หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ความพยายามในการพลิกฟื้นการสูญพันธ์ให้กับ Southern gastric-brooding frog หรือ กบฟักไข่ในกระเพาะอาหาร กบน้ำสุดแปลกแห่งออสเตรเลีย

เขียนโดย dukedicknarak

 

หากพูดถึงสัตว์ที่มีพฤติกรรมสืบพันธุ์แปลกประหลาดที่สุดชนิดหนึ่งของโลก Southern gastric-brooding frog หรือ กบฟักไข่ในกระเพาะอาหาร คงต้องติดอยู่ในรายชื่ออย่างแน่นอน เพราะกบชนิดนี้ไม่ได้วางไข่แล้วปล่อยให้ลูกอ๊อดเติบโตในน้ำเหมือนกบทั่วไป แต่ตัวเมียจะกลืนไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิแล้วเข้าไปในกระเพาะอาหาร จากนั้นใช้กระเพาะอาหารเป็นเสมือน “ห้องอนุบาล” สำหรับลูกอ่อน ก่อนที่ลูกกบจะออกมาทางปากในเวลาต่อมา

น่าเสียดายที่เรื่องราวอันน่าทึ่งนี้จบลงอย่างน่าเศร้า เมื่อ Rheobatrachus silus ซึ่งเป็นชื่อวิทยาศาสตร์ของกบชนิดนี้ ถูกประกาศว่าสูญพันธุ์ในช่วงทศวรรษ 1980 และไม่มีการพบตัวอย่างที่มีชีวิตในธรรมชาติอีกเลย

แต่หลายสิบปีต่อมา เรื่องราวของเจ้ากบตัวนี้กลับถูกเปิดขึ้นอีกครั้งจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่า Lazarus Project ซึ่งมีเป้าหมายศึกษาความเป็นไปได้ในการนำลักษณะทางพันธุกรรมของสัตว์สูญพันธุ์กลับมาทำงานอีกครั้ง

เหตุผลที่กบชนิดนี้น่าสนใจเป็นพิเศษไม่ได้อยู่เพียงความแปลกของการสืบพันธุ์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเป็นไปได้ในการใช้เซลล์ที่ถูกเก็บรักษาไว้เพื่อศึกษาพันธุกรรมของมัน นักวิทยาศาสตร์สามารถนำเซลล์จากกบที่สูญพันธุ์มาใช้เป็นแหล่งสารพันธุกรรม แล้วนำข้อมูลทางพันธุกรรมของมันเข้าสู่เซลล์ไข่ของกบชนิดที่ยังมีชีวิตอยู่ซึ่งมีความใกล้เคียงกันทางวิวัฒนาการ

หลักการนี้เกี่ยวข้องกับเทคนิคที่เรียกว่า somatic cell nuclear transfer หรือการถ่ายโอนนิวเคลียสของเซลล์ร่างกาย ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับเทคนิคที่เคยใช้ในการสร้างสัตว์โคลนนิ่งในงานวิจัยด้านชีววิทยา

 

สิ่งที่ทำให้การทดลองครั้งนั้นกลายเป็นข่าวใหญ่คือ หลังจากนำสารพันธุกรรมของกบสูญพันธุ์เข้าสู่เซลล์ไข่ นักวิทยาศาสตร์พบว่าเซลล์บางส่วนสามารถ เริ่มแบ่งตัวและพัฒนาเป็นตัวอ่อนได้ แม้ว่าการพัฒนาจะหยุดลงในระยะเริ่มต้น และยังไม่สามารถพัฒนาไปจนกลายเป็นลูกกบที่มีชีวิตสมบูรณ์ได้ก็ตาม

ตรงนี้เองที่ต้องแยกให้ออกระหว่างคำว่า “การคืนชีพ” กับ “การทดลองให้เซลล์กลับมาทำงาน”

สิ่งที่เกิดขึ้นยังไม่ใช่การนำกบที่สูญพันธุ์ไปแล้วกลับมาเดินหรือว่ายน้ำอีกครั้ง เพราะตัวอ่อนที่เกิดจากการทดลองยังไม่สามารถพัฒนาต่อจนเป็นกบตัวเต็มวัยได้ นักวิทยาศาสตร์จึงมองความสำเร็จดังกล่าวในฐานะหลักฐานว่า สารพันธุกรรมจากสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วสามารถนำกลับมาใช้งานในระบบเซลล์ได้บางส่วน

พูดง่าย ๆ คือ กบยังไม่ได้กลับมาจากความตาย แต่ร่องรอยทางพันธุกรรมของมันยังสามารถถูกนำมา “เปิดเครื่อง” ในระดับเซลล์ได้

 

