10 การละเล่นวัยเด็กยุค 90 ที่เด็กสมัยนี้อาจไม่เคยเล่น
ก่อนที่โทรศัพท์มือถือจะกลายเป็นของติดมือ ก่อน YouTube จะมีคลิปให้ดูไม่รู้จบ
และก่อนเกมออนไลน์จะทำให้เพื่อนอยู่คนละบ้านก็เล่นด้วยกันได้
แต่เด็กไทยยุค 90 มีสนามเด็กเล่นที่กว้างกว่านั้นมาก
บางวันสนามคือหน้าบ้าน บางวันเป็นลานดินข้างโรงเรียน หรือถนนในซอยที่รถยังไม่พลุกพล่านมากนัก
ของเล่นบางอย่างซื้อจากร้านค้า แต่หลายอย่างแทบไม่ต้องใช้เงินเลย
ขอแค่มีเพื่อน มีพื้นที่ และความคิดสร้างสรรค์นิดหน่อยก็เล่นได้ทั้งวัน
ลองย้อนกลับไปดู 10 การละเล่นที่คุ้นตาในวัยเด็กของคนยุคนั้นกัน
1. กระโดดยาง
หนังยางเส้นเล็ก ๆ หลายเส้นถูกนำมาต่อกันจนกลายเป็นเชือกยาว แล้วให้เด็กสองคนยืนขึงไว้ ส่วนคนเล่นต้องกระโดดข้ามตามจังหวะและกติกาที่กำหนด
เริ่มจากระดับข้อเท้า แล้วค่อยสูงขึ้นไปถึงเข่า เอว หรือสูงกว่านั้น ยิ่งสูงก็ยิ่งต้องใช้ทั้งความคล่องตัวและการกะจังหวะ
ใครกระโดดพลาดก็ต้องเปลี่ยนไปเป็นคนขึงยางแทน
2. กระโดดเชือก
เชือกธรรมดาเส้นหนึ่งสามารถกลายเป็นเกมสนุกได้หลายแบบ จะกระโดดคนเดียว กระโดดพร้อมกันหลายคน หรือให้เพื่อนสองคนหมุนเชือกก็ได้
เด็ก ๆ ยังมักคิดจังหวะ เพลง หรือคำคล้องจองประกอบการกระโดด ทำให้การเล่นไม่ได้มีแค่เรื่องความเร็ว
แต่ยังต้องจำจังหวะให้ทันด้วย
3. มอญซ่อนผ้า
เด็ก ๆ นั่งล้อมเป็นวง แล้วเลือกคนหนึ่งถือผ้าหรือสิ่งของที่ใช้แทนผ้า เดินวนรอบวงก่อนแอบวางไว้ด้านหลังใครสักคน
เมื่อเจ้าตัวรู้ตัวก็ต้องรีบลุกขึ้นวิ่งไล่
เกมนี้ดูเรียบง่าย แต่สร้างเสียงหัวเราะได้ดี เพราะช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดคือการลุ้นว่า “ผ้าจะถูกวางไว้หลังใคร?”
