หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

นักวิทยาศาสตร์ใช้ LiDAR ค้นหาเมืองโบราณใต้ป่าได้อย่างไร?

เขียนโดย thoughtloop

ลองนึกภาพว่ากำลังยืนอยู่กลางป่าทึบ ต้นไม้สูงปกคลุมจนมองแทบไม่เห็นพื้นดิน ใต้ใบไม้และเถาวัลย์อาจมีถนนโบราณ บ้าน วัด หรือแม้แต่เมืองขนาดใหญ่ซ่อนอยู่ แต่การเดินสำรวจด้วยคนเพียงอย่างเดียวอาจต้องใช้เวลาหลายปี

แล้วถ้ามีวิธีที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์มองเห็นรูปร่างของพื้นดินจากบนฟ้าได้ โดยไม่ต้องตัดต้นไม้ทั้งป่าล่ะ?

หนึ่งในเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนงานโบราณคดีคือ LiDAR หรือ Light Detection and Ranging

มันไม่ได้มีกล้องวิเศษที่มองทะลุต้นไม้ แต่ใช้หลักการของแสงและการวัดระยะทาง เพื่อสร้างภาพสามมิติของภูมิประเทศ แล้วให้นักโบราณคดีมองหาร่องรอยของสิ่งที่มนุษย์เคยสร้างไว้

LiDAR ทำงานอย่างไร?

หลักการพื้นฐานค่อนข้างเรียบง่าย

เครื่อง LiDAR จะปล่อยพัลส์แสงเลเซอร์จำนวนมากลงไปยังพื้นด้านล่าง จากนั้นตรวจจับแสงที่สะท้อนกลับมา แล้วคำนวณระยะห่างจากเครื่องไปยังจุดที่แสงกระทบ

เมื่อเครื่องบินหรือเฮลิคอปเตอร์บินผ่านพื้นที่กว้าง ๆ ระบบจะเก็บข้อมูลจำนวนมหาศาล กลายเป็นจุดข้อมูลสามมิติที่เรียกว่า point cloud

เมื่อประมวลผลข้อมูลเหล่านี้ด้วยคอมพิวเตอร์ นักวิจัยสามารถสร้างแบบจำลองความสูงของภูมิประเทศได้ละเอียดมาก

แต่คำถามสำคัญคือ...

แล้วต้นไม้ไม่บังแสงเลเซอร์หรือ?

แสงเลเซอร์ไม่ได้กระทบแค่ยอดไม้

เวลาปล่อยเลเซอร์ลงมาจากเครื่องบิน พัลส์แสงจำนวนมากจะกระทบกับใบไม้ กิ่งไม้ และลำต้น

แต่บางส่วนสามารถเดินทางผ่านช่องว่างเล็ก ๆ ระหว่างพืชพรรณลงไปถึงพื้นดินได้

เครื่องจึงได้รับสัญญาณสะท้อนกลับมาจากหลายระดับ ทั้งจากยอดไม้และพื้นดิน

เมื่อมีข้อมูลจำนวนมากพอ นักวิจัยสามารถประมวลผลและแยกข้อมูลที่สะท้อนจากพืชพรรณออกจากข้อมูลที่สะท้อนจากพื้นผิวด้านล่าง แล้วสร้างแบบจำลองภูมิประเทศที่ลดผลของต้นไม้ออกไป

พูดง่าย ๆ คือไม่ได้ “มองทะลุต้นไม้” แบบรังสีเอกซ์ แต่ใช้ข้อมูลจากแสงที่เดินทางผ่านช่องว่างของป่า แล้วค่อยนำมาคำนวณเป็นภาพภูมิประเทศ

แล้วเมืองโบราณโผล่ออกมาได้อย่างไร?

