เขียนก็อยากฝากอีกด้านหนึ่ง

การพูดว่าโลกไม่มีเส้นทางเดียว ไม่ได้หมายความว่า

“ทุกอย่างที่เป็นของเราไม่ต้องเปลี่ยน”

หรือ

“อะไรที่เป็นประเพณีดั้งเดิมล้วนดีหมด”

นี่ก็ผิดไม่ต่างกัน

เพราะถ้าใช้แนวคิดนี้แบบสุดโต่ง เราจะติดกับอีกด้านหนึ่งทันที

เราจะกลายเป็นคนที่ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงเพียงเพราะมันมาจากภายนอก

และนั่นไม่ใช่สิ่งที่ผู้เขียนคิดว่าควรเป็นบทเรียนจากแฮร์เดอร์

การเคารพรากเหง้าไม่ได้แปลว่าห้ามตัดแต่งต้นไม้

การรักษาภาษาไม่ได้แปลว่าห้ามเรียนภาษาต่างประเทศ

การรักษาวัฒนธรรมไม่ได้แปลว่าห้ามรับวัฒนธรรมใหม่

การมีตัวตนไม่ได้แปลว่าต้องปิดประตูใส่โลก

ตรงกันข้าม

ต้นไม้ที่มีรากแข็งแรงต่างหากที่สามารถแผ่กิ่งก้านออกไปได้ไกล

ผู้เขียนจึงมองว่า แนวคิดที่เหมาะสมที่สุดไม่ใช่ “ตะวันตกหรือไทย”

แต่คือ

รู้จักโลก และรู้จักตัวเองไปพร้อมกัน

ในมุมมองของผู้เขียน

สิ่งที่แฮร์เดอร์ทิ้งไว้ให้คนรุ่นเราอาจไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป

แต่คือ “วิธีถาม”

ในโลกที่ทุกวันนี้เต็มไปด้วยคำว่า

“ประเทศชั้นนำ”

“มาตรฐานสากล”

“ประเทศพัฒนาแล้ว”

“โมเดลการพัฒนา”

“แนวปฏิบัติที่ดีที่สุด”

เราควรระวังไม่ให้คำเหล่านี้กลายเป็นคำศักดิ์สิทธิ์จนไม่มีใครกล้าถามว่า

ดีที่สุดสำหรับใคร?

มาตรฐานสากลเกิดจากใคร?

เหมาะกับบริบทใด?

และเมื่อนำมาใช้กับบ้านเราแล้ว มีอะไรที่ต้องปรับ?

ผู้เขียนไม่ได้เสนอให้เราปฏิเสธความรู้จากโลกตะวันตก

เพราะโลกตะวันตกมีองค์ความรู้มหาศาลที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติจริง

แต่สิ่งที่ควรปฏิเสธคือ ความคิดที่ว่าความรู้จากแหล่งหนึ่งมีสิทธิ์กลายเป็นไม้บรรทัดวัดมนุษย์ทุกคน

เราสามารถเรียนรู้จากเขาโดยไม่จำเป็นต้องกลายเป็นเขา

และเราสามารถรักษาของเราโดยไม่จำเป็นต้องปฏิเสธของเขา

นี่คือความสมดุลที่ยาก

แต่เป็นความสมดุลที่จำเป็น

สุดท้ายแล้ว โลกอาจไม่ได้มีถนนเพียงสายเดียว

เมื่อมองกลับไปยังแฮร์เดอร์ ผู้เขียนจึงไม่อยากเรียกเขาเพียงว่า

“นักคิดชาตินิยมเยอรมัน”

หรือ

“นักปรัชญาที่ต่อต้านยุคเรืองปัญญา”

เพราะคำจำกัดความเช่นนั้นแคบเกินไป

เขาเป็นนักคิดที่พยายามทำความเข้าใจว่า มนุษย์ถูกสร้างขึ้นจากประวัติศาสตร์อย่างไร

ภาษาเกี่ยวข้องกับความคิดอย่างไร

วัฒนธรรมหล่อหลอมมนุษย์อย่างไร

และเหตุใดเราจึงไม่ควรรีบตัดสินสังคมอื่นด้วยไม้บรรทัดของตัวเอง

แน่นอนว่าแนวคิดของเขามีข้อจำกัด

แน่นอนว่าแนวคิดบางส่วนสามารถถูกนำไปใช้ในทางที่อันตรายได้

และแน่นอนว่าโลกปัจจุบันซับซ้อนกว่าโลกในศตวรรษที่ 18 มาก

แต่คำถามสำคัญของเขายังอยู่

มนุษยชาติจำเป็นต้องเดินไปทางเดียวกันจริงหรือ?

