หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

จากโทรศัพท์ก้อนอิฐ สู่สมาร์ตโฟน เครื่องเล็กที่เปลี่ยนทั้งการคุย การทำงาน การซื้อของ และการใช้ชีวิต

เขียนโดย nantana

มือถือไม่ได้เริ่มจากจอสัมผัส แต่มาจากปัญหาว่า จะพาเสียงโทรศัพท์ออกจากสายได้ยังไง



ก่อนคำว่า “มือถือ” จะกลายเป็นกล้อง กระเป๋าสตางค์ แผนที่ เครื่องเล่นเกม และที่ทำงานขนาดพกพา โทรศัพท์เคลื่อนที่เคยเป็นอุปกรณ์ใหญ่ หนัก และมักติดอยู่กับรถ เพราะวงจร วิทยุ แหล่งจ่ายไฟ และเสาอากาศกินพื้นที่มาก แถมระบบวิทยุโทรศัพท์แบบเก่ายังรองรับคนพร้อมกันได้น้อย ช่องความถี่มีจำกัด พอผู้ใช้เยอะก็ต้องรอคิวกันจริงๆ

คำว่า “เซลลูลาร์” สำคัญกว่าตัวเครื่องเสียอีก

หัวใจของโทรศัพท์มือถือคือการแบ่งพื้นที่ออกเป็นเขตย่อยที่เรียกว่า “เซลล์” แต่ละเซลล์มีสถานีฐานคอยรับส่งสัญญาณ พอเครื่องเคลื่อนจากพื้นที่หนึ่งไปอีกพื้นที่ เครือข่ายต้องส่งต่อสายไปยังสถานีฐานถัดไปโดยไม่ทำให้สายหลุด กระบวนการนี้เรียกว่าแฮนด์ออฟ จุดเจ๋งคือความถี่ชุดเดิมสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำในเซลล์ที่อยู่ห่างกันได้ ทำให้คนจำนวนมากแชร์ทรัพยากรคลื่นวิทยุที่มีจำกัดได้มีประสิทธิภาพกว่าโทรศัพท์วิทยุแบบเดิมมาก

วันที่ 3 เมษายน 1973 มาร์ติน คูเปอร์ แห่งโมโตโรลา สาธิตการโทรด้วยต้นแบบโทรศัพท์เซลลูลาร์แบบถือด้วยมือในนครนิวยอร์ก นี่คือหมุดหมายที่ทำให้แนวคิด “โทรศัพท์ประจำตัว” เริ่มจับต้องได้จริง หลังจากนั้นยังต้องใช้เวลาราวสิบปีทั้งด้านวิศวกรรม เครือข่าย และการอนุมัติคลื่นความถี่ กว่าไดนาแทค 8000X จะได้รับการรับรองในสหรัฐฯ เมื่อปี 1983 ในฐานะโทรศัพท์เซลลูลาร์พกพาเชิงพาณิชย์รุ่นบุกเบิก

ตัวเครื่องยุคแรกไม่ได้แพ้เพราะคนออกแบบไม่เก่ง แต่แพ้ข้อจำกัดของฟิสิกส์และชิ้นส่วนในเวลานั้น วงจรยังใหญ่ แบตเตอรี่เก็บพลังงานได้น้อยเมื่อเทียบกับน้ำหนัก และการส่งวิทยุต้องใช้พลังงานสูง จึงไม่แปลกที่มือถือยุคแรกจะดูเหมือนก้อนอิฐพร้อมเสาอากาศยาว สิ่งที่ค่อยๆ เปลี่ยนเกมคือทรานซิสเตอร์และวงจรรวมที่เล็กลง ชิปประมวลผลที่กินไฟน้อยลง แบตเตอรี่ที่ดีขึ้น เสาอากาศที่ออกแบบเก่งขึ้น และเครือข่ายที่หนาแน่นขึ้น พอทุกอย่างหดเล็กพร้อมกัน โทรศัพท์ถึงเริ่มเข้ากระเป๋ากางเกงได้จริง

1G ถึง 5G ไม่ใช่แค่เลขโฆษณาหน้ากล่อง

เครือข่ายเชิงพาณิชย์ยุคแรกเปิดในญี่ปุ่นปี 1979 และประเทศนอร์ดิกปี 1981 ระบบเหล่านี้เป็นแอนะล็อกหรือที่มักเรียกรวมว่า 1G เน้นการโทรเสียงเป็นหลัก ต่อมา 2G เปลี่ยนเสียงเป็นดิจิทัล ทำให้ใช้คลื่นมีประสิทธิภาพขึ้น รองรับบริการข้อความและความสามารถด้านข้อมูลมากขึ้น บริการมือถือดิจิทัลยุค 2G เริ่มในฟินแลนด์ปี 1991 ส่วน 3G ที่เปิดเชิงพาณิชย์ในญี่ปุ่นปี 2001 ดันมือถือเข้าสู่ยุคอินเทอร์เน็ตอย่างจริงจัง จากนั้น 4G ทำให้การดูวิดีโอ เรียกรถ วิดีโอคอล และบริการแอปจำนวนมากใช้งานได้ลื่นขึ้น ส่วน 5G เพิ่มทั้งความจุเครือข่าย ความเร็ว และลดเวลาหน่วงในหลายกรณี

ตรงนี้มีเรื่องที่หลายคนสับสน เลข G คือ “รุ่นของระบบเครือข่าย” ไม่ใช่รุ่นความเก่งของโทรศัพท์โดยตรง เครื่องหนึ่งอาจมีกล้องเทพ ชิปแรง จอสวย แต่ถ้าเครือข่ายไม่รองรับ ความสามารถด้านการเชื่อมต่อก็ไปได้ไม่สุดเหมือนเดิม โทรศัพท์มือถือจึงเป็นผลลัพธ์ของสามโลกที่ต้องโตพร้อมกันคือ ตัวเครื่อง เครือข่าย และซอฟต์แวร์

ก่อนสมาร์ตโฟนจะเหมือนทุกวันนี้ มันเคยลองผิดลองถูกหนักมาก

ช่วงต้นทศวรรษ 1990 ไอบีเอ็ม ไซมอน รวมโทรศัพท์ ออร์แกไนเซอร์ แฟกซ์ เพจเจอร์ และจอสัมผัสไว้ในเครื่องเดียว จนมักถูกยกให้เป็นสมาร์ตโฟนยุคบุกเบิก แต่ตลาดตอนนั้นยังไม่พร้อมเต็มที่ ทั้งเครือข่ายช้า แบตเตอรี่จำกัด ราคาสูง และระบบแอปยังไม่แข็งแรง ต่อมาโทรศัพท์ที่มีคีย์บอร์ดจริง อีเมล และเว็บเริ่มได้รับความนิยมในกลุ่มธุรกิจ ก่อนแนวคิดสมาร์ตโฟนจะเปลี่ยนทิศครั้งใหญ่อีกทีในปี 2007

ไอโฟนรุ่นแรกถูกเปิดตัวในปี 2007 โดยรวมโทรศัพท์ เครื่องเล่นเพลง และอุปกรณ์อินเทอร์เน็ตเข้าด้วยกัน จุดเปลี่ยนไม่ได้อยู่แค่การเอาปุ่มออก แต่คือการใช้จอมัลติทัชขนาดใหญ่เป็นพื้นที่หลักสำหรับซอฟต์แวร์ อินเทอร์เฟซจึงเปลี่ยนไปตามงานได้ โทรศัพท์ไม่จำเป็นต้องมีปุ่มเฉพาะสำหรับทุกฟังก์ชันอีกต่อไป หลังจากนั้นระบบปฏิบัติการสมาร์ตโฟนและร้านแอปทำให้คนภายนอกผู้ผลิตเครื่องสามารถสร้างบริการใหม่ได้เป็นจำนวนมาก มือถือจึงเปลี่ยนจาก “สินค้าที่มีฟังก์ชันตายตัว” เป็น “แพลตฟอร์มที่เพิ่มความสามารถได้เรื่อยๆ”

กล้อง ทำให้มือถือแทนกล้องคอมแพ็กต์สำหรับคนจำนวนมาก

จีพีเอสและแผนที่ เปลี่ยนวิธีเดินทาง ส่งของ และเรียกรถ

ชำระเงินและธนาคาร ทำให้ธุรกรรมย้ายจากเคาน์เตอร์มาอยู่ในมือ

อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ทำให้วิดีโอสด ประชุมออนไลน์ และงานคลาวด์เป็นเรื่องปกติ

