หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ทำไมสมัยก่อนคนไทยถึงนิยมไปฝากตัวเป็นศิษย์กับพระ

เขียนโดย thoughtloop

ถ้าย้อนกลับไปในสมัยที่ยังไม่มีโรงเรียนอยู่แทบทุกตำบล ไม่มีรถรับส่งนักเรียน และหนังสือก็ไม่ได้หาซื้อได้ง่ายเหมือนทุกวันนี้ ถ้าพ่อแม่อยากให้ลูกชายอ่านออกเขียนได้ มีความรู้ และรู้จักระเบียบแบบแผนของชีวิต สถานที่หนึ่งที่มักนึกถึงก็คือ วัด

จึงเกิดภาพที่เราอาจเคยเห็นในละครหรือเรื่องเล่าเก่า ๆ คือพ่อแม่พาลูกไป “ฝากตัวเป็นศิษย์พระ” หรือให้ไปอยู่เป็นเด็กวัด

ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องของศาสนาอย่างเดียว แต่จริง ๆ แล้ววัดในสังคมไทยสมัยก่อนทำหน้าที่กว้างกว่านั้นมาก

สำหรับคนในชุมชน วัดไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ทำบุญหรือประกอบพิธีกรรม

มันเป็นทั้งสถานที่เรียนหนังสือ ที่พึ่งของชุมชน และพื้นที่ที่เด็กคนหนึ่งจะได้เรียนรู้การใช้ชีวิต

เมื่อก่อนถ้าอยากเรียนหนังสือ จะไปเรียนที่ไหน?

คำถามนี้สำคัญมาก เพราะระบบโรงเรียนแบบที่เราคุ้นเคยทุกวันนี้ไม่ได้มีอยู่ทั่วถึงตั้งแต่แรก

กรมศิลปากรระบุว่า การศึกษาของคนไทยในอดีตเริ่มต้นขึ้นที่วัด ผู้ปกครองมักนำบุตรหลานไปฝากไว้กับพระสงฆ์ตามวัดใกล้บ้าน และมอบตัวเป็นศิษย์ เพราะวัดเป็นสถานที่ศึกษาเล่าเรียนมาแต่เดิม

เด็กผู้ชายที่มีอายุพอจะดูแลตัวเองได้อาจถูกส่งไปอยู่กับพระที่วัด

สิ่งที่เรียนก็ไม่ได้มีแค่การสวดมนต์

เด็กอาจเรียนอ่านเขียนภาษาไทย เรียนหนังสือขอม และหากมีความสามารถก็สามารถศึกษาต่อในระดับสูงขึ้น เช่น ภาษาบาลีและสันสกฤต

พูดง่าย ๆ คือ ในยุคที่โรงเรียนยังไม่กระจายไปทั่วประเทศ

วัดก็คือหนึ่งในสถานที่ที่เด็กสามารถเข้าไปหาความรู้ได้

แต่การเป็นเด็กวัดไม่ได้หมายความว่าเอาลูกไปฝากไว้เฉย ๆ

คำว่า “ฝากตัวเป็นศิษย์” มีความหมายมากกว่าการไปนั่งเรียนหนังสือ

เด็กที่เข้าไปอยู่กับพระมักมีหน้าที่ช่วยงานวัดและปรนนิบัติพระอาจารย์ด้วย

มีเอกสารของกรมศิลปากรที่กล่าวถึงตำรา “ศรีสวัสดิ์วัด” ซึ่งเป็นตำราที่ใช้ในระบบการศึกษาไทยโบราณ และมีเนื้อหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวของสามเณรและเด็กวัด รวมถึงการปรนนิบัติพระสงฆ์ผู้เป็นอาจารย์

ดังนั้นการเรียนรู้ในวัดจึงเป็นลักษณะ

เรียนไปด้วย ช่วยงานไปด้วย

เด็กอาจช่วยกวาดลานวัด จัดของ รับใช้พระอาจารย์ หรือช่วยงานต่าง ๆ ตามกำลัง

สิ่งเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกนิสัยและการเรียนรู้ ไม่ใช่แค่การไปนั่งรับความรู้ในห้องเรียนแล้วกลับบ้าน

สิ่งที่ได้อาจมากกว่าการอ่านออกเขียนได้

การฝากลูกไว้กับพระยังมีอีกเหตุผลหนึ่ง

คือ การฝึกระเบียบวินัย

เด็กที่อยู่กับพระต้องเรียนรู้การตื่นนอน การทำกิจวัตร การพูดจา การเคารพผู้ใหญ่ และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น

