ไม่มีแม่น้ำสักสาย แล้วเอาน้ำมาจากไหน ? เปิดความลับ “ซาอุดีอาระเบีย” เลี้ยงเมืองใหญ่กลางทะเลทรายได้อย่างไร ?
บทความนี้จะมาคลายข้อสงสัยที่หลายคนอาจสงสัยว่า ซาอุดีอาระเบียเป็นประเทศทะเลทรายและไม่มีแม่น้ำถาวรสายใหญ่เลย แต่กลับมีเมืองขนาดใหญ่อย่าง ริยาด เจดดาห์ และเมกกะ มีประชากรอาศัยอยู่จำนวนมาก แล้วน้ำกินน้ำใช้มาจากที่ไหน ? กันนะคะ
คำตอบไม่ได้มีเพียงแหล่งเดียว แต่เป็น ระบบจัดการน้ำขนาดมหึมา ที่ผสมผสานทั้งการกลั่นน้ำทะเล น้ำใต้ดิน เขื่อน ระบบกักเก็บน้ำ และการนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่นั่นเองค่ะ และล่าสุดใน ปี 2026 ซาอุดีอาระเบียยังเดินหน้าขยายระบบเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีบทบาทโดดเด่นที่สุดของโลกด้าน Desalination หรือการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลอีกด้วยนะคะ พร้อมแล้วตามมาดูรายละเอียดกันเลยค่ะ
ไม่มีแม่น้ำสักสาย แล้วเอาน้ำมาจากไหน? เปิดความลับ “ซาอุดีอาระเบีย” เลี้ยงเมืองใหญ่กลางทะเลทรายได้อย่างไร ?
คำตอบอันดับ 1 ได้แก่ “ กลั่นน้ำทะเล ”
เมื่อไม่มีแม่น้ำ ซาอุดีอาระเบียจึงหันไปใช้สิ่งที่มีอยู่มหาศาล นั่นคือ น้ำทะเลจากทะเลแดงและอ่าวอาหรับนั่นเองค่ะ โดยน้ำทะเลจะถูกนำเข้าสู่โรงกลั่น จากนั้นใช้เทคโนโลยีแยกเกลือและสิ่งเจือปนออก จนได้เป็นน้ำจืดที่สามารถนำไปผลิตเป็นน้ำประปาได้ค่ะ
ปัจจุบันซาอุดีอาระเบียถือเป็นหนึ่งในผู้นำระดับโลกด้านการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล โดยกระทรวงสิ่งแวดล้อม น้ำ และเกษตรของซาอุดีอาระเบียระบุว่า กำลังการผลิตน้ำกลั่นรวมแตะประมาณ 16 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวันในปี 2026 เพิ่มขึ้นจากประมาณ 9 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวันในปี 2016 นะคะ
โรงกลั่นน้ำทะเลทำงานอย่างไร ?
เทคโนโลยีที่ใช้มีหลายรูปแบบ แต่หนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญในยุคปัจจุบันคือ
- Reverse Osmosis (RO)
หลักการคร่าว ๆ คือ น้ำทะเล → ระบบกรอง → เมมเบรนแรงดันสูง → แยกเกลือและสิ่งเจือปน → ได้น้ำจืด โดยน้ำที่ผ่านกระบวนการแล้วจะถูกปรับคุณภาพให้เหมาะสม ก่อนส่งเข้าสู่ระบบน้ำประปา ซึ่งซาอุดีอาระเบียยังพยายามพัฒนาเทคโนโลยีให้ใช้พลังงานน้อยลงและลดต้นทุนการผลิต เนื่องจากการกลั่นน้ำทะเลต้องใช้พลังงานจำนวนมากนั่นเองค่ะ
น้ำเดินทางจากทะเลไปถึงเมืองได้อย่างไร ?
