หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

“เข้าใจผิดมานาน” ดินแดนที่มีปิรามิคเยอะที่สุดในโลกไม่ได้อยู่ที่ “อียิปต์” แต่คือ “ซูดาน”

เขียนโดย Mind Matter

ถ้าพูดถึง “ประเทศที่มีปิรามิดมากที่สุดในโลก” คนส่วนใหญ่แทบจะตอบทันทีว่า “อียิปต์” เพราะภาพของมหาพีระมิดแห่งกิซา ปิรามิดของฟาโรห์ และทะเลทรายริมแม่น้ำไนล์ กลายเป็นภาพจำที่ผูกติดกับคำว่า “ปิรามิด” มานานนับศตวรรษ แต่ถ้านับจำนวนปิรามิดโบราณที่ยังหลงเหลืออยู่ คำตอบกลับเป็น “ซูดาน” ไม่ใช่อียิปต์

 

สาธารณรัฐซูดาน ในทวีปแอฟริกา คือที่ตั้งของอาณาจักรคูชในสมัยโบราณซึ่งมีปิรามิดจำนวนมากกระจายอยู่ในสุสานโบราณและแหล่งที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งคือ “เมโรเอ”

 

ตัวเลขที่ใช้กันในปัจจุบันอาจแตกต่างกันตามวิธีการนับและนิยามว่าโครงสร้างใดถือเป็นปิรามิด แต่ Guinness World Records ระบุว่าซูดานมีปิรามิดโบราณที่ยังคงเหลืออยู่อย่างน้อยประมาณ 230 แห่ง และบางการประเมินให้ตัวเลขสูงถึง 255 แห่ง ขณะที่อียิปต์มีประมาณ 120–140 แห่งตามวิธีการนับที่แตกต่างกัน ส่วน National Geographic ก็ระบุว่าซูดานมีปิรามิดประมาณ 255 แห่ง มากกว่าสองเท่าของจำนวนที่อียิปต์สร้างขึ้น

 

ตรงนี้จึงเกิดคำถามที่น่าสนใจมากว่า ถ้าซูดานมีปิรามิดมากกว่าอียิปต์ แล้วทำไมคนทั่วโลกกลับนึกถึงอียิปต์ก่อนเสมอ? คำตอบไม่ได้อยู่ที่จำนวนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “ชื่อเสียงของปิรามิด” ที่แต่ละประเทศสร้างขึ้นมา ปิรามิดของอียิปต์มีข้อได้เปรียบจากขนาด อายุ และความโดดเด่นทางประวัติศาสตร์อย่างมหาศาล

 

มหาพีระมิดแห่งกิซาสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2548–2490 ก่อนคริสตกาล (ประมาณ 2550–2490 ปีก่อนคริสตกาล) ในช่วงราชวงศ์ที่ 4 ของอียิปต์ และเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีขนาดใหญ่กว่าปิรามิดของคูชส่วนมากอย่างมาก ความยิ่งใหญ่ของมหาพีระมิดทำให้กลายเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ และเป็นสิ่งเดียวในกลุ่มเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ที่ยังคงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน ประวัติศาสตร์โลกในช่วงหลายร้อยปีที่ผ่านมาให้พื้นที่กับอียิปต์โบราณอย่างมาก ทั้งจากนักโบราณคดี นักเดินทาง นักสะสมโบราณวัตถุ และพิพิธภัณฑ์ในยุโรป

 

สำหรับคนทั่วไป การได้เห็นภาพปิรามิดสามองค์ที่กิซาเรียงตัวอยู่กลางทะเลทราย จึงสามารถเชื่อมโยงได้ทันทีว่า “ปิรามิด = อียิปต์” ภาพจำดังกล่าวถูกตอกย้ำด้วยหนังสือเรียน ภาพยนตร์ สารคดี พิพิธภัณฑ์ รายการโทรทัศน์ โฆษณา และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของอียิปต์ที่พัฒนามานานมาก

 

อียิปต์ยังมีกรุงไคโรซึ่งเป็นมหานครขนาดใหญ่ มีสนามบินนานาชาติ มีโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว และมีสถานที่สำคัญหลายแห่งอยู่ในเส้นทางเดียวกัน เช่น กิซา ซัคคารา ลักซอร์ คาร์นัก หุบผากษัตริย์ และอาบูซิมเบล ทำให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเข้าถึงโบราณสถานได้ง่ายกว่าในซูดานมาก

 

ในทางกลับกัน ปิรามิดของซูดานมีขนาดเล็กกว่า และหลายแห่งอยู่ในพื้นที่ทะเลทรายห่างไกลและกระจายตัวตามแนวแม่น้ำไนล์ในภูมิประเทศทะเลทราย การเดินทางในอดีตต้องใช้เวลามากกว่า และซูดานไม่เคยมีอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวระดับโลกที่สามารถทำให้ภาพปิรามิดของตนเข้าไปอยู่ในความทรงจำของผู้คนทั่วโลกได้เท่ากับอียิปต์