เซนเซอร์ อย่างไจโรสโคป มาตรวัดความเร่ง และเซนเซอร์แสง ทำให้เครื่องรับรู้การเคลื่อนไหวและบริบทได้ดีขึ้น


ที่น่าสนใจคือ ต่อให้สมาร์ตโฟนบางเครื่องบางกว่าหนึ่งเซนติเมตร สิ่งที่ทำให้มันใช้งานได้จริงกลับไม่ได้อยู่ในเครื่องทั้งหมด เสาสัญญาณ ศูนย์ข้อมูล สายใยแก้วนำแสง ดาวเทียมนำทาง ระบบคลาวด์ ร้านแอป และมาตรฐานสื่อสารต่างหากที่ช่วยกันทำให้แท่งกระจกเล็กๆ ชิ้นเดียวดูเหมือนทำได้ทุกอย่าง

โทรศัพท์จึงไม่ได้ค่อยๆ “ฉลาดขึ้น” แค่ตัวมันเอง แต่ทั้งโลกด้านหลังมันถูกสร้างให้ฉลาดขึ้นพร้อมกัน

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
nantana's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 8 ครั้ง
เขียนโดย nantana
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
สถิติหวยออก ย้อนหลัง 10 ปี เลขท้าย 2 ตัว งวด 16 สิงหาคมเสียงแรกของโลกที่มนุษย์บันทึกไว้คืออะไร? ย้อนฟังเสียงจากปี 1860จังหวัดที่มีคนญี่ปุ่นอาศัยอยู่มากที่สุดในประเทศไทยป่าหิมพานต์อยู่ที่ไหน? คำตอบไม่ได้อยู่บนแผนที่ แต่ซ่อนอยู่ในจักรวาลคติของคนโบราณส่องเลข 'วิ่งตาม' เลขท้ายงวดก่อน ก่อน 16 ส.ค. 69 — หาความสัมพันธ์ผสมการคำนวณและสัญญาณเลขท้าย 2 ตัวที่ออกเพียงครั้งเดียวในรอบ 20 ปี10 โรงเรียนที่ขึ้นชื่อว่าสอบเข้ายากที่สุดสีเสื้อประจำวันมาจากไหน? ทำไมวันจันทร์ต้องสีเหลือง วันอังคารต้องสีชมพูเจ้าของบ้านซื้อบ้านในควีนส์ นิวยอร์กเมื่อสามปีก่อน แต่หลังจากย้ายเข้ามาอยู่แล้วจึงพบว่าที่อยู่ของเขานั้นเหมือนกับ "บ้านของสไปเดอร์แมน" จากหนังสือการ์ตูน“นายใน” คือใคร? เปิดเรื่องราวมหาดเล็กฝ่ายในชายในสมัยรัชกาลที่ 6รูเล็กๆ ที่หน้ากล้องวงจรปิด เคยสังเกตกันไหมมีไว้ทำไมทำไมคนไทยไม่นิยมเอาคำบางคำมาตั้งชื่อลูก? เบื้องหลังชื่อที่ “ฟังแล้วไม่อยากใช้”
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
ประเทศที่กู้เงินจากไทยมากที่สุด 5 อันดับแรกของโลก
กระทู้อื่นๆในบอร์ด มือถือ Gadget เทคโนโลยี
สามเรื่องจากด้านมืดของอินเทอร์เน็ต เมื่อความไว้ใจ ข้อมูลส่วนตัว และความอยากรู้อยากเห็นพาความเสี่ยงมาถึงชีวิตจริงทำไมสตาร์ตอัปอเมริกันเกือบ 200 บริษัท ถึงค้านการปิดกั้น AI จากจีนทำไม HBM ถึงกลายเป็นหน่วยความจำตัวสำคัญ ที่ช่วยให้ชิป AI ทำงานได้เต็มกำลังวันที่เอไอสหรัฐเจาะระบบจริง และทีมป้องกันกลับต้องใช้โมเดลจีนช่วยวิเคราะห์
ตั้งกระทู้ใหม่