4. รีรีข้าวสาร
เด็กสองคนยืนจับมือกันยกแขนเป็นซุ้ม ส่วนคนอื่น ๆ ต่อแถวเดินลอดซุ้มไปพร้อมกับร้องเพลงการละเล่น
เมื่อเพลงจบ ซุ้มจะลดแขนลงเพื่อจับคนที่เดินผ่าน
เป็นการละเล่นที่ไม่ได้ต้องใช้ของเล่นแม้แต่ชิ้นเดียว แต่ทำให้เด็กหลายคนได้เล่นพร้อมกัน
และยังเป็นตัวอย่างของการละเล่นที่ใช้เพลงและจังหวะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเกม
5. ตี่จับ
เกมที่เหมาะกับพื้นที่กว้างและเพื่อนหลายคน แบ่งผู้เล่นออกเป็นสองฝ่าย แต่ละฝ่ายมีพื้นที่ของตัวเอง
ผู้เล่นต้องออกจากเขตไปแตะฝ่ายตรงข้าม พร้อมส่งเสียง “ตี่” ต่อเนื่อง
และต้องพยายามกลับเข้าพื้นที่ของตัวเองโดยไม่ถูกฝ่ายตรงข้ามจับ
ฟังดูเหมือนง่าย แต่พอเล่นจริงกลับทั้งวิ่ง ทั้งหลบ ทั้งวางแผน และต้องคอยช่วยเพื่อนในทีมไปพร้อมกัน
6. ซ่อนหา
เกมคลาสสิกที่แทบไม่ต้องมีอุปกรณ์ คนหนึ่งทำหน้าที่หา ส่วนคนอื่น ๆ วิ่งไปซ่อนในพื้นที่ที่ตกลงกันไว้
สิ่งที่สนุกคือเด็กแต่ละคนจะเริ่มค้นพบว่า ตรงไหนซ่อนแล้วรอด ตรงไหนแอบดีแต่ถูกเห็นง่าย
และตรงไหนคิดว่าปลอดภัยแต่จริง ๆ โดนจับได้ตั้งแต่แรก
บางครั้งบ้านทั้งหลัง สวน หน้าบ้าน หรือพื้นที่รอบโรงเรียนก็กลายเป็นแผนที่ขนาดย่อมของเกม
7. ลูกแก้ว
ลูกแก้วสีสวย ๆ ไม่ได้มีไว้ดูอย่างเดียว แต่ถูกนำมาเล่นเกมที่ต้องอาศัยความแม่นและการควบคุมแรง
รูปแบบการเล่นมีหลายแบบตามพื้นที่และกติกาของแต่ละกลุ่ม บางเกมใช้การดีดลูกแก้วให้ไปโดนเป้าหมาย บางเกมมีการกำหนดหลุมหรือพื้นที่สำหรับแข่งขัน
สิ่งที่ดูเหมือนลูกแก้วเล็ก ๆ จึงกลายเป็นของเล่นที่ทำให้เด็ก ๆ ต้องฝึกทั้งสายตาและความแม่นยำ
8. ลูกข่าง
ลูกข่างเป็นของเล่นที่ดูธรรมดา แต่การทำให้มันหมุนได้นานต้องอาศัยทักษะพอสมควร
เด็ก ๆ ต้องพันเชือกหรือสายให้ถูกวิธี จากนั้นเหวี่ยงลูกข่างลงพื้นแล้วดึงเชือกออกอย่างรวดเร็ว
บางกลุ่มเล่นแข่งกันว่าใครหมุนได้นานกว่า บางกลุ่มก็เพิ่มกติกาให้ลูกข่างชนหรืออยู่ในพื้นที่ที่กำหนด
ความสนุกอยู่ตรงช่วงเสี้ยววินาทีที่ต้องลุ้นว่า ลูกข่างจะตั้งตัวขึ้นมาอย่างสวยงาม หรือจะล้มแปะตั้งแต่ยังไม่ทันหมุน
9. เดินกะลา
กะลามะพร้าวที่เหลือจากการใช้งานสามารถกลายเป็นอุปกรณ์สำหรับการละเล่นได้ โดยนำมาทำเป็นฐานสำหรับยืน แล้วใช้เชือกช่วยควบคุมการก้าวเดิน
สิ่งที่ดูเหมือนง่ายกลับต้องใช้การทรงตัวและการประสานงานของร่างกายไม่น้อย
นี่เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของของเล่นพื้นบ้าน เพราะวัสดุธรรมดาที่หาได้ในท้องถิ่นสามารถถูกนำมาดัดแปลงให้กลายเป็นกิจกรรมสนุก ๆ ได้
10. ม้าก้านกล้วย
ก้านกล้วยหรือส่วนของต้นกล้วยสามารถนำมาประดิษฐ์เป็นของเล่นรูปม้าอย่างง่าย ๆ เด็กบางคนใช้จินตนาการต่อยอดให้กลายเป็นม้า รถ หรือพาหนะในจินตนาการ
จากของที่ผู้ใหญ่เห็นว่าเป็นเศษวัสดุธรรมดา เด็กกลับมองเห็นเป็นพาหนะที่พาออกไปผจญภัยได้ไกลกว่าหน้าบ้าน