ตรงนี้เป็นส่วนที่น่าสนใจที่สุด

สมมติว่าบนพื้นป่ามีเนินดินที่มนุษย์สร้างขึ้นเมื่อหลายร้อยหรือหลายพันปีก่อน

เมื่อมองจากพื้นดิน ต้นไม้อาจบดบังจนแทบมองไม่ออกว่าเป็นสิ่งก่อสร้าง

แต่เมื่อ LiDAR สร้างข้อมูลระดับความสูงของพื้นดิน นักวิจัยอาจเห็นรูปร่างของเนินนั้นได้

ถ้ามีเนินหลายแห่งเรียงตัวกันเป็นรูปแบบบางอย่าง อาจนำไปสู่ข้อสงสัยว่าเคยมีบ้าน อาคาร หรือศูนย์กลางชุมชนอยู่บริเวณนั้น

ถ้าเห็นแนวเส้นยาวต่อเนื่อง ก็อาจเป็นร่องรอยของถนนหรือทางยกระดับ

ถ้าเห็นพื้นที่ต่ำขนาดใหญ่ ก็อาจเกี่ยวข้องกับอ่างเก็บน้ำหรือระบบจัดการน้ำ

แต่ข้อมูล LiDAR เพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่า “เจอเมืองแล้ว”

นักโบราณคดีต้องนำข้อมูลไปตรวจสอบภาคสนามต่อ เพื่อดูว่ารูปแบบที่เห็นในข้อมูลนั้นเป็นโบราณสถานจริงหรือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ

จากป่าทึบสู่แผนที่เมือง

หนึ่งในตัวอย่างที่โดดเด่นเกิดขึ้นในพื้นที่อารยธรรมมายา

บริเวณป่าทางตอนเหนือของกัวเตมาลามีพื้นที่กว้างใหญ่ที่ถูกปกคลุมด้วยป่าทึบ การสำรวจภาคพื้นดินทำได้ยากมาก

การสำรวจด้วย LiDAR ทำให้นักวิจัยมองเห็นโครงสร้างจำนวนมากที่ซ่อนอยู่ใต้เรือนยอดไม้ ทั้งบ้าน อาคาร ถนนยกระดับ แนวป้องกัน และสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ

การสำรวจครั้งใหญ่ในปี 2017 ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2,100 ตารางกิโลเมตร และเผยให้เห็นโครงสร้างที่มนุษย์สร้างขึ้นมากกว่า 60,000 แห่งในพื้นที่ที่เคยถูกป่าปกคลุม

สิ่งที่น่าสนใจไม่ได้อยู่แค่จำนวนสิ่งก่อสร้าง

เมื่อมองภาพรวม นักวิจัยสามารถเห็นว่าพื้นที่ต่าง ๆ เชื่อมโยงกันอย่างไร ทั้งถนน ระบบน้ำ และชุมชน

ภาพของอารยธรรมมายาจึงเริ่มเปลี่ยนจากการมองเป็น “เมืองโบราณที่แยกกันอยู่” ไปสู่การมองเป็นเครือข่ายของชุมชนขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกัน

ไม่ได้มีแค่อารยธรรมมายา

LiDAR ยังถูกใช้ในการศึกษาพื้นที่อื่น ๆ ที่มีป่าหนาแน่นด้วย

ในกัมพูชา การสำรวจ LiDAR บริเวณนครวัดและพื้นที่โดยรอบช่วยให้นักวิจัยเห็นโครงสร้างของเมืองโบราณ ถนน คูน้ำ อ่างเก็บน้ำ และระบบจัดการน้ำที่ถูกป่าปกคลุม

ในป่าแอมะซอนของโบลิเวีย นักวิจัยใช้ LiDAR สร้างภาพภูมิประเทศที่ช่วยเผยให้เห็นศูนย์กลางเมืองโบราณ ถนนยกระดับ และระบบควบคุมน้ำของวัฒนธรรม Casarabe ซึ่งเคยรุ่งเรืองในภูมิภาคนี้ระหว่างประมาณ ค.ศ. 500-1400

ส่วนในเอกวาดอร์ การสำรวจ LiDAR ในหุบเขา Upano ช่วยเปิดเผยเครือข่ายของโครงสร้าง ถนน และพื้นที่เกษตรกรรมที่เกี่ยวข้องกับชุมชนโบราณซึ่งมีอายุประมาณ 2,500 ปี

