เสียงโห่เอไอกลางงานรับปริญญาอเมริกา เมื่อคนรุ่นใหม่กังวลว่างานแรกและอนาคตอาชีพกำลังเปลี่ยนเร็ว
เสียงโห่ไม่ได้แปลว่าเกลียดเทคโนโลยี
ภาพที่น่าสนใจในฤดูรับปริญญาของสหรัฐฯ ปี 2026 คือ พอวิทยากรบนเวทีเริ่มพูดถึงเอไอในฐานะอนาคตที่ทุกคนต้องยอมรับ เสียงโห่กลับดังขึ้นจากบัณฑิตหลายมหาวิทยาลัย เหตุการณ์ไม่ได้เกิดที่เดียว ที่มหาวิทยาลัยแอริโซนา อดีตผู้บริหารกูเกิลอย่าง เอริก ชมิดต์ พูดต่อหน้าบัณฑิตราว 10,000 คนว่าเอไอจะเข้าไปแตะทุกอาชีพและทุกวงการ ก่อนเจอเสียงไม่พอใจจากผู้ฟัง ขณะที่มหาวิทยาลัยเซ็นทรัลฟลอริดาและมหาวิทยาลัยมิดเดิลเทนเนสซีสเตต ก็มีปฏิกิริยาคล้ายกันเมื่อวิทยากรพูดถึงเอไอในแง่บวก
ประเด็นสำคัญคือ คนที่โห่จำนวนมากก็ใช้เอไออยู่แล้ว มันจึงไม่ใช่สงครามระหว่างคนรักเทคโนโลยีกับคนเกลียดเทคโนโลยี แต่เป็นความรู้สึกว่าเครื่องมือที่ถูกบอกให้ใช้กำลังเปลี่ยนกติกาชีวิตเร็วเกินไป โดยเฉพาะตอนที่เพิ่งเรียนจบและกำลังหางานแรก
ยิ่งใช้ ยิ่งกังวลได้เหมือนกัน
ผลสำรวจของกัลลัพในปี 2026 จากคนเจเนอเรชันซีอายุ 14-29 ปี จำนวน 1,572 คน พบว่า 51% ใช้เอไอแบบสร้างเนื้อหาอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง แต่ความรู้สึกด้านบวกกลับลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ผู้ที่รู้สึกตื่นเต้นกับเอไอเหลือ 22% ความหวังอยู่ที่ 18% ขณะที่ความโกรธเพิ่มเป็น 31% และความกังวลอยู่ที่ 42% ที่น่าคิดคือ 80% มองว่าการใช้เอไอมีโอกาสทำให้การเรียนรู้ในอนาคตยากขึ้น เพราะสมองอาจชินกับการโยนงานคิดบางส่วนให้เครื่องมือทำแทน
อีกด้านหนึ่ง ผลสำรวจนักศึกษาสหรัฐฯ ที่ถูกอ้างถึงในช่วงรับปริญญาพบว่าราว 70% มองเอไอเป็นภัยต่อโอกาสด้านงาน ความกลัวนี้ไม่ได้ลอยอยู่กลางอากาศ ตลาดงานสำหรับบัณฑิตอายุน้อยในสหรัฐฯ อ่อนแรงลง และอัตราว่างงานของผู้จบมหาวิทยาลัยช่วงอายุ 22-27 ปีขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบประมาณ 12 ปี จึงไม่แปลกที่ประโยคแนวว่า ต้องปรับตัวแล้วใช้เอไอให้เป็น จะฟังเหมือนคำสั่งจากคนที่ไม่ได้ยืนอยู่ตรงจุดเดียวกับคนกำลังส่งใบสมัครงาน
• ในมหาวิทยาลัย บางวิชาห้ามหรือจำกัดการใช้เอไอ เพราะกังวลเรื่องการลอกงานและทักษะคิด
• พอสมัครงาน กลับเจอประกาศที่ต้องการคนใช้เอไอเป็น ทำงานร่วมกับเอไอได้ หรือเพิ่มประสิทธิภาพด้วยเอไอ
• ผลที่เกิด บัณฑิตจำนวนหนึ่งรู้สึกว่าถูกบังคับให้วิ่งตามกติกาที่เปลี่ยนระหว่างทาง
นี่คือความขัดแย้งที่ทำให้เสียงโห่มีความหมาย
แล้วทำไมในไทยยังไม่เห็นภาพแบบนั้นชัดๆ
