"ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อิมเมว กายํ อุทฺธํ ปาทตลา อโธ เกสมตฺถกา ตจปริยนฺตํ ปูรํ นานปฺปการสฺส อสุจิโน ปจฺจเวกฺขติ..."
ตามปริยายในสวดมนต์ฉบับหลวง ซึ่งรจนาและแปลโดย สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทว) วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ได้ทรงแปลความหมายอันลึกซึ้งนี้ไว้ว่า...
"ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แหละ เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นไป เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงมา มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ว่ามีอยู่ในกายนี้ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง..."
พระพุทธองค์ทรงแสดงความจริงอันประเสริฐนี้ไว้ โดยทรงชี้ให้เห็นความเป็นปฏิกูลของร่างกาย ซึ่งเป็นไปโดย นิปปริยาย (ความหมายโดยตรง แตกฉานชัดเจน) และ อเนกปริยาย (อธิบายโดยหลากหลายนัย ตามแต่จริตของผู้ฟัง) เพื่อเป็นเครื่องมือในการถอดถอนความยึดมั่นถือมั่น
มูลกรรมฐาน ๕: ความชาญฉลาดของโบราณาจารย์
เมื่อกุลบุตรผู้มีศรัทธาเข้ามาขอบรรพชาอุปสมบท พระอุปัชฌาย์จะมอบ "ตจปัญจกกรรมฐาน" หรือ กรรมฐานที่มีหนังเป็นที่ครบห้า ให้เป็นสมบัติชิ้นแรกและสำคัญที่สุด นี่คือความชาญฉลาดอันลึกซึ้ง เพราะสิ่งเหล่านี้คือส่วนที่มนุษย์มองเห็นเป็นด่านแรก และเป็นที่ตั้งแห่งความหลงใหล (สุภสัญญา) มากที่สุด
การพิจารณาโดย อนุโลม (ตามลำดับ):
- เกสา (ผม)
- โลมา (ขน)
- นขา (เล็บ)
- ทนฺตา (ฟัน)
- ตโจ (หนัง)
การพิจารณาโดย ปฏิโลม (ย้อนลำดับ):
- ตโจ (หนัง)
- ทนฺตา (ฟัน)
- นขา (เล็บ)
- โลมา (ขน)
- เกสา (ผม)
การท่องบ่นและพิจารณาทั้งอนุโลมและปฏิโลม เป็นการกะเทาะเปลือกแห่งความงามจอมปลอมทีละชั้น เพื่อให้จิตเห็นสภาวะที่แท้จริงตาม นัย แห่งความเป็นปฏิกูลและอนัตตา ทำลายภาพลวงตาที่จิตยึดถือมาเนิ่นนาน
บูรณาการ โกศล ๓ เพื่อการละกามตัณหาอย่างเป็นระบบ
ในการเจริญกายคตาสตินั้น หากขาดซึ่งความฉลาดในการดำเนินจิต อาจทำให้การปฏิบัติไม่ก้าวหน้า หรืออาจเกิดวิปลาสได้ โกศลทั้ง ๓ ประการ จึงเปรียบเสมือนหางเสือที่คอยประคับประคองจิต ดังนี้:
๑. อายโกศล (ความฉลาดในความเจริญ)
พึงมีสติระลึกรู้และเข้าใจโดยแยบคายว่า การหมั่นพิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ว่าเป็นของปฏิกูล ไม่เที่ยง และไม่ใช่ตัวตนนั้น เป็นทางแห่งความเจริญ เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย (นิพพิทา) และคลายกำหนัด (วิราคะ) เมื่อจิตเห็นความจริงนี้ ย่อมเป็นเหตุให้กามตัณหาเบาบางลง นี่คือการฉลาดรู้ว่าสิ่งใดเป็นกุศลและนำไปสู่ความหลุดพ้น
๒. อปายโกศล (ความฉลาดในความเสื่อม)
พึงฉลาดรู้เท่าทันว่า เมื่อใดที่จิตละทิ้งการพิจารณากาย ปล่อยให้ความเพลิดเพลินหลงใหลในความงาม (สุภสัญญา) ครอบงำ สติย่อมหลุดลอย และกามตัณหาย่อมฟูเฟื่องขึ้น สภาพเช่นนี้คือทางแห่งความเสื่อม ถอยห่างจากมรรคผล การรู้ชัดถึงโทษของการขาดสติ จะเป็นเครื่องกระตุ้นเตือนให้กลับมาตั้งมั่นในกายานุปัสสนาสติปัฏฐานอีกครั้ง
๓. อุปายโกศล (ความฉลาดในอุบาย)
นี่คือความฉลาดในวิธีการปฏิบัติ เมื่อจิตฟุ้งซ่าน พึงใช้อุบายท่องบ่นกรรมฐาน ๕ เป็น อนุโลม และ ปฏิโลม เพื่อผูกจิตไว้กับกาย ไม่ให้ซัดส่ายไปในอารมณ์กาม เมื่อจิตเริ่มสงบ พึงเปลี่ยนอุบายจากการท่องบ่น มาเป็นการเพ่งพิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริง (วิปัสสนา) รู้จักปรับอินทรีย์ให้สมดุล รู้วาระจิตว่าเมื่อใดควรใช้สมถะเพื่อระงับ เมื่อใดควรใช้วิปัสสนาเพื่อถอดถอน ถือเป็นศิลปะแห่งการชำระจิตอย่างเป็นระบบ