สำหรับผู้เขียน คำตอบคือ

เราอาจมีเป้าหมายร่วมกันบางอย่าง เช่น ความปลอดภัย ศักดิ์ศรี เสรีภาพ ความยุติธรรม และคุณภาพชีวิตที่ดี

แต่ วิธีเดินไปสู่สิ่งเหล่านั้นอาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน

ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเป็นอังกฤษ

ไม่จำเป็นต้องเป็นฝรั่งเศส

ไม่จำเป็นต้องเป็นอเมริกา

และไม่จำเป็นต้องเป็นเยอรมนี

เช่นเดียวกับที่ประเทศอื่นก็ไม่จำเป็นต้องเป็นประเทศไทย

สิ่งสำคัญคือ เราต้องมีความสามารถมากพอที่จะมองโลกกว้าง

และมีความเข้าใจตัวเองมากพอที่จะรู้ว่า

อะไรควรนำมาใช้ อะไรควรปรับ และอะไรควรรักษาไว้

บางทีนี่อาจเป็นความหมายที่ลึกที่สุดของคำว่า “พัฒนา”

ไม่ใช่การพยายามกลายเป็นคนอื่นให้เหมือนที่สุด

แต่คือการทำให้ตัวเราในวันนี้ ดีกว่าตัวเราเมื่อวาน โดยไม่จำเป็นต้องสูญเสียตัวตนระหว่างทาง

และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่เสียงของโยฮันน์ ก็อทฟรีด ฟอน แฮร์เดอร์ ซึ่งดังขึ้นในยุโรปเมื่อกว่า 200 ปีก่อน ยังคงมีบางอย่างให้คนในประเทศไทยยุคปัจจุบันหยุดฟัง

เพราะในวันที่โลกเต็มไปด้วยคำว่า “มาตรฐานเดียว”

เขากลับชวนเราถามว่า

“แล้วทำไมต้องมีมาตรฐานเดียว?”

ในวันที่ใครหลายคนบอกว่า

“โลกกำลังเดินไปข้างหน้า”

เขากลับชวนเราถามว่า

“ข้างหน้าของใคร?”

และในวันที่เรากำลังพยายามวิ่งตามโลก

เขาอาจไม่ได้บอกให้เราหยุดวิ่ง

แต่กำลังเตือนว่า

ก่อนจะวิ่งตามใคร ลองหันกลับมาดูก่อนว่า เรารู้หรือยังว่าเรากำลังวิ่งไปที่ไหน

บางที “กระสุนปืนใหญ่” ของแฮร์เดอร์จึงไม่ได้ยิงใส่ใครเป็นพิเศษ

แต่มันยิงเข้าใส่ความเชื่อของมนุษย์ว่า

ตัวเองรู้คำตอบของคนทั้งโลกแล้ว

และนี่คือคำถามที่ยังทรงพลังมาจนถึงวันนี้

 

หมายเหตุจากผู้เขียน: ประเด็นสำคัญที่ควรระวังคือ การอธิบายว่าแฮร์เดอร์ “ปฏิเสธความเป็นสากลทั้งหมด” หรือ “เชื่อว่าแต่ละชาติควรอยู่แยกจากกัน” จะทำให้ความคิดของเขาง่ายและแข็งตัวเกินจริง เพราะงานของเขาเองยังมีแนวคิดเรื่องเหตุผล มนุษยชาติ และมนุษยธรรมอยู่ด้วย ขณะเดียวกัน การเรียก Volksgeist ว่าเป็น “คำของแฮร์เดอร์โดยตรง” ก็ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากมีข้อถกเถียงทางวิชาการเกี่ยวกับที่มาและการใช้คำนี้ในงานของเขา