 

National Geographic เคยอธิบายประเด็นนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า แม้ซูดานจะมีปิรามิดจำนวนมาก แต่มีนักท่องเที่ยวตะวันตกเพียงไม่มากที่เคยเห็นสถานที่เหล่านี้ เนื่องจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของซูดานได้รับผลกระทบจากสงครามกลางเมืองหลายช่วง รวมถึงเหตุการณ์ที่นำไปสู่การแยกตัวเป็นเอกราชของประเทศซูดานใต้ใน พ.ศ. 2554 (ค.ศ. 2011) ทำให้โบราณสถานจำนวนมากไม่สามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกได้อย่างต่อเนื่อง

 

เรื่องราวที่น่าสนใจของปิรามิดในซูดานเหล่านี้คือการไม่ได้ถูกสร้างโดยชาวอียิปต์ แต่สร้างโดยอารยธรรมแอฟริกันโบราณที่เรียกว่า “อาณาจักรคูช” หรือ Kingdom of Kush

 

อาณาจักรคูชเกิดขึ้นและพัฒนาขึ้นในเขตนูเบีย ซึ่งครอบคลุมพื้นที่บริเวณตอนเหนือของซูดานในปัจจุบันและพื้นที่ตอนใต้ของอียิปต์บางส่วน อาณาจักรแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายศตวรรษ และในบางช่วงมีอำนาจมากจนสามารถขยายอำนาจขึ้นไปถึงอียิปต์ได้

 

ช่วงเวลาหนึ่ง ราชวงศ์คูชขึ้นครองอียิปต์ในฐานะราชวงศ์ที่ 25 ของอียิปต์ ประมาณช่วง พ.ศ. 273–344 ก่อนคริสตกาลตรงนี้หากใช้การนับปีแบบสากลจะอยู่ราว 760–656 ปีก่อนคริสตกาล หรือประมาณ พ.ศ. 217–115 ก่อนคริสตกาลตามการเทียบปีโดยประมาณ จึงควรเข้าใจว่าช่วงเวลาของราชวงศ์ที่ 25 อยู่ก่อนคริสตกาลหลายร้อยปี และเป็นช่วงสำคัญที่กษัตริย์จากคูชมีบทบาทโดยตรงต่อประวัติศาสตร์อียิปต์

 

กษัตริย์คูชไม่ได้เป็นเพียงผู้ที่รับวัฒนธรรมจากอียิปต์แล้วเลียนแบบทุกอย่าง แต่รับแนวคิดบางส่วนมาปรับเข้ากับวัฒนธรรมของตนเอง จนเกิดเป็นสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว หนึ่งในสิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ “ปิรามิดแบบนูเบีย”

 

ถ้าเคยเห็นปิรามิดแห่งเมโรเอ จะสังเกตได้ทันทีว่ารูปร่างแตกต่างจากปิรามิดแห่งกิซา ปิรามิดของคูชโดยทั่วไปมีขนาดเล็กกว่า แต่มีด้านที่ลาดชันกว่าและยอดแหลมกว่าอย่างชัดเจน ฐานมักมีขนาดไม่ใหญ่มากเมื่อเทียบกับความสูง ทำให้รูปทรงดูสูงเรียวและแหลมกว่าปิรามิดอียิปต์

 

ความแตกต่างนี้เกิดขึ้นเพราะปิรามิดของคูชมีพัฒนาการทางสถาปัตยกรรมของตนเอง และไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อแข่งขันกับมหาพีระมิดแห่งกิซาในเรื่องขนาด แต่จุดประสงค์หลักยังคงเกี่ยวข้องกับการฝังศพและพิธีกรรมเกี่ยวกับผู้ตาย โดยเฉพาะกษัตริย์ ราชินี และชนชั้นสูง

 

อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ จำนวนปิรามิดของซูดานไม่ได้เพิ่มขึ้นเพราะมีการสร้างปิรามิดขนาดมหึมาจำนวนมาก แต่เกิดจากการสร้างปิรามิดขนาดเล็กจำนวนมากต่อเนื่องเป็นเวลาหลายร้อยปี

 

Guinness World Records ระบุว่าปิรามิดของซูดานถูกสร้างต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณหนึ่งพันปีภายใต้อาณาจักรคูช และใช้เป็นสุสานสำหรับกษัตริย์ รวมถึงขุนนางและบุคคลชั้นสูงด้วย ตรงนี้เป็นกุญแจสำคัญในการทำความเข้าใจว่า “ทำไมซูดานถึงมีปิรามิดเยอะ”

 