สำหรับครอบครัวในสมัยก่อน การที่ลูกได้เข้าไปอยู่ในวัดจึงไม่ได้หมายถึงแค่ “ส่งไปเรียน”

แต่เหมือนส่งไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ผู้ใหญ่คอยอบรม

เรื่องนี้เห็นได้จากหลักฐานเกี่ยวกับการศึกษาในวัด ซึ่งไม่ได้สอนเฉพาะความรู้ด้านหนังสือ แต่ยังมีตำราที่ว่าด้วยจริยปฏิบัติและการประพฤติตัวของเด็กวัดและสามเณรด้วย

แล้วทำไมต้องฝากกับพระ?

เพราะในชุมชนสมัยก่อน พระเป็นบุคคลที่มีความรู้และได้รับความเคารพ

วัดเองก็เป็นศูนย์กลางของชุมชน

เมื่อคนทั่วไปไม่ได้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาอย่างทั่วถึง การฝากลูกไว้กับพระจึงเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลมาก

หลักฐานจากประวัติบุคคลในอดีตก็พบเรื่องลักษณะนี้อยู่หลายครั้ง

ตัวอย่างเช่น มีบันทึกว่าเด็กชายสิน ซึ่งต่อมาคือ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่ออายุประมาณ 5 ขวบ ถูกนำไปฝากไว้กับพระอาจารย์ที่วัดโฆษาวาสหรือวัดคลัง เพื่อศึกษาหนังสือไทยและหนังสือขอม ก่อนจะเรียนพระไตรปิฎกต่อไป

เรื่องนี้ทำให้เห็นภาพได้ดีว่า การเข้าไปเรียนกับพระไม่ได้จำกัดอยู่แค่เด็กที่จะเตรียมตัวบวช

แต่เป็นช่องทางการศึกษาของเด็กในสังคมสมัยก่อนด้วย

เด็กบางคนเรียนจนโต แล้วจึงบวช

การอยู่ที่วัดยังเปิดทางให้เด็กผู้ชายเข้าสู่เส้นทางการบวชในอนาคต

เมื่อโตขึ้น หากเด็กและครอบครัวต้องการ ก็สามารถบรรพชาหรืออุปสมบทได้

เอกสารเกี่ยวกับการศึกษาในวัดระบุว่า เด็กที่เติบโตขึ้นและมีอายุถึงเกณฑ์บวช หากมีความประสงค์และผู้ปกครองยินยอม ก็สามารถบวชเรียนต่อในพระพุทธศาสนาได้

คำว่า “บวชเรียน” จึงมีความหมายตรงตัวมาก

คือบวชแล้วก็เรียน

และสำหรับผู้ชายในสังคมไทยสมัยก่อน การบวชยังเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่มีความสำคัญทางสังคมและศาสนาอย่างมาก

ไม่ใช่ทุกคนที่ไปวัดจะเรียนเหมือนกันหมด

เราไม่ควรจินตนาการว่าวัดทุกแห่งในประเทศไทยมีระบบการเรียนเหมือนโรงเรียนในปัจจุบัน

แต่ละวัดมีพระอาจารย์ มีความพร้อม และมีบทบาทแตกต่างกัน

บางแห่งสอนพื้นฐานอ่านเขียน

บางแห่งมีความรู้ด้านภาษาบาลีหรือพระไตรปิฎก

บางแห่งเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญของชุมชน

ขณะเดียวกัน เด็กที่เข้ามาอยู่ในวัดก็มีภูมิหลังต่างกัน

บางคนมาเพื่อเรียนหนังสือ

บางคนมาเพื่อเตรียมตัวบวช

บางคนอยู่กับพระเพราะครอบครัวต้องการให้ได้รับการอบรม

บางคนก็อาจมาเพราะฐานะทางบ้านไม่เอื้อให้เรียนในรูปแบบอื่น

ดังนั้นคำว่า “เด็กวัด” จึงไม่ได้มีความหมายเดียวในทุกยุคทุกพื้นที่

วัดจึงเป็นเหมือนโรงเรียนของชุมชนในแบบของตัวเอง

ถ้ามองจากปัจจุบัน เราอาจรู้สึกว่าการเอาลูกไปฝากไว้กับพระเป็นเรื่องไกลตัวมาก

แต่ลองย้อนกลับไปในยุคที่หมู่บ้านหนึ่งอาจมีวัดอยู่ใกล้ที่สุด และโรงเรียนแบบสมัยใหม่ยังไม่มีให้เข้าเรียนอย่างทั่วถึง

คำตอบก็ชัดขึ้น

ถ้าพ่อแม่อยากให้ลูกอ่านหนังสือได้

อยากให้รู้จักขนบธรรมเนียม

อยากให้มีระเบียบ

และอยากให้มีผู้ใหญ่คอยอบรม

วัดคือสถานที่ที่ตอบโจทย์เหล่านี้ได้หลายอย่างในที่เดียว

จึงไม่แปลกที่วัดจะกลายเป็นศูนย์กลางการศึกษาของชุมชนมานาน

และเมื่อโรงเรียนสมัยใหม่เริ่มเกิดขึ้น โรงเรียนจำนวนไม่น้อยก็ยังเริ่มต้นหรือเกี่ยวข้องกับวัดอยู่ด้วย กรมศิลปากรยกตัวอย่างว่า เมื่อเริ่มมีการตั้งโรงเรียนขึ้น โรงเรียนในระยะแรกหลายแห่งตั้งอยู่ในวัด เช่น โรงเรียนกล่อมวิทยากรที่วัดโพธิ

แล้วทำไมธรรมเนียมนี้ถึงค่อย ๆ หายไป?

เมื่อประเทศไทยเข้าสู่ยุคที่รัฐเริ่มจัดระบบการศึกษาแบบสมัยใหม่มากขึ้น โรงเรียนก็เริ่มเข้ามารับหน้าที่ด้านการศึกษาแทนวัด

มีหลักสูตร

มีครู

มีชั้นเรียน

มีการสอบ

และต่อมามีโรงเรียนกระจายไปตามพื้นที่ต่าง ๆ มากขึ้น

บทบาทของวัดในฐานะสถานศึกษาหลักของเด็กจึงค่อย ๆ ลดลง

แต่ไม่ได้หมายความว่าวัดหมดบทบาททางการศึกษา

เพราะวัดจำนวนมากยังคงเป็นสถานที่ศึกษาพระธรรม เป็นที่เรียนของพระและสามเณร รวมถึงมีโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในบริเวณวัดหรือมีความสัมพันธ์กับวัดมาจนถึงปัจจุบัน

สิ่งที่น่าสนใจคือ “ฝากตัวเป็นศิษย์” ไม่ได้มีแค่เรื่องเรียน

เมื่อมองย้อนกลับไปดี ๆ การฝากลูกไว้กับพระสะท้อนวิธีคิดของสังคมไทยในเวลานั้นได้หลายอย่าง

มันบอกว่า ความรู้ไม่ได้อยู่เฉพาะในห้องเรียน

การศึกษาไม่ได้แยกออกจากการใช้ชีวิต

และคนที่เป็นครูไม่ได้มีเฉพาะคนที่ได้รับตำแหน่งว่า “ครู”

พระสงฆ์ก็สามารถเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้

เป็นผู้ฝึกระเบียบ

เป็นผู้ให้คำแนะนำ

และเป็นผู้ดูแลเด็กในชุมชนได้

เด็กเองก็ไม่ได้แยกระหว่าง “เวลาเรียน” กับ “เวลาฝึกชีวิต” อย่างชัดเจนเหมือนในปัจจุบัน

เรียนหนังสือเสร็จก็ช่วยงาน

ช่วยงานเสร็จก็เรียนรู้การอยู่ร่วมกับคนอื่น

ทั้งหมดเกิดขึ้นในพื้นที่เดียวกัน

จากเด็กวัดสู่คนที่ออกไปใช้ชีวิต

เด็กบางคนที่เคยอยู่กับพระอาจเติบโตขึ้นแล้วลาสิกขาไปทำงาน

บางคนบวชต่อ

บางคนเรียนภาษาบาลีจนมีความรู้สูง

บางคนกลับไปช่วยครอบครัว

และบางคนก็กลายเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์

เพราะฉะนั้นคำว่า “เด็กวัด” ในอดีตจึงไม่ได้หมายถึงเด็กที่ไม่มีอะไรทำแล้วไปอยู่กับพระ