 

ผู้เขียนเห็นว่า การอ่านแฮร์เดอร์ให้เกิดประโยชน์ที่สุด จึงไม่ใช่การนำเขามาเป็นฝ่ายตรงข้ามกับตะวันตก แต่คือการใช้เขาเป็น เครื่องมือสำหรับตรวจสอบความคิดของเราเอง ว่า สิ่งใดคือความก้าวหน้าที่มีคุณค่าอย่างแท้จริง และสิ่งใดเป็นเพียงมาตรฐานที่เรารับต่อกันมาโดยไม่เคยหยุดถามว่า “ใครเป็นคนสร้างมาตรฐานนั้นขึ้นมา”

 

แหล่งที่มาของข้อมูล :

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
หนึ่งล้านเรื่องเล่า's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 15 ครั้ง
เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า
นักเขียนคอนเทนต์เชิงวิเคราะห์ด้านพฤติกรรมชีวิต สุขภาพ และสังคมเน้นการตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่ง พร้อมถ่ายทอดให้อ่านง่าย เข้าใจเร็ว และนำไปใช้ได้จริง
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
ชาติที่คนใช้เงินในประเทศไทยมากที่สุด อันดับที่ 1 ของโลกหนีปารีสเที่ยว Étretat สัมผัสหาดหินกรวด ผาหินปูน และวิวหลักล้านริมฝั่งนอร์มังดีส่องทิศทางตัวเลขเด่น ม้าสีหมอก VS ม้าวิ่ง วันที่ 1 กันยายน 2569อาชีพใดคู่แข่งน้อย แต่รายได้ดี? เปิดมุมมอง 10 อาชีพเฉพาะทางที่คนทั่วไปอาจมองข้ามแดนเซอร์เบื้องหลังศิลปินดัง ได้ค่าจ้างต่อโชว์เท่าไร?ตูนิเซียเผย "พบศพผู้อพยพที่จมน้ำเสียชีวิต 12 ราย"หลายประเทศในยุโรปเริ่มใช้มาตราการจำกัดการเข้าถึงของเด็กในสื่อโซเชียลสถิติอาชีพที่เสี่ยงตกงานได้ตลอดเวลางูพิษลอยน้ำ งูไม่มีพิษจมน้ำ จริงหรือ? ไขความเชื่อเก่าเกี่ยวกับงูในสายน้ำกรีซย้ายระบบแพทริออตไปเกาะครีต เสริมการป้องกันฐานทัพซูดาเกาะลึกลับกลางแม่น้ำยักษ์ ที่กำลังหายไปจากโลกส่องรหัสเลขมูเตลู "เจ้าเเม่ตะเคียนทอง" 1/9/69
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
หนีปารีสเที่ยว Étretat สัมผัสหาดหินกรวด ผาหินปูน และวิวหลักล้านริมฝั่งนอร์มังดีอาชีพใดคู่แข่งน้อย แต่รายได้ดี? เปิดมุมมอง 10 อาชีพเฉพาะทางที่คนทั่วไปอาจมองข้ามตูนิเซียเผย "พบศพผู้อพยพที่จมน้ำเสียชีวิต 12 ราย"9 ดาราไทยที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศเกาะลึกลับกลางแม่น้ำยักษ์ ที่กำลังหายไปจากโลกหลายประเทศในยุโรปเริ่มใช้มาตราการจำกัดการเข้าถึงของเด็กในสื่อโซเชียล
กระทู้อื่นๆในบอร์ด นิยาย เรื่องเล่า
เปิดศึก “ดาต้าเซ็นเตอร์” ไทย! เงินสะพัด 5 โมเดล ใครชิงตลาด AIMade in PRC ไม่ใช่ประเทศใหม่ ที่แท้คือ?แมลงสาบเยอรมัน มาจากไหน ทำไมบ้านสะอาดยังเจอ พร้อมวิธีตัดวงจรให้หายขาดน้ำส้มสายชูไม่ได้มีดีแค่ปรุงอาหาร !
ตั้งกระทู้ใหม่