และนี่อาจเป็นเสน่ห์ที่สุดอย่างหนึ่งของการเล่นในอดีต
จากของไม่กี่อย่าง สู่ความทรงจำทั้งวัย
การละเล่นเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันในทุกพื้นที่ และบางอย่างมีประวัติยาวนานกว่ายุค 90 มาก จึงไม่ควรเข้าใจว่าเป็นการละเล่นที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น เพียงแต่สำหรับเด็กไทยจำนวนมากในยุค 90 สิ่งเหล่านี้ยังพบเห็นและเล่นกันในโรงเรียน ชุมชน และละแวกบ้าน
สิ่งที่น่าสนใจคือหลายเกมแทบไม่มีต้นทุน บางเกมใช้เพียงร่างกาย บางเกมใช้ของเหลือใช้ และหลายเกมต้องมีเพื่อนจึงจะสนุก
เด็กจึงได้เรียนรู้การ รอคิว ยอมรับกติกา แพ้ชนะ ต่อรองกติกา ช่วยเพื่อน และแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยไม่ต้องมีใครมานั่งสอนเป็นบทเรียน
วันนี้เด็กจำนวนมากมีของเล่นและความบันเทิงให้เลือกมากกว่าเดิมอย่างมหาศาล แต่การละเล่นแบบเก่าอาจกำลังหายไปจากชีวิตประจำวัน เพราะพื้นที่เล่นเปลี่ยนไป วิถีชีวิตเปลี่ยนไป และเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวัยเด็กมากขึ้น
แต่ถ้าย้อนกลับไปถามเด็กยุค 90 ว่า ความสนุกในวันนั้นต้องใช้อะไรบ้าง
คำตอบอาจง่ายกว่าที่คิด
เพื่อนสักกลุ่ม พื้นที่สักหน่อย ของธรรมดาไม่กี่ชิ้น และเวลาอีกหนึ่งช่วงบ่าย
แค่นั้นก็เพียงพอที่จะทำให้พระอาทิตย์ตกเร็วกว่าปกติได้แล้ว
เขียนโดย thoughtloop
พอได้สังเกตสิ่งรอบตัว แล้วกลั่นออกมาเป็นตัวอักษร
เล่าเรื่องธรรมดาในวันที่หลายคนอาจมองข้าม
ความคิดเล็ก ๆ ที่อาจตรงกับใจของใครสักคน
อวัยวะบางส่วนที่ร่างกายยังมีอยู่ แม้แทบไม่ได้ใช้งานแล้ว
“6-7” คืออะไร? ผู้ใหญ่ได้ยินแล้วงง แต่เด็กพูดกันสนั่น!
“67” คืออะไร ทำไมเด็กยุคนี้ถึงชอบพูดกัน
10 อันดับโรงเรียนนานาชาติที่ค่าเทอมแพงที่สุดในไทย ปี 2569
สุริยุปราคาเต็มดวงเหนือยุโรป ผู้คนนับล้านรวมตัวชมปรากฏการณ์
จังหวัดของไทยที่คนรัสเซียชื่นชอบที่สุด และย้ายเข้ามาอาศัยอยู่มากที่สุด
9 สิ่งของในบ้านที่เราใช้ทุกวัน แต่เพิ่งรู้ว่ารายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้มีไว้ทำอะไร
รักแบบ “ใจนักเลง” ไม่ใช่การครอบครอง แต่คือการรู้ว่าเมื่อไรควรปล่อย
ประเทศอันดับ 1 ของโลก ที่ซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจากไทยมากที่สุด
ทำไมพระพุทธเจ้าจึงสอนให้รู้จักปล่อยวาง
"ผู้ใหญ่เต๊าะ" เดินทางมาเยี่ยมและให้กำลังใจ "แม่สุนารี" หลังออกจากห้อง ICU
"ปลาเส้น" ไม่ได้ทำจากเนื้อปลา 100% แล้วมันทำจากอะไร?
อวัยวะบางส่วนที่ร่างกายยังมีอยู่ แม้แทบไม่ได้ใช้งานแล้ว
9 สิ่งของในบ้านที่เราใช้ทุกวัน แต่เพิ่งรู้ว่ารายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้มีไว้ทำอะไร
ทำไมคนไทยจำนวนมากจึงเชื่อรีวิวจากผู้ใช้จริงมากกว่าคำโฆษณาจากดาราและแบรนด์