คำตอบง่ายที่สุดคือ ยังไม่มีหลักฐานว่าคนรุ่นใหม่ไทยสบายใจกับเอไอทั้งหมด งานวิจัยที่สำรวจนักศึกษามหาวิทยาลัยไทย 657 คนจากหลายสถาบัน ซึ่งเผยแพร่ในปี 2026 พบว่านักศึกษาใช้เอไอกันค่อนข้างกว้างขวาง และในขณะเดียวกันก็รับรู้ความเสี่ยงเรื่องการพึ่งพาเครื่องมือมากเกินไป การเรียนแบบตื้นลง และทักษะคิดที่อาจลดลง นักศึกษากับผู้สอนยังสะท้อนตรงกันว่าต้องการแนวทางที่ชัดกว่านี้ว่าอะไรควรใช้ อะไรไม่ควรใช้ และควรตรวจคำตอบจากเอไออย่างไร
ต่างกันตรงพื้นที่ที่ความไม่พอใจถูกแสดงออก งานรับปริญญาแบบอเมริกันมักมีสุนทรพจน์จากบุคคลภายนอกและเปิดพื้นที่ให้ผู้ฟังตอบสนองสดๆ มากกว่า ขณะที่พิธีรับปริญญาในไทยจำนวนมากมีรูปแบบพิธีการสูง ประเด็นถกเถียงเรื่องเทคโนโลยีจึงมักไปเกิดในห้องเรียน ที่ทำงาน หรือบนโซเชียลมากกว่าหน้าเวทีรับปริญญา การไม่เห็นเสียงโห่ไม่ได้เท่ากับไม่มีความกังวล
อีกจุดคือ ภาคองค์กรไทยยังอยู่ในช่วงเร่งรับเอไอเข้าไปใช้ ข้อมูลของ ETDA และ สวทช. จากการสำรวจองค์กรปี 2567 พบว่า 17.8% เริ่มใช้เอไอแล้ว และอีก 73.3% มีแผนนำมาใช้ในอนาคต ภาพที่คนทำงานได้รับจึงมักเป็นคำว่าเพิ่มประสิทธิภาพ ลดงานซ้ำ และช่วยตัดสินใจ มากกว่าคำว่าแทนที่คนทันที
แต่คำว่าได้รับผลกระทบไม่ควรถูกตีความว่าเท่ากับตกงานทั้งหมด องค์การแรงงานระหว่างประเทศประเมินในปี 2025 ว่าประมาณ 22.9% ของการจ้างงานในอาเซียนอยู่ในอาชีพที่มีการเปิดรับผลกระทบจากเอไอแบบสร้างเนื้อหา งานจำนวนมากมีแนวโน้มถูกเปลี่ยนวิธีทำหรือมีเอไอเข้ามาช่วย มากกว่าจะหายไปทั้งตำแหน่ง และระดับการเปิดรับผลกระทบของไทยยังต่ำกว่าบางประเทศในภูมิภาค
จุดที่ควรกังวลจริงๆ จึงไม่ใช่ว่าเอไอจะมาเมื่อไร เพราะมันมาแล้ว แต่คือคนเพิ่งจบจะมีโอกาสสร้างประสบการณ์อย่างไร ถ้างานระดับเริ่มต้นถูกลดจำนวนลงหรือถูกทำให้เร็วขึ้นด้วยระบบอัตโนมัติ
เมื่อก่อนงานระดับเริ่มต้นจำนวนมากมีไว้ให้คนใหม่เรียนรู้จากงานซ้ำ งานตรวจเอกสาร งานสรุปข้อมูล งานเขียนร่างแรก และงานประสานพื้นฐาน ซึ่งตรงกับงานที่เอไอทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ถ้าบริษัทตัดขั้นเหล่านี้ทิ้งมากเกินไป ปัญหาอาจไม่ใช่แค่คนหางานยาก แต่คืออีกห้าปีข้างหน้าจะมีคนระดับกลางที่ผ่านการฝึกจากของจริงน้อยลงด้วย
เพราะงั้นเสียงโห่ในงานรับปริญญาจึงฟังเหมือนคำถามมากกว่าคำปฏิเสธเทคโนโลยี ถ้าเอไอเป็นเครื่องมือที่ทุกคนหลีกไม่ได้ ใครจะเป็นคนกำหนดขอบเขตการใช้ ใครรับผิดชอบตอนมันทำพลาด และคนเริ่มต้นอาชีพจะได้พื้นที่ฝึกฝนจากตรงไหน เรื่องพวกนี้ต่างหากที่ต้องถูกตอบให้ทันก่อนคำว่าใช้เอไอให้เป็นจะกลายเป็นเพียงเงื่อนไขใหม่ในประกาศรับสมัครงาน