ในหลายกรณี มันคือรูปแบบหนึ่งของการศึกษาและการขัดเกลาที่สังคมในเวลานั้นยอมรับ

วันนี้เราอาจมีโรงเรียนอยู่ใกล้บ้าน

มีหนังสือเต็มห้อง

มีอินเทอร์เน็ตอยู่ในโทรศัพท์

อยากเรียนอะไรก็เปิดหาได้แทบจะทันที

แต่ถ้าย้อนกลับไปในวันที่สิ่งเหล่านี้ยังไม่มี การเดินเข้าไปในวัดพร้อมกับพ่อแม่ แล้วบอกพระอาจารย์ว่า

“ขอฝากลูกไว้เป็นศิษย์ด้วย”

อาจเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตการเรียนรู้ของเด็กคนหนึ่งเลยก็ได้

และนี่เองที่ทำให้วัดในอดีตไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับทำบุญ

แต่เป็นสถานที่ที่ผู้คน เรียนหนังสือ เรียนธรรมะ เรียนระเบียบ เรียนงาน และเรียนรู้การเป็นคนในสังคม ไปพร้อมกัน

ก่อนที่คำว่า “โรงเรียน” ในความหมายแบบทุกวันนี้จะเข้ามาเปลี่ยนภาพนั้นไปตลอดกาล

เนื้อหาโดย: thoughtloop
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
thoughtloop's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 1 ครั้ง
เขียนโดย thoughtloop
เริ่มจาก Thoughtloop ...
พอได้สังเกตสิ่งรอบตัว แล้วกลั่นออกมาเป็นตัวอักษร
เล่าเรื่องธรรมดาในวันที่หลายคนอาจมองข้าม
ความคิดเล็ก ๆ ที่อาจตรงกับใจของใครสักคน
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
งูพิษลอยน้ำ งูไม่มีพิษจมน้ำ จริงหรือ? ไขความเชื่อเก่าเกี่ยวกับงูในสายน้ำเปิด 5 รถมอเตอร์ไซค์ยุค 90 ที่ผลิตน้อย จนกลายเป็นรถหายากในไทยMicro-Moments ช่วงเวลาสั้น ๆ ช่วยคนรุ่นใหม่รับมือสมองล้าจากโลกดิจิทัลทำไมบางคนถึงมีอาการเหมือนคนเมา ทั้งที่ไม่ได้แตะแอลกอฮอล์เหล้า 1 กลมมีแอลกอฮอล์มากกว่าเบียร์ 3 ขวด5 จังหวัดไทยที่เจริญรุ่งเรืองที่สุด เมื่อวัดเศรษฐกิจโดยภาพรวมเผยสถิติเลขออกบ่อยในวันอังคาร ย้อนหลัง 20 ปี งวดวันที่ 1 กันยายน 2569ถอดรหัสเลขเจาะใจ "ลุงหวัง" งวด 1 กันยายน 2569เลขปฏิทินจีน งวด 1 กันยายน 2569 เจาะสถิติความถี่ 0–9 ผ่าฤกษ์วันอังคารคัดชุดเด่น 3 ตัวตรง9 อาชีพในตำนานของไทย จากงานที่เคยจำเป็น สู่วันที่คนรุ่นใหม่แทบไม่เคยเห็นหวย 1 กันยายน ย้อนหลังสถิติวันอาทิตย์ เลขไหนออกน้อยเครื่องรางไทยในสายตาต่างชาติ
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
แค่ฟังเพลงทุกวัน! งานวิจัยพบ อาจลดเสี่ยงสมองเสื่อมถึง 39เปอร์เซ็นต์เปิด 10 อันดับผู้นำที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์โลกก้อนหนัก 3.1 กก. แพทย์ศรีลังกาผ่านิ่วขนาดยักษ์จากชายวัย 55หวย 1 กันยายน ย้อนหลังสถิติวันอาทิตย์ เลขไหนออกน้อยเหรียญบาทไทยที่ถูกผลิตน้อยที่สุด และหาได้ยากมากที่สุดในปัจจุบัน
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
ภาพเก่าในตำนาน : อุวัยส์ อัคทาเยฟ “Vasya Chechen” ยักษ์ใหญ่แห่งสนามบาสเกตบอลโซเวียต👑 แกงกุรุหม่าThai SELECT ไม่ใช่แค่ป้ายหน้าร้าน: ตรานี้ช่วยคัดอะไรให้คนกินได้บ้าง?อาชีพอะไรในอดีตเคยทำเงินดี แต่วันนี้แทบไม่มีใครรู้จัก
ตั้งกระทู้ใหม่