บางครั้ง “เมืองที่หายไป” อาจไม่ได้หายไปจริง ๆ

สิ่งที่น่าคิดคือ เมืองโบราณจำนวนหนึ่งไม่ได้หายไปจากโลกแบบลึกลับ

มันอาจยังอยู่ตรงนั้นมาตลอด เพียงแต่ถูกป่าปกคลุมจนเราไม่สามารถมองเห็นรูปแบบของมันจากพื้นดิน

ต้นไม้เติบโตทับถม

ถนนถูกดินกลบ

กำแพงพังลง

อาคารบางส่วนหายไปตามกาลเวลา

เหลือเพียงความสูงต่ำของพื้นดินและร่องรอยเล็ก ๆ ที่สายตามนุษย์มองข้ามได้ง่าย

LiDAR ไม่ได้สร้างเมืองขึ้นมาใหม่

มันเพียงช่วยให้นักวิจัย มองเห็นร่องรอยที่ยังหลงเหลืออยู่

แต่ไม่ได้แปลว่า “เจอแล้วขุดได้ทันที”

ภาพจาก LiDAR เป็นเหมือนแผนที่ที่บอกว่า “ตรงนี้น่าสนใจ”

นักโบราณคดีต้องนำข้อมูลไปวิเคราะห์ เปรียบเทียบกับภาพถ่าย แผนที่เก่า และข้อมูลจากการสำรวจอื่น ๆ ก่อนจะลงพื้นที่จริง

เมื่อไปถึงสถานที่ นักวิจัยจึงตรวจสอบว่าร่องรอยที่เห็นในแบบจำลองตรงกับสิ่งที่อยู่บนพื้นหรือไม่

ดังนั้นเทคโนโลยีกับงานภาคสนามไม่ได้มาแทนกัน

LiDAR เพียงแค่ช่วยให้รู้ว่า ควรไปดูตรงไหน

ส่วนการลงพื้นที่ช่วยตอบว่า สิ่งที่เห็นนั้นคืออะไร

จากการเดินฝ่าป่า สู่การบินเหนือป่า

ในอดีต การสำรวจพื้นที่ป่าขนาดใหญ่อาจต้องใช้คนจำนวนมากเดินตัดเส้นทางเข้าไปสำรวจทีละส่วน ซึ่งใช้เวลาและแรงงานมหาศาล

LiDAR เปลี่ยนวิธีคิดไปอย่างมาก

แทนที่จะเริ่มจากคำถามว่า “เราจะเดินเข้าไปตรงไหนก่อน?”

นักวิจัยสามารถเริ่มจากคำถามว่า

“จากมุมมองทางอากาศ พื้นที่ทั้งหมดมีอะไรซ่อนอยู่บ้าง?”

จากนั้นจึงเลือกจุดที่น่าสนใจที่สุดเพื่อลงพื้นที่จริง

นี่ทำให้การสำรวจพื้นที่ขนาดใหญ่มีประสิทธิภาพขึ้น และช่วยให้นักโบราณคดีเห็นความสัมพันธ์ระหว่างโบราณสถานหลายแห่งในภาพเดียวกัน

สิ่งที่ LiDAR เปลี่ยนไปอาจไม่ใช่แค่แผนที่

เมื่อเมืองโบราณปรากฏขึ้นบนหน้าจอ นักวิจัยไม่ได้เพียงได้รายชื่อสิ่งก่อสร้างเพิ่มขึ้น

พวกเขาอาจได้คำถามใหม่เกี่ยวกับคนที่เคยอาศัยอยู่ที่นั่น

เมืองใหญ่แค่ไหน?

ผู้คนเดินทางระหว่างชุมชนอย่างไร?

พวกเขาจัดการน้ำอย่างไร?

พื้นที่เกษตรอยู่ตรงไหน?

ชุมชนต่าง ๆ เชื่อมโยงกันอย่างไร?

