จักรวาลมีขอบจริงหรือไม่ ทำไมขอบที่มนุษย์เห็นอาจไม่ใช่จุดสิ้นสุดของทุกสิ่ง
ลองมองท้องฟ้าในคืนที่ไม่มีแสงเมืองรบกวน แล้วจะพบว่าความมืดที่เห็นไม่ได้หมายความว่าอวกาศจบลงตรงนั้น ดาวทุกดวงที่มองเห็นเป็นเพียงส่วนเล็กมากของบริเวณที่แสงเดินทางมาถึงโลกได้ทันเวลา ส่วนถัดออกไปอาจยังมีดาว กาแล็กซี และโครงสร้างขนาดมหึมาอีกนับไม่ถ้วน เพียงแต่แสงจากสิ่งเหล่านั้นยังมาไม่ถึง หรืออาจไม่มีวันมาถึงเลยก็ได้ คำถามว่าเอกภพมีขอบหรือไม่จึงไม่ได้มีคำตอบง่ายแบบการเดินทางไปจนพบกำแพงปลายทาง
สิ่งแรกที่ต้องแยกให้ออกคือคำว่าเอกภพทั้งหมดกับเอกภพที่สังเกตได้ เอกภพทั้งหมดหมายถึงทุกสิ่งที่มีอยู่ ทั้งสสาร พลังงาน อวกาศ และกาลเวลา ส่วนเอกภพที่สังเกตได้หมายถึงบริเวณที่สัญญาณหรือแสงมีเวลามากพอจะเดินทางมาถึงผู้สังเกตบนโลกได้ ขอบของบริเวณนี้จึงเป็นขอบเขตของข้อมูลที่รับได้ ไม่ใช่ผนัง ไม่ใช่หลุมดำ และไม่ใช่เส้นแบ่งระหว่างสิ่งที่มีอยู่กับความว่างเปล่า
อายุของเอกภพอยู่ที่ประมาณ 13,800 ล้านปี แต่เส้นผ่านศูนย์กลางของเอกภพที่สังเกตได้มีขนาดประมาณ 92,000 ล้านปีแสง ตัวเลขสองชุดนี้ดูขัดกันในครั้งแรก เพราะแสงไม่ควรเดินทางไกลเกินอายุของเอกภพคูณด้วยความเร็วแสง ทว่าระหว่างที่แสงกำลังเดินทาง อวกาศเองก็ขยายตัว ระยะห่างระหว่างโลกกับแหล่งกำเนิดแสงจึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ระยะทางที่วัดในปัจจุบันเลยมากกว่าระยะทางที่แสงเดินทางในช่วงแรกอย่างชัดเจน
ภาพเปรียบเทียบที่ช่วยให้เข้าใจได้คือการมองเรือที่แล่นออกไปในทะเลตอนกลางคืน ยิ่งเรืออยู่ไกล แสงจากเรือยิ่งใช้เวลานานกว่าจะมาถึงสายตา ถ้าเรือแล่นหนีออกไปพร้อมกับทะเลที่กำลังขยายกว้างขึ้น ระยะห่างในเวลาที่มองเห็นจะไม่ใช่ระยะเดิมตอนที่แสงถูกปล่อยออกมา เอกภพก็มีลักษณะคล้ายกันในระดับที่ใหญ่จนเกินจินตนาการ กาแล็กซีไกลโพ้นที่มองเห็นในวันนี้อาจอยู่ห่างจากโลกมากกว่าจำนวนปีที่แสงใช้เดินทางมาหลายเท่า
ขอบฟ้าของเอกภพที่สังเกตได้จึงเป็นขอบฟ้าของการรับรู้ คล้ายขอบฟ้าบนโลกที่ดูเหมือนเป็นเส้นสุดท้ายของพื้นดิน แต่เมื่อเดินทางไปถึงก็ยังมีพื้นที่ถัดไป ข้อแตกต่างคือขอบฟ้าจักรวาลไม่ได้เกิดจากพื้นผิวโค้งของโลก หากเกิดจากอายุของเอกภพ ความเร็วแสง และการขยายตัวของอวกาศ ทุกตำแหน่งในเอกภพมีขอบเขตที่สังเกตได้ของตัวเอง โลกไม่ได้อยู่ตรงกลางของเอกภพทั้งหมด เพียงแต่เป็นศูนย์กลางของทรงกลมข้อมูลที่แสงเดินทางมาถึงโลกในขณะนี้
