คอสปี ร่วงแรง เมื่อ กองทุน เลเวอเรจ รายหุ้น และ หนี้ มาร์จิน เร่ง แรงขาย ใน ตลาด เกาหลีใต้
ตลาดขึ้นแรงไม่ได้น่ากลัวเท่าตอนที่ทุกคนถือของแบบมีคันเร่ง
ช่วงกลางปี 2569 ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เจอภาพที่สะเทือนนักลงทุนรายย่อยหนัก ดัชนีคอสปีซึ่งเคยพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงกลับแกว่งลงหลายครั้งในเวลาไม่นาน หุ้นขนาดใหญ่อย่างซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ และเอสเค ไฮนิกซ์กลายเป็นจุดศูนย์กลาง เพราะสองบริษัทนี้มีน้ำหนักสูงในตลาด แถมยังมีกองทุนแบบ เลเวอเรจรายหุ้น ที่ออกแบบให้ผลตอบแทนรายวันเคลื่อนไหวประมาณสองเท่าของหุ้นอ้างอิงเข้ามาเพิ่มความแรงอีกชั้น
คำว่าเลเวอเรจสองเท่า ต้องอ่านคำว่า “รายวัน” ให้ครบ
สมมติหุ้นอ้างอิงขึ้น 5% ในวันหนึ่ง กองทุนที่ตั้งเป้าสองเท่าก็พยายามให้ผลตอบแทนใกล้ 10% ก่อนหักต้นทุนต่างๆ ฟังตอนตลาดขึ้นก็ดูง่ายดี แต่ถ้าหุ้นลง 9% ผลขาดทุนเป้าหมายของกองทุนก็อาจเข้าใกล้ 18% ภายในวันเดียว
จุดที่ชอบเข้าใจผิดกันคือ มันไม่ได้หมายความว่าถือหนึ่งเดือนแล้วผลตอบแทนจะเท่ากับหุ้นคูณสองตรงๆ เพราะกองทุนต้องปรับสถานะใหม่ทุกวัน ผลของการทบต้นจึงทำให้เส้นทางราคาแต่ละวันมีผลมาก โดยเฉพาะตลาดที่ขึ้นลงแรงสลับกันหลายรอบ ต่อให้หุ้นอ้างอิงกลับมาใกล้ราคาเดิม มูลค่าของกองทุนเลเวอเรจก็อาจยังต่ำกว่าเดิมได้
ปัญหาของเกาหลีใต้จึงไม่ใช่แค่ “หุ้นตก” แต่เป็นการที่เครื่องมือหลายชนิดขยายแรงกระแทกพร้อมกัน
กองทุนเลเวอเรจรายหุ้นที่อ้างอิงซัมซุงและเอสเค ไฮนิกซ์เริ่มเข้ามาในตลาดช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2569 ช่วงเดียวกับที่หุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์กำลังได้รับความสนใจสูง นักลงทุนจำนวนมากจึงไม่ได้ซื้อเพียงหุ้นธรรมดา แต่ยังมีทั้งกองทุนเลเวอเรจ การซื้อด้วยวงเงินจากโบรกเกอร์ และการซื้อแบบที่ต้องนำเงินมาชำระภายหลัง
แล้วมาร์จินคอลเกิดตรงไหน
ลองนึกภาพว่ามีเงินตัวเอง 100 บาท แต่ซื้อสินทรัพย์มูลค่า 200 บาทโดยใช้เงินกู้ร่วมด้วย ถ้าราคาขึ้น 10% กำไรบนเงินตัวเองจะดูเยอะมาก แต่ถ้าราคาลง 10% ความเสียหายก็ไม่ได้หยุดแค่ 10% ของเงินต้น เพราะหนี้ยังอยู่เต็มจำนวน
เมื่อมูลค่าหลักประกันต่ำกว่าระดับที่กำหนด บริษัทหลักทรัพย์จะเรียกให้นำเงินหรือหลักทรัพย์มาเพิ่ม นี่คือ มาร์จินคอล ถ้าเติมไม่ทันหรือไม่มีเงินเติม โบรกเกอร์มีสิทธิขายสินทรัพย์ในบัญชีออกเพื่อควบคุมความเสี่ยง การขายแบบนี้ไม่ได้ถามว่าราคาเหมาะหรือยัง เจ้าของบัญชีอยากรออีกวันหรือเปล่า เพราะเป้าหมายคือเอาหนี้กลับมาก่อน