ความสำเร็จเล็ก ๆ นี้มีความหมายอย่างมากต่อวงการวิทยาศาสตร์ เพราะมันแสดงให้เห็นว่าการสูญพันธุ์อาจไม่ได้หมายถึงการที่ข้อมูลทางพันธุกรรมทุกอย่างหายไปพร้อมกับสิ่งมีชีวิตเสมอไป หากตัวอย่างเซลล์หรือ DNA ได้รับการเก็บรักษาอย่างเหมาะสม นักวิทยาศาสตร์ในอนาคตอาจสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นกลับมาศึกษาหรือใช้งานได้อีก

อย่างไรก็ตาม การนำสัตว์สูญพันธุ์กลับคืนสู่โลกจริงยังเป็นเรื่องที่ซับซ้อนกว่าการสร้างตัวอ่อนในห้องทดลองอย่างมาก

สิ่งมีชีวิตหนึ่งชนิดไม่ได้ประกอบขึ้นจาก DNA เพียงอย่างเดียว การพัฒนาของตัวอ่อนต้องอาศัยเซลล์ สภาพแวดล้อมทางชีวภาพ ระบบสืบพันธุ์ และปัจจัยอีกจำนวนมาก ยิ่งไปกว่านั้น หากสามารถสร้างสัตว์ที่มีพันธุกรรมใกล้เคียงกับสัตว์สูญพันธุ์ได้จริง ก็ยังมีคำถามสำคัญว่า มันจะสามารถใช้ชีวิตในธรรมชาติได้หรือไม่

สำหรับกบฟักไข่ในกระเพาะอาหาร ปัญหายิ่งซับซ้อน เพราะพฤติกรรมการสืบพันธุ์อันเป็นเอกลักษณ์ของมันจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการทางชีววิทยาหลายขั้นตอน ไม่ใช่เพียงการมี DNA ของกบชนิดนั้นอยู่ในตัวสัตว์เท่านั้น

ยิ่งไปกว่านั้น ถิ่นอาศัยเดิมของสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วอาจเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากนับตั้งแต่วันที่มันหายไปจากธรรมชาติ หากนำสัตว์กลับมาได้ แต่สภาพแวดล้อมที่เคยรองรับมันไม่เหลืออยู่แล้ว การปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติก็อาจไม่ใช่คำตอบที่ง่ายนัก

กรณีของ Rheobatrachus silus จึงเป็นมากกว่าการทดลองสุดล้ำ เพราะมันยังทำให้เราหันกลับมามองสาเหตุของการสูญพันธุ์ด้วย

กบชนิดนี้เคยพบในพื้นที่ป่าฝนบริเวณรัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย โดยอาศัยอยู่ตามลำธารและพื้นที่ชื้นแฉะ การลดลงของประชากรเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 และสาเหตุที่แท้จริงของการสูญพันธุ์ยังเป็นหัวข้อที่มีการศึกษากันอย่างต่อเนื่อง โดยมีการพิจารณาปัจจัยด้านโรค การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม และปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจเกี่ยวข้อง

ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ นักวิทยาศาสตร์ยังสนใจความสามารถพิเศษของกบชนิดนี้ในการ หยุดการทำงานของระบบย่อยอาหารระหว่างการฟักลูกอ่อนในกระเพาะ เพราะในช่วงที่ตัวเมียเลี้ยงลูกอยู่ภายใน กระเพาะของมันจะต้องไม่ทำหน้าที่ย่อยไข่และลูกอ่อนตามปกติ กลไกทางชีววิทยานี้อาจมีความสำคัญต่อการศึกษากระบวนการควบคุมกรดและการย่อยอาหารในสัตว์มีกระดูกสันหลัง

ดังนั้น แม้ Southern gastric-brooding frog จะหายไปจากธรรมชาติแล้ว แต่มรดกทางวิทยาศาสตร์ของมันยังคงอยู่ ทั้งในรูปของตัวอย่างทางพันธุกรรม ข้อมูลทางชีววิทยา และคำถามที่ยังไม่มีคำตอบอีกมากมาย

เรื่องราวของมันจึงสะท้อนความจริงที่น่าสนใจว่า การสูญพันธุ์อาจเป็นจุดจบของสิ่งมีชีวิต แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นจุดจบของความรู้เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตนั้น

ในวันนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถเสกกบชนิดนี้กลับคืนมาเป็นตัวเต็มวัยได้ และยังมีอุปสรรคทางวิทยาศาสตร์อีกมากมายกว่าจะพูดได้เต็มปากว่า “คืนชีพสัตว์สูญพันธุ์สำเร็จ” แต่การที่สารพันธุกรรมจากกบซึ่งหายไปจากโลกแล้วหลายสิบปีสามารถถูกนำมาใช้และทำให้เซลล์เริ่มพัฒนาได้ ก็ถือเป็นก้าวเล็ก ๆ ที่น่าจับตามอง