https://news.gallup.com/poll/708224/gen-adoption-steady-skepticism-climbs.aspx
https://link.springer.com/article/10.1007/s44217-026-01549-z
https://www.etda.or.th/th/pr-news/AI_SurveyxETDA.aspx
https://www.ilo.org/resource/news/ai-may-affect-nearly-80-million-workers-asean-region-large-scale-job
นักวิทยาศาสตร์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สร้างไวรัสใหม่ 16 ชนิด "ที่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคดื้อยาได้" แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนถึงความเสี่ยงที่สำคัญ
10 ต้นไม้สวยแต่มีพิษ หลายบ้านปลูกโดยไม่รู้
เกมที่แพงที่สุดในโลกอาจไม่ใช่ GTA 6? เปิดตัวเลขมหาศาลของวงการเกม
จังหวัดที่มีคนญี่ปุ่นอาศัยอยู่มากที่สุดในประเทศไทย
5 สำนัก เลขตรงกัน “5” ตัวเดียว งวด 16 ส.ค. 69
เจ้าแม่ตะเคียนมาแล้ว! งวด 16 ส.ค. 69 เปิดเลขเด่น 1 รอง 0 ส่องชุด 2-3 ตัวให้ครบ
งานหนังสือครั้งแรกของโลกจัดขึ้นที่ไหน? ย้อนกลับไปถึงแฟรงก์เฟิร์ตเมื่อกว่า 500 ปีก่อน
โรงเรียนแห่งแรกของโลกอยู่ที่ไหน? ย้อนกลับไป 4,500 ปีก่อนในดินแดนเมโสโปเตเมีย
เลขท้าย 2 ตัวที่ออกเพียงครั้งเดียวในรอบ 20 ปี
เปิดปฏิทินคำชะโนด งวด 16 ส.ค. 69 ส่องเลขเด่น 05-25-87
เลขท้าย 2 ตัวที่ออกบ่อยที่สุด
แฟนบอลกว่า 2,000 คนแห่กันไปที่มาเดรา ประเทศโปรตุเกส ด้วยความเข้าใจผิดว่า คริสเตียโน โรนัลโด และ จอร์จินา โรดริเกซ จะเข้าพิธีแต่งงานกันที่มหาวิหารฟุงชาล
งานหนังสือครั้งแรกของโลกจัดขึ้นที่ไหน? ย้อนกลับไปถึงแฟรงก์เฟิร์ตเมื่อกว่า 500 ปีก่อน
นักวิทยาศาสตร์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สร้างไวรัสใหม่ 16 ชนิด "ที่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคดื้อยาได้" แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนถึงความเสี่ยงที่สำคัญ
10 เรื่องที่สมองของเราทำทุกวัน โดยที่เราไม่เคยรู้ตัว
อิหร่านเคยมีพุทธศาสนาแค่ไหน และปริศนาถิ่นกำเนิดของพระโพธิธรรม
เที่ยวลาวให้ถูก นครหลวงเวียงจันทน์กับแขวงเวียงจันทร์ต่างกันยังไงทำไมมีชื่อเหมือนกัน
AI รู้จักคนไทยแค่ไหน เมื่อข้อมูลพฤติกรรมกลายเป็นอำนาจเหนือการตัดสินใจ
AI รู้จักคนไทยแค่ไหน เมื่อข้อมูลพฤติกรรมกลายเป็นอำนาจเหนือการตัดสินใจ
AI กำลังเปลี่ยนฐานเศรษฐกิจไทย งาน รายได้ และธุรกิจต้องปรับตรงไหน
เอไอจีนยังเป็นแค่ของเลียนแบบไหม เมื่อคิมิ เคสาม เปลี่ยนโจทย์การแข่งขันโลก
โนเกียจากมือถือในความทรงจำ สู่ธุรกิจเครือข่ายปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังโตแรงในยุคดาต้าเซ็นเตอร์