ข้อมูลที่รอยเตอร์สรายงานโดยอ้างตัวเลขจากโกลด์แมน แซคส์ ระบุว่า ณ วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 มีบัญชีนักลงทุนรายย่อยเกาหลีใต้ที่ใช้เลเวอเรจมากกว่า 1.2 ล้านบัญชี ถูกเรียกมาร์จิน และประมาณ 320,000 ถึง 360,000 บัญชี ถูกบังคับขายสถานะทั้งหมด ตัวเลขนี้ต้องตีความให้ถูกว่าเป็นบัญชีที่ใช้เลเวอเรจในตลาดโดยรวม ไม่ใช่การยืนยันว่าทุกบัญชีถือกองทุนเลเวอเรจรายหุ้นชนิดเดียวกัน
วงจรที่น่ากลัวคือแรงขายสร้างแรงขายต่อ
• ราคาหุ้นเริ่มลดลง
• กองทุนเลเวอเรจขาดทุนเร็วกว่าเงินลงทุนแบบปกติ
• บัญชีที่กู้เงินซื้อหุ้นมีหลักประกันลดลง
• เกิดมาร์จินคอลและการบังคับขาย
• หุ้นถูกเทขายเพิ่ม ทำให้ราคาลดลงอีก
• บัญชีชุดใหม่เข้าเงื่อนไขถูกบังคับขายตามมา
นี่คือเหตุผลว่าทำไมตลาดที่เต็มไปด้วยหนี้และเลเวอเรจสามารถเคลื่อนตัวแรงกว่าที่ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทเปลี่ยนจริงในวันนั้นได้ บางช่วงธุรกิจของบริษัทอาจไม่ได้แย่ลงทันที 15% หรือ 20% แต่โครงสร้างการถือครองบังคับให้คนต้องขายพร้อมกัน
ข้อมูลจากตลาดเกาหลีใต้ยังพบว่า หลังผลิตภัณฑ์เลเวอเรจรายหุ้นเริ่มซื้อขาย สัดส่วนการขายบังคับจากยอดค้างชำระเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด วันที่ 9 มิถุนายนเคยมียอดบังคับขายประมาณ 169.8 พันล้านวอน จากยอดค้างชำระราว 1.5954 ล้านล้านวอน ส่วนช่วง 1-13 กรกฎาคม มูลค่าการบังคับขายสะสมอยู่ที่ประมาณ 451.9 พันล้านวอน ภาพนี้ช่วยอธิบายว่าทำไมการร่วงของตลาดบางวันถึงเร็วแบบคนขายไม่ได้มีเวลานั่งคิดกันนาน
เลเวอเรจไม่ได้สร้างความเสี่ยงจากศูนย์ แต่มันขยายความเสี่ยงที่มีอยู่
หน่วยงานกำกับเกาหลีใต้จึงเริ่มเพิ่มข้อจำกัด เงินฝากขั้นต่ำสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อผลิตภัณฑ์เลเวอเรจรายหุ้นถูกปรับจาก 10 ล้านวอนเป็น 30 ล้านวอนและต้องเป็นเงินสด พร้อมแนวทางเพิ่มหน่วยซื้อขายขั้นต่ำจากเดิมที่ซื้อทีละหนึ่งหน่วย นอกจากนี้ยังมีมาตรการจำกัดการออกผลิตภัณฑ์ใหม่และพิจารณาจำกัดสัดส่วนเงินที่นักลงทุนแต่ละรายสามารถนำไปใส่ในสินค้ากลุ่มนี้
เรื่องนี้มีประโยชน์กับคนที่ไม่ได้ลงทุนเกาหลีด้วย เพราะหลักการเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะซื้อหุ้น กองทุน สัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือสินทรัพย์ใดก็ตาม สิ่งที่ต้องถามก่อนผลตอบแทนคือ ถ้าราคาวิ่งสวนทางแรงๆ จะถูกบังคับทำอะไรหรือไม่