แล้วเอกภพทั้งหมดมีขนาดเท่าไร คำตอบที่ซื่อตรงที่สุดคือยังไม่มีใครรู้แน่ชัด นักดาราศาสตร์มั่นใจว่าเอกภพจริงใหญ่กว่าส่วนที่มองเห็น แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะบอกว่ามันกว้างไปถึงไหน หรือมีขนาดเป็นอนันต์หรือไม่ ข้อมูลจากการวัดพื้นหลังไมโครเวฟของเอกภพชี้ว่าอวกาศในบริเวณขนาดใหญ่มีความโค้งใกล้เคียงกับศูนย์มาก นั่นช่วยจำกัดรูปแบบที่เป็นไปได้ แต่ยังไม่ใช่คำตอบเด็ดขาดว่าเอกภพต้องไม่มีที่สิ้นสุด
เอกภพที่มีขนาดจำกัดก็อาจไม่มีขอบแบบกำแพงได้เช่นกัน พื้นผิวโลกเป็นตัวอย่างง่ายๆ ของพื้นที่ที่มีขนาดจำกัดแต่ไม่มีขอบให้ตกออกไป หากเดินทางไปบนพื้นผิวโลกอย่างต่อเนื่องก็อาจวนกลับมาใกล้จุดเดิมได้ แนวคิดเรื่องอวกาศที่โค้งและปิดตัวเองมีความคล้ายกันในเชิงคณิตศาสตร์ เพียงแต่เอกภพจริงไม่ได้จำเป็นต้องมีรูปร่างเหมือนลูกบอล และยังไม่มีการสังเกตใดพิสูจน์รูปทรงทั้งหมดของมันได้
อีกประเด็นที่ทำให้ภาพจำเรื่องขอบจักรวาลสับสนคือเอกภพไม่ได้กำลังขยายตัวเข้าไปในห้องว่างที่อยู่ด้านนอก อวกาศเองเป็นสิ่งที่กำลังยืดระยะห่างระหว่างโครงสร้างที่ไม่ได้ถูกแรงโน้มถ่วงยึดไว้ด้วยกัน กาแล็กซีภายในกระจุกเดียวกันอาจยังโคจรรอบกันหรือชนกันได้ แต่เมื่อมองในระดับกว้าง กาแล็กซีส่วนใหญ่จะถอยห่างออกจากกันตามการขยายตัวของเอกภพ การถอยห่างในระดับจักรวาลยังอาจมีอัตราเกินความเร็วแสงได้ เพราะเป็นการเพิ่มระยะทางจากการขยายตัวของอวกาศ ไม่ใช่การที่วัตถุเคลื่อนผ่านอวกาศใกล้ตัวเร็วกว่ากฎฟิสิกส์อนุญาต
การขยายตัวในปัจจุบันยังมีแนวโน้มเร่งขึ้น ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ใช้คำว่าพลังงานมืดเป็นชื่อเรียกสิ่งที่อาจเกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์นี้ แต่พลังงานมืดยังไม่ใช่สิ่งที่เข้าใจได้อย่างสมบูรณ์ หากการขยายตัวยังคงเร่งต่อไป แสงจากกาแล็กซีจำนวนมากจะไม่สามารถเดินทางมาถึงโลกได้ในอนาคต แม้กาแล็กซีเหล่านั้นยังคงมีอยู่จริง ขอบเขตที่สังเกตได้จึงไม่ใช่เส้นนิ่งๆ และสิ่งที่มองเห็นได้ในแต่ละยุคของเอกภพก็เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา
คำถามว่าเอกภพมีขอบหรือไม่จึงควรตอบเป็นสองชั้น ขอบของเอกภพที่มนุษย์สังเกตได้มีอยู่ในความหมายของขีดจำกัดการรับข้อมูล แต่ขอบนั้นไม่มีพื้นผิวหรือกำแพงให้เดินทางไปชน ส่วนเอกภพทั้งหมดอาจเป็นอนันต์ หรืออาจมีขนาดจำกัดแต่ไร้ขอบทางกายภาพก็ได้ หลักฐานที่มีอยู่ในปัจจุบันยังแยกความเป็นไปได้เหล่านี้ออกจากกันไม่ได้
ความน่าสนใจของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่การหาจุดปลายทางบนแผนที่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การตระหนักว่าคำว่าไกลที่สุดในดาราศาสตร์หมายถึงไกลที่สุดเท่าที่ข้อมูลเดินทางมาถึง ไม่ใช่ไกลที่สุดเท่าที่มีอยู่จริง ทุกภาพกาแล็กซีที่กล้องโทรทรรศน์บันทึกได้คือภาพจากอดีต และทุกพื้นที่มืดบนภาพอาจเป็นเพียงส่วนที่ยังไม่มีแสงหรือสัญญาณเดินทางมาถึงโลก ความมืดจึงไม่ใช่หลักฐานว่าไม่มีอะไรอยู่หลังเส้นขอบ แต่เป็นเครื่องเตือนว่าเอกภพกว้างกว่าขอบเขตของการมองเห็นเสมอ
https://www.nasa.gov/science-research/astrophysics/how-big-is-space-we-asked-a-nasa-expert-episode-61/
https://science.nasa.gov/mission/hubble/science/science-highlights/discovering-a-runaway-universe/
https://science.nasa.gov/mission/wmap/wmap-overview/
เขียนโดย วัน ๆ หาแต่เรื่อง
รีวิวหนังดัง PRINCE OF PERSIA THE SAND OF TIME
เปิด 5 รถมอเตอร์ไซค์ยุค 90 ที่ผลิตน้อย จนกลายเป็นรถหายากในไทย
ไปชายหาดเปลือยครั้งแรก ต้องรู้อะไรบ้าง
5 รถยนต์มือสองยุค 90s ที่ราคามือสองแพงกว่าตอนออกห้างมือหนึ่ง!
9 อาชีพในตำนานของไทย จากงานที่เคยจำเป็น สู่วันที่คนรุ่นใหม่แทบไม่เคยเห็น
5 กล้องฟิล์มมือสองยอดฮิต จากราคาที่เคยจับต้องได้ สู่ตลาดปี 2026 ที่พุ่งแรงจนน่าตกใจ
ประวัติศาสตร์รางวัลที่1สลากใบมีคนเคยถูกสูงสุด180ล้าน
“WC” ย่อมาจากอะไร? ที่มาของคำบนป้ายห้องน้ำที่เห็นกันบ่อย
งูพิษลอยน้ำ งูไม่มีพิษจมน้ำ จริงหรือ? ไขความเชื่อเก่าเกี่ยวกับงูในสายน้ำ
เรย์ แมคโดนัลด์ เสียชีวิตวัย 49 ปี ข่าวเศร้าวงการบันเทิงไทย เปิดไทม์ไลน์เหตุการณ์และผลงานที่คนยังคิดถึง
เปิดมูลค่า 10 แผ่นเสียง Vinyl หายากในไทย ที่ดีเจและนักสะสมแย่งกันซื้อ
ชวนมาส่อง! สถิติหวยงวด 1 กันยายน ย้อนหลัง 10 ปี สายมูและนักเสี่ยงโชคห้ามพลาด!
นักศึกษาจากประเทศไหน เข้ามาเรียนต่อในไทยมากที่สุด