อียิปต์มีการสร้างปิรามิดขนาดใหญ่ในช่วงเวลาสำคัญของประวัติศาสตร์ฟาโรห์ โดยเฉพาะช่วงราชอาณาจักรเก่า แต่เมื่อเวลาผ่านไป รูปแบบสุสานของราชวงศ์อียิปต์เปลี่ยนแปลงไป ในขณะที่คูชยังคงใช้ปิรามิดเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมการฝังศพต่อเนื่องยาวนาน พูดง่าย ๆ คือ อียิปต์มี “ปิรามิดระดับสถาปัตยกรรมมหึมา” ที่โดดเด่นมาก ส่วนคูชมี “วัฒนธรรมการสร้างปิรามิดสำหรับการฝังศพ” ที่ดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลายาวนานและสร้างขึ้นจำนวนมาก นอกจากกษัตริย์แล้ว บุคคลระดับสูงอื่น ๆ ก็สามารถได้รับสุสานแบบปิรามิดได้ด้วย จึงเกิดจำนวนปิรามิดที่มากขึ้นเรื่อย ๆ

 

แหล่งที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งคือ “เมโรเอ” หรือ Meroë เมโรเอเคยเป็นเมืองหลวงแห่งสุดท้ายของอาณาจักรคูช และกลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของอารยธรรมคูชในช่วงประมาณ พ.ศ. 47 ก่อนคริสตกาล (ราว 590 ปีก่อนคริสตกาล) เป็นต้นมา

 

บริเวณสุสานหลวงของเมโรเอมีปิรามิดจำนวนมากกระจายอยู่ในภูมิประเทศทะเลทราย โดย German Archaeological Institute ระบุว่าสุสานหลวงของเมโรเอประกอบด้วยสุสานขนาดใหญ่หลายกลุ่ม มีหลุมศพมากกว่า 1,000 แห่ง และมีปิรามิดประมาณ 150 แห่ง ซึ่งเป็นอนุสรณ์ของกษัตริย์และราชินีจำนวนมาก รวมถึงบุคคลระดับสูงของอาณาจักรด้วย นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมภาพ “ทะเลทรายที่เต็มไปด้วยปิรามิดเล็ก ๆ สีแดงน้ำตาล” ของเมโรเอจึงดูแตกต่างจากภาพจำของอียิปต์อย่างมาก

 

สิ่งที่น่าสนใจมากคือ อารยธรรมคูชไม่ได้เป็นเพียง “อาณาจักรที่อยู่ใกล้อียิปต์” แต่เป็นอารยธรรมขนาดใหญ่ของแอฟริกาที่มีการเมือง ศาสนา ภาษา ศิลปะ เทคโนโลยี และเศรษฐกิจของตนเอง UNESCO ระบุว่าแหล่งเมโรเอสะท้อนการแลกเปลี่ยนทางความคิดและวัฒนธรรมระหว่างแอฟริกากลางกับโลกเมดิเตอร์เรเนียน โดยเห็นได้จากสถาปัตยกรรม ศิลปะ เครื่องมือ ภาษา และระบบความเชื่อ

เนื้อหาโดย: Mind Matter
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
Mind Matter's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 9 ครั้ง
เขียนโดย Mind Matter
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
ปริศนาหินทรงกลมแห่งคอสตาริกา ผลงานลึกลับจากอดีตที่ยังไร้คำตอบไชรหัสเลข ขุนพันธุ์ นำโชค 1/9/69งูพิษลอยน้ำ งูไม่มีพิษจมน้ำ จริงหรือ? ไขความเชื่อเก่าเกี่ยวกับงูในสายน้ำ77 ชุดอาหารไทยขึ้นเวทีนางงามโลก ทำไม Miss Universe Thailand 2026 จึงกลายเป็นกระแส Soft Power ที่คนทั้งโซเชียลพูดถึงAI วิเคราะห์เลขท้าย 3 ตัวรางวัลที่ 1 งวดวันที่ 1 กันยายน 2569สลากสัญจร จ.ระยอง งวด 1 กันยายน 2569 ส่องเลขมงคลเมืองสุนทรภู่ ชนสถิติย้อนหลัง คัดชุดเด่น 3 ตัวตรง-2 ตัวบนล่างทำไมในอดีตคนไทยถึงเรียกคนจีนว่า “เจ๊ก”?สูตรคำนวณหาแนวทาง งวด 1/9/693 แหล่งปลูกข้าวหอมมะลิ ที่ขึ้นชื่อว่าอร่อยที่สุดในประเทศไทยประวัติและที่มาของ "โซดา" คนสมัยก่อนทำโซดากินเป็นน้ำอัดลมยุคแรกๆกันอย่างไร ?ทุเรียนจังหวัดไหนแพงที่สุด? เปิด 5 แหล่งทุเรียนพรีเมียมของไทยไอซ์แลนด์ดินแดนแห่งสีสันธรรมชาติ เมื่อธรรมชาติระบายสีด้วยน้ำ ไฟ ดิน และผืนหญ้า
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
วิธีสังเกตว่าบริเวณนี้อาจมีงูซ่อนอยู่โอปปาติกะ คือคลื่นความถี่ของสมองมนุษย์Vibrational Energy
ตั้งกระทู้ใหม่