ถ้าถือหุ้นด้วยเงินสดทั้งหมด ราคาลงก็ยังเลือกได้ว่าจะขายหรือรอ แต่เมื่อมีเงินกู้และข้อกำหนดหลักประกันเข้ามา สิทธิในการเลือกเวลาอาจหายไปทันที และนั่นคือความแตกต่างใหญ่ระหว่างการขาดทุนบนหน้าจอกับการถูกปิดสถานะจริงๆ
https://www.reuters.com/world/asia-pacific/south-korea-may-cap-leveraged-etf-investments-retail-investors-media-reports-say-2026-07-28/
https://www.reuters.com/world/asia-pacific/south-korea-vows-soothe-stock-market-volatility-etf-boom-slows-2026-08-04/
https://www.fsc.go.kr/comm/getFile?fileNo=5&fileTy=ATTACH&srvcId=BBSTY1&upperNo=87353
https://v.daum.net/v/20260714170706434
ถ้า เนเน่ รอยัล คว้าแชมป์ AGT จะได้เงินเท่าไร? เปิดเบื้องหลังรางวัล 1 ล้านดอลลาร์
ฮ่องเต้จีนทำไมต้องมี สายลูกปัดบังหน้า เหตุผลแท้จริงไม่ใช่แค่ความสวยงาม
5 คณะที่เรียนจบมาแล้ว มีอาชีพรองรับมากกว่าที่คิด
“มะแพหว่า” ถอดรหัสตำนานผีสาวชุดเหลืองแบกโลง สู่โศกนาฏกรรมและนัตผู้พิทักษ์แห่งเมียนมา
“Mongee Banana” กล้วยพรีเมียมแดนปลาดิบที่กินได้ทั้งเปลือก นวัตกรรมเกษตรสุดล้ำแห่งโอคายาม่า
วิจัยประเมินซูเปอร์เอลนีโญ อาจเพิ่มผู้เสียชีวิตจากความร้อน 451,000 ราย
โรงเรียนที่มีนักเรียนมากที่สุดในไทย
อำเภอที่มีชื่ออำเภอสั้นที่สุด 3 อำเภอเท่านั้นในประเทศไทย
เปิดรายได้หมอเฉพาะทาง แต่ละสาขาได้เงินเดือนเท่าไร? บางสาขารายได้แตะหลักแสน
5 เมนูอาหารไทยโบราณที่หาทานยาก ชื่อคุ้นหู แต่คนรุ่นใหม่อาจไม่เคยชิม
ส่องแนวทางเลขเด็ด AI งวด 1 ต.ค. 69: เมื่อโมเดลคอมพิวเตอร์ลองผันตัวมาเป็นเซียนหวย!
ฝนหนัก 23–27 ก.ย. 69 จังหวัดไหนต้องระวัง ? เช็กพื้นที่เสี่ยงทั่วไทย
ถ้า เนเน่ รอยัล คว้าแชมป์ AGT จะได้เงินเท่าไร? เปิดเบื้องหลังรางวัล 1 ล้านดอลลาร์
วิจัยประเมินซูเปอร์เอลนีโญ อาจเพิ่มผู้เสียชีวิตจากความร้อน 451,000 ราย
“มะแพหว่า” ถอดรหัสตำนานผีสาวชุดเหลืองแบกโลง สู่โศกนาฏกรรมและนัตผู้พิทักษ์แห่งเมียนมา
“Mongee Banana” กล้วยพรีเมียมแดนปลาดิบที่กินได้ทั้งเปลือก นวัตกรรมเกษตรสุดล้ำแห่งโอคายาม่า
วิทยาลัยที่รับเฉพาะผู้หญิง? เปิดข้อเท็จจริงมหาปชาบดีเถรีวิทยาลัย พร้อมหลักฐานจากแหล่งทางการ
ฝนหนัก 23–27 ก.ย. 69 จังหวัดไหนต้องระวัง ? เช็กพื้นที่เสี่ยงทั่วไทย