และที่สำคัญที่สุดคือ มนุษย์ในอดีตสามารถสร้างสังคมขนาดใหญ่ในสภาพแวดล้อมที่เรามองว่ายากต่อการอยู่อาศัยได้อย่างไร

LiDAR จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือยิงเลเซอร์จากเครื่องบิน

มันเป็นเหมือนการเปลี่ยนมุมมองของเรา จากการมองป่าเป็นเพียงผืนป่าทึบ ๆ ผืนหนึ่ง ไปสู่การมองเห็นภูมิทัศน์ที่ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยผู้คน ถนน บ้าน เมือง และเรื่องราวของอารยธรรมที่ผ่านพ้นไปแล้ว

บางครั้งสิ่งที่มนุษย์คิดว่าสูญหายไปนานหลายร้อยหรือหลายพันปี อาจไม่ได้หายไปไหนเลย

มันอาจกำลังนอนอยู่ใต้ร่มไม้

และรอให้แสงเพียงไม่กี่ล้านพัลส์ช่วยเปิดทางให้เราได้เห็นมันอีกครั้ง

NASA , SMITHSONIAN MAGAZINE, National Geographic
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
thoughtloop's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 66 ครั้ง
เขียนโดย thoughtloop
เริ่มจาก Thoughtloop ...
พอได้สังเกตสิ่งรอบตัว แล้วกลั่นออกมาเป็นตัวอักษร
เล่าเรื่องธรรมดาในวันที่หลายคนอาจมองข้าม
ความคิดเล็ก ๆ ที่อาจตรงกับใจของใครสักคน
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
นิตยสารยี่ปั๊ว งวด 1 ต.ค. 69 ตามเส้นทาง 4-0-6 สู่ชุดเลข 2 ตัวเสาไฟหน้าร้านตัดผมมีที่มาอย่างไรแอดแมงปอ งวด 1 ต.ค. 69 ตามรอยเลข 2 ตัว ย้อนกลับไปหาชุด 3 ตัวน้ำท่วมไทยเจอสารพัดสัตว์ ที่นิวเจอร์ซีย์มีจิ้งจอกว่ายผ่านน้ำห้องทดลองตัวเลข “นางฟ้าโปรยทรัพย์” งวด 1 ต.ค. 69 ทดลองแยกเลขเด่นจาก 2 ชุดแม่จำเนียร 1 ต.ค. 69 รวม 10 เลขขายดี เช็คเลขชนกับสำนักอื่นอำเภอที่เจริญที่สุด มีเศรษฐกิจดีที่สุดในประเทศไทย1/10/69 รวมชุดเลขชน 3 สำนักใหญ่ คัดเฉพาะ 2 ตัวตรงที่ออกซ้ำเยอะที่สุด2 ประเทศในโลกที่ไม่มีเครื่องดื่ม coke วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการCacao กับ Cocoa ต่างกันจริงไหม? ก่อนจ่ายแพงเพราะคำว่า “ดิบ”บิล เกตส์เตือนความเสี่ยง AI ถูกใช้ก่อเหตุร้าย เรียกร้องรัฐกำกับดูแลบอล ซุปเปอร์บอล งวด 1 ต.ค. 69 เลขวิ่ง 0 แล้วเลข 6 มาจากไหน
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
Cacao กับ Cocoa ต่างกันจริงไหม? ก่อนจ่ายแพงเพราะคำว่า “ดิบ”น้ำท่วมไทยเจอสารพัดสัตว์ ที่นิวเจอร์ซีย์มีจิ้งจอกว่ายผ่านน้ำบิล เกตส์เตือนความเสี่ยง AI ถูกใช้ก่อเหตุร้าย เรียกร้องรัฐกำกับดูแลทำไมแอลกอฮอล์เช็ดผิวแล้วเย็นวาบ
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
ก่อนเลือกโรงเรียนให้ลูก ปี 2569 ต้องดูอะไรบ้าง? 10 เช็กลิสต์ค่าเทอม การเดินทาง หลักสูตร และสอบเข้าอำเภอที่มีชื่อสั้นที่สุดในประเทศไทยหนวดเล็กบนยางรถใหม่เกิดจากอะไร และดึงได้ไหมCacao กับ Cocoa ต่างกันจริงไหม? ก่อนจ่ายแพงเพราะคำว่า “ดิบ”
ตั้งกระทู้ใหม่