บางทีอนาคตของวิทยาศาสตร์อาจไม่ได้อยู่ที่การชุบชีวิตสัตว์สูญพันธุ์ทุกชนิดกลับมา แต่เป็นการใช้บทเรียนจากพวกมันเพื่อช่วย ป้องกันไม่ให้สัตว์ชนิดอื่นเดินไปถึงจุดเดียวกัน

เพราะเมื่อกบตัวหนึ่งหายไปจากโลก สิ่งที่สูญเสียไม่ได้มีเพียงสัตว์หนึ่งชนิด แต่ยังรวมถึงวิวัฒนาการอันยาวนานหลายล้านปีที่ไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ง่าย ๆ 🐸🌏🧬

และสำหรับกบฟักไข่ในกระเพาะอาหาร เรื่องราวของมันอาจยังไม่จบลงเสียทีเดียว เพราะแม้ตัวมันจะหายไปจากป่าแล้ว แต่ข้อมูลทางพันธุกรรมของมันกำลังช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ค้นหาคำตอบว่า เส้นแบ่งระหว่าง “สูญพันธุ์” กับ “อาจกลับมาได้” นั้นอยู่ตรงไหนกันแน่

เนื้อหาโดย: dukedicknarak
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
dukedicknarak's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 18 ครั้ง
เขียนโดย dukedicknarak
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
“ก็” อ่านว่า “ก้อ” หรือ “เก้าะ” กันแน่ คำสั้น ๆ ที่คนไทยใช้ทุกวัน แต่เบื้องหลังไม่ธรรมดา6 ประเทศที่ยังไม่มีรถไฟ และดูเหมือนยังไม่จำเป็นต้องสร้างรางรถไฟจีนปลูกทุเรียนเองได้แล้ว ทำไมยังต้องนำเข้าทุเรียนไทยเปิดตัวเลข 3 เขื่อนยักษ์ของไทย เขื่อนที่กักเก็บน้ำได้มากที่สุดในประเทศไทย9 อาชีพในตำนานของไทย จากงานที่เคยจำเป็น สู่วันที่คนรุ่นใหม่แทบไม่เคยเห็นหอพักอ่างแก้ว มช. กำลังจะหายไปงูพิษลอยน้ำ งูไม่มีพิษจมน้ำ จริงหรือ? ไขความเชื่อเก่าเกี่ยวกับงูในสายน้ำสาวดวงซวย อยากได้ไฟสวยๆ แต่จบด้วยมือไหม้เละ!!โรยเกลือบนเขียงแล้วช่วยฆ่าเชื้อได้จริงหรือ?5 จังหวัดไทยที่เจริญรุ่งเรืองที่สุด เมื่อวัดเศรษฐกิจโดยภาพรวมหวงเหยียน แนวปะการังสีฟ้าครามแห่งทะเลจีนใต้ กับธรรมชาติที่อยู่ท่ามกลางข้อพิพาทเผยสถิติเลขออกบ่อยในวันอังคาร ย้อนหลัง 20 ปี งวดวันที่ 1 กันยายน 2569
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
จีนปลูกทุเรียนเองได้แล้ว ทำไมยังต้องนำเข้าทุเรียนไทย“ก็” อ่านว่า “ก้อ” หรือ “เก้าะ” กันแน่ คำสั้น ๆ ที่คนไทยใช้ทุกวัน แต่เบื้องหลังไม่ธรรมดาตลอดหลายปีที่ผ่านมา นายกฯ คนไหนสร้างผลงานให้ประเทศไทยมากที่สุด?สาวดวงซวย อยากได้ไฟสวยๆ แต่จบด้วยมือไหม้เละ!!โรยเกลือบนเขียงแล้วช่วยฆ่าเชื้อได้จริงหรือ?หวงเหยียน แนวปะการังสีฟ้าครามแห่งทะเลจีนใต้ กับธรรมชาติที่อยู่ท่ามกลางข้อพิพาท
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
จากวัชพืชแม่น้ำสู่ผลิตภัณฑ์ครบวงจร: รู้จัก “ตบนะ” และเส้นทางใช้ประโยชน์จากผักตบชวาแบบไม่เหลือทิ้งจีนปลูกทุเรียนเองได้แล้ว ทำไมยังต้องนำเข้าทุเรียนไทยสิ้นสุดการรอคอย! Blue Bottle Coffee สาขาแรกในไทยเปิดแล้ววันนี้ที่ Dusit Central Park: ทำไมคอกาแฟทั่วโลกถึงหลงรัก?จากวัชพืชแม่น้ำสู่ผลิตภัณฑ์ครบวงจร: รู้จัก “ตบนะ” และเส้นทางใช้ประโยชน์จากผักตบชวาแบบไม่เหลือทิ้ง
ตั้งกระทู้ใหม่