นี่คืออีกหนึ่งความท้าทาย เพราะเมืองสำคัญบางแห่ง อยู่ห่างจากชายฝั่ง จึงต้องสร้างระบบท่อส่งน้ำขนาดใหญ่เพื่อพาน้ำจากโรงกลั่นไปยังเมืองต่าง ๆ นั่นเองค่ะ
ข้อมูลของกระทรวงฯ ระบุว่า ซาอุดีอาระเบียมีเครือข่ายท่อส่งน้ำกลั่นยาวประมาณ 11,000 กิโลเมตร และเครือข่ายกระจายน้ำประมาณ 127,500 กิโลเมตร
พูดง่าย ๆ คือไม่ได้แค่ “ผลิตน้ำจากทะเล” แต่ต้องลงทุนมหาศาลกับ ท่อ สถานีสูบน้ำ ถังเก็บน้ำ และระบบกระจายน้ำ เพื่อทำให้น้ำเดินทางไปถึงประชาชนได้นั่นเองค่ะ
อันดับ 2 ได้แก่ น้ำใต้ดิน
แม้ซาอุดีอาระเบียไม่มีแม่น้ำถาวร แต่ประเทศมี แหล่งน้ำใต้ดินและชั้นหินอุ้มน้ำ (aquifers)ซึ่งถูกนำมาใช้มายาวนานนะคะ รัฐบาลมีการสำรวจและติดตามแหล่งน้ำใต้ดิน รวมถึงควบคุมการขุดเจาะบ่อน้ำ เพราะน้ำใต้ดินบางส่วนเป็นทรัพยากรที่สะสมมาเป็นเวลานานและเติมกลับได้ช้า กระทรวงฯ ระบุว่าปัจจุบันมีบ่อน้ำสำหรับน้ำดื่มที่ใช้งานอยู่หลายพันแห่ง พร้อมระบบติดตามทรัพยากรน้ำใต้ดินและอุทกวิทยา ดังนั้น น้ำใต้ดินยังมีบทบาท แต่ไม่ใช่คำตอบเดียวสำหรับการเลี้ยงเมืองสมัยใหม่นี้ค่ะ
อันดับ 3 ได้แก่ น้ำจากเขื่อน
แม้จะไม่มีแม่น้ำสายใหญ่ไหลตลอดปี แต่ซาอุดีอาระเบียมีฝนตกเป็นช่วง ๆ โดยเฉพาะฝนตกหนักในบางพื้นที่ ดังนั้นรัฐบาลจึงสร้าง เขื่อนเพื่อกักเก็บน้ำฝนและน้ำหลาก รวมถึงใช้สนับสนุนการเติมน้ำใต้ดินและการเกษตรในบางพื้นที่อีกด้วยนะคะ
ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงฯ ระบุว่าประเทศมี เขื่อน 574 แห่ง ความจุรวมประมาณ 2.6 พันล้านลูกบาศก์เมตร จึงต้องแยกให้ออกว่า “ไม่มีแม่น้ำถาวร” ไม่ได้หมายความว่า “ไม่มีน้ำจากธรรมชาติเลย” นะคะ
อันดับ 4 ได้แก่ “นำน้ำเสียกลับมาใช้”
ซาอุดีอาระเบียไม่ได้มองว่าน้ำที่ผ่านการใช้งานแล้วจะต้องกลายเป็นของเสียทั้งหมด
น้ำเสียสามารถเข้าสู่กระบวนการบำบัด และนำกลับมาใช้ประโยชน์ในงานที่เหมาะสม เช่นการเกษตร การชลประทาน อุตสาหกรรม หรือการใช้งานอื่นที่ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำดื่ม นั่นเองค่ะ
กระทรวงฯ ระบุว่าประเทศมีโรงบำบัดน้ำเสียขั้นสูงจำนวนมาก และตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการนำน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ใหม่อย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว โดยเป้าหมายปี 2050 คือ นำกลับมาใช้มากกว่า 70% ของน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดค่ะ
เมืองใหญ่อย่าง “ริยาด” เอาน้ำมาจากไหน ?
ริยาดอยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน ไม่ได้ติดทะเลโดยตรง ดังนั้นระบบน้ำของเมืองต้องอาศัย การผสมผสานระหว่างน้ำที่ผลิตจากการกลั่นน้ำทะเล น้ำจากแหล่งน้ำใต้ดิน และโครงสร้างพื้นฐานการส่งน้ำระยะไกลนั่นเองค่ะ และนี่คือเหตุผลว่าทำไมระบบท่อและสถานีสูบน้ำจึงมีความสำคัญมาก เพราะการสร้างเมืองขนาดใหญ่กลางพื้นที่แห้งแล้งไม่ได้จบแค่ “หาน้ำให้ได้” แต่ต้องสามารถ ส่งน้ำอย่างต่อเนื่องและเพียงพอถึงผู้ใช้นับล้านคนนั่นเองค่ะ
ข้อจำกัดของการกลั่นน้ำทะเล
แม้เทคโนโลยีจะช่วยให้ประเทศทะเลทรายมีน้ำใช้ แต่ก็มีต้นทุนที่เลี่ยงไม่ได้ดังนี้ค่ะ
1. ใช้พลังงาน
การกลั่นน้ำทะเลต้องใช้พลังงาน โดยเฉพาะระบบที่ต้องใช้แรงดันสูงอย่าง RO
2. ต้องขนส่งน้ำระยะไกล
เมืองที่อยู่ไกลชายฝั่งจำเป็นต้องมีระบบท่อและสถานีสูบน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเพิ่มต้นทุนและการใช้พลังงาน
3. มีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
กระบวนการกลั่นน้ำทะเลทำให้เกิด น้ำเกลือเข้มข้น (brine) ซึ่งต้องจัดการอย่างเหมาะสม และรัฐบาลซาอุดีอาระเบียกำลังผลักดันเทคโนโลยีที่ลดการใช้พลังงานและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
สิ่งที่ ซาอุดีอาระเบียกำลังทำ ใน ปี 2026
เรื่องน้ำยังเป็นหนึ่งในวาระสำคัญของประเทศภายใต้ National Water Strategy 2030 และเป้าหมายไม่ได้มีเพียงการผลิตน้ำให้มากขึ้น แต่ยังรวมถึง
- เพิ่มความมั่นคงด้านน้ำ
- ลดการใช้น้ำจากแหล่งที่ไม่สามารถทดแทนได้
- เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ
- ขยายระบบบำบัดและนำน้ำกลับมาใช้
- พัฒนาเทคโนโลยีการกลั่นน้ำทะเล
- ลดต้นทุนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
กระทรวงฯ ระบุในปี 2025 ว่าประเทศตั้งเป้าลดการใช้น้ำใต้ดินที่ไม่สามารถทดแทนได้ลงอย่างมากภายในปี 2035 และเดินหน้าลดต้นทุนการผลิตน้ำด้วยเทคโนโลยีและการลงทุนใหม่ ๆ
จะเห็นได้ว่า แม้ซาอุดีอาระเบียจะไม่มีแม่น้ำถาวรสายใหญ่ แต่ประเทศไม่ได้ “ไม่มีน้ำ” เพียงแต่ต้อง สร้างระบบขึ้นมาเพื่อผลิต จัดเก็บ บำบัด และขนส่งน้ำ แทนการพึ่งพาแม่น้ำตามธรรมชาตินั่นเองค่ะ และนี่คือเหตุผลที่เมืองขนาดใหญ่สามารถเติบโตขึ้นกลางทะเลทรายได้นะคะ และนี่จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ซาอุดีอาระเบียถูกจับตามองในฐานะ ห้องทดลองขนาดใหญ่ของโลกด้านการจัดการน้ำในพื้นที่แห้งแล้ง และในปี 2026 ประเทศยังคงเดินหน้าขยายศักยภาพด้านการกลั่นน้ำทะเล การใช้ซ้ำ และโครงสร้างพื้นฐานน้ำอย่างต่อเนื่องต่อไปค่ะ
กระทรวงสิ่งแวดล้อม น้ำ และเกษตร ซาอุดีอาระเบีย (MEWA) – Saudi Water Week 2026
MEWA – รายงานพัฒนาความมั่นคงด้านน้ำของซาอุดีอาระเบีย
MEWA – National Water Strategy 2030
Saline Water Conversion Corporation (SWCC)
ไชรหัสเลข ขุนพันธุ์ นำโชค 1/9/69
ทุเรียนจังหวัดไหนแพงที่สุด? เปิด 5 แหล่งทุเรียนพรีเมียมของไทย
สูตรคำนวณหาแนวทาง งวด 1/9/69
นามสกุล “แม็คโดนัลด์” มีความพิเศษอย่างไร?
คุณแม่รายหนึ่งอึบนที่นั่งเครื่องบิน มาเลเซีย-เซี่ยงไฮ้ เลอะเทอะเหม็นคลุ้งไปทั้งลำ
ทำไมเราถึงจำ "เรื่องน่าอาย" ได้ดีกว่าเรื่องมีความสุข?
TikTok ยอมจ่าย 400 ล้านดอลลาร์! คดีข้อมูลเด็กสะเทือนวงการโซเชียลฯ
เมื่อคืนที่ผ่านมาเกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.5 ริกเตอร์ในประเทศญี่ปุ่น! แรงสั่นสะเทือนรู้สึกได้ในโตเกียว และอีกหลายพื้นที่
3 แหล่งปลูกข้าวหอมมะลิ ที่ขึ้นชื่อว่าอร่อยที่สุดในประเทศไทย
สหรัฐฯ วางแผนที่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ต่ออิหร่านในสัปดาห์หน้า
ม้วนหนังสือที่ถูกเผาจนคลี่ไม่ได้ กลับถูกอ่านได้โดยไม่ต้องเปิด — เสียงจากเกือบ 2,000 ปีก่อนกำลังกลับมา
จังหวัดที่มีคนต่างชาติ เข้ามาทำงานอยู่เป็นจำนวนมากที่สุด
TikTok ยอมจ่าย 400 ล้านดอลลาร์! คดีข้อมูลเด็กสะเทือนวงการโซเชียลฯ
สหรัฐฯ วางแผนที่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ต่ออิหร่านในสัปดาห์หน้า
เปิดตำนาน 5 ดาราสาวสวยยอดฮิตยุค 80 สวยงามแบบไทยๆ
ทำไมบางชื่อยังเป็น “ตรอก” ทั้งที่รถวิ่งได้? ชื่อทางกำลังเก็บอดีตของเมืองไว้
ธรรมะจากเพลง"ไม่รักดีกว่า"ของZ9
สนามบินในประเทศไทยที่ยังคงเปิดอยู่ แต่ไม่มีเที่ยวบินให้บริการเลย





