ทำไมเด็กถึงควบคุมอารมณ์ได้ยากกว่าผู้ใหญ่

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมเด็กบางคนแค่ไม่ได้ของที่อยากได้ ก็ร้องไห้ทันที
โดนขัดใจก็โกรธ แพ้เกมก็หงุดหงิด
ทะเลาะกับเพื่อนก็เหมือนโลกทั้งใบพังลงตรงนั้น
ผู้ใหญ่อาจมองแล้วคิดว่า
“เรื่องแค่นี้เอง ทำไมต้องโกรธขนาดนั้น?”
แต่ถ้าลองย้อนกลับไปมองในมุมของเด็ก
เรื่องนี้มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์อยู่เหมือนกัน
นั่นเป็นเพราะความสามารถในการจัดการอารมณ์ไม่ได้มาพร้อม ๆ กับมนุษย์
มนุษย์จึงต้องค่อย ๆ เรียนรู้มัน
เหมือนการหัดขี่จักรยานที่ต้องใช้เวลาฝึกจนทรงตัวได้ การควบคุมความโกรธ ความผิดหวัง ความกลัว
หรือความเสียใจก็ต้องอาศัยการฝึกเช่นกัน
และสมองของเด็กก็ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา
เวลามีอะไรไม่เป็นอย่างใจ ร่างกายและสมองจะตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
หัวใจอาจเต้นเร็วขึ้น กล้ามเนื้อเกร็ง เสียงดังขึ้น อยากร้องไห้ อยากเถียง
หรือบางคนอาจอยากผลัก อยากตี หรืออยากทำอะไรบางอย่างออกไปทันที
ตรงนี้เป็นเรื่องของระบบตอบสนองต่อความเครียดและอารมณ์ที่ทำงานอย่างรวดเร็ว
ปัญหาก็คือ ในเด็ก ความสามารถที่จะหยุดตัวเองแล้วคิดว่า
“เดี๋ยวก่อน เรากำลังโกรธ แล้วควรทำอย่างไรดี?”
ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา ดังนั้นบางครั้งอารมณ์จึงวิ่งไปถึงเส้นชัยก่อนเหตุผลจะตามมาทัน
เพราะสมองของมนุษย์ไม่ได้พัฒนาเสร็จพร้อมกันทุกส่วน
บริเวณด้านหน้าของสมอง หรือที่เรียกว่า prefrontal cortex
มีบทบาทสำคัญกับหลายเรื่อง เช่น การวางแผน การตัดสินใจ การยับยั้งพฤติกรรม และการควบคุมตัวเอง
บริเวณนี้ยังพัฒนาต่อเนื่องในช่วงวัยรุ่นและเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ตอนต้น
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กไม่มีเหตุผล หรือวัยรุ่นคิดอะไรไม่เป็น
เพียงแต่หมายความว่า ระบบที่ช่วยหยุด คิด และประเมินผลลัพธ์ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา
ลองนึกภาพง่าย ๆ
อารมณ์เหมือนรถที่กำลังวิ่ง
ส่วนการควบคุมตัวเองเหมือนเบรก
เด็กไม่ได้ไม่มีเบรก
แต่ทักษะในการใช้เบรกยังต้องฝึกอีกมาก
ผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์มากกว่าอาจเจอสถานการณ์แบบเดียวกันแล้วคิดว่า
“เคยเจอมาแล้ว เดี๋ยวก็ผ่านไป”
แต่เด็กอาจยังไม่มีประสบการณ์มากพอที่จะรู้ว่า ความรู้สึกที่กำลังเกิดขึ้นจะค่อย ๆ เบาลงในภายหลัง
อีกเรื่องที่สำคัญคือ เด็กอาจรู้สึกบางอย่างได้ แต่ยังอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นไม่เก่ง
ผู้ใหญ่อาจพูดว่า
“กำลังผิดหวัง”
“กำลังรู้สึกเสียหน้า”
“กำลังเครียด”
“กำลังรู้สึกว่าตัวเองถูกปฏิเสธ”
แต่เด็กอาจรู้แค่ว่า
“หงุดหงิด”
หรือบางครั้งก็แสดงออกด้วยการร้องไห้ ตะโกน หรือปาของ
เพราะยังไม่รู้ว่าจะเอาความรู้สึกนั้นไปไว้ตรงไหน
ยิ่งถ้าเด็กยังมีคำศัพท์เกี่ยวกับอารมณ์ไม่มาก การบอกว่าเกิดอะไรขึ้นในใจก็ยิ่งยาก
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมการสอนเด็กให้รู้จักคำว่า “โกรธ” “เสียใจ” “ผิดหวัง” “กลัว” หรือ “น้อยใจ” จึงมีความสำคัญ
เพราะการรู้ว่าอารมณ์ที่เกิดขึ้นชื่อว่าอะไร เป็นขั้นหนึ่งของการเรียนรู้ที่จะจัดการกับมัน
แล้วทำไมเด็กคนหนึ่งถึงเลือกระเบิดอารมณ์ แต่เด็กอีกคนกลับนิ่ง
นั่นก็เพราะว่าเด็กแต่ละคนไม่ได้เหมือนกัน
บางคนมีอารมณ์รุนแรงกว่า
บางคนไวต่อความเครียดมากกว่า
บางคนใจเย็นโดยพื้นฐาน
บางคนเคยฝึกจัดการกับความผิดหวังมามาก
และบางคนเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ผู้ใหญ่ช่วยสอนให้รู้จักจัดการอารมณ์ตั้งแต่เล็ก
ประสบการณ์จึงมีส่วนมาก
เด็กที่เคยผิดหวังแล้วมีผู้ใหญ่คอยช่วยบอกว่า
“รู้ว่าเสียใจนะ แต่ลองหายใจก่อน แล้วค่อยคิดว่าจะทำอย่างไรต่อ”
กำลังได้เรียนรู้วิธีจัดการกับอารมณ์ไปทีละนิด
ครั้งต่อไปเมื่อเจอเรื่องคล้ายกัน เด็กอาจเริ่มทำเองได้
แต่ถ้าเด็กไม่เคยมีโอกาสเรียนรู้วิธีจัดการกับอารมณ์เลย ก็อาจใช้วิธีที่เห็นหรือเคยทำแล้วได้ผลในตอนนั้น เช่น
กรีดร้องดัง ๆ
หนี
เถียง
เงียบ
หรือแสดงความก้าวร้าว
ไม่ได้หมายความว่าเด็กคนนั้นเป็นเด็กที่ไม่ดี
แต่มันอาจหมายถึงว่า เด็กยังไม่มีเครื่องมือที่ดีพอสำหรับจัดการกับอารมณ์ที่กำลังท่วมเข้ามา
ลองนึกถึงผู้ใหญ่ที่นอนน้อยมาก ๆ แล้วต้องทำงานทั้งวัน
เรื่องเล็ก ๆ ที่ปกติไม่รู้สึกอะไร อาจทำให้หงุดหงิดขึ้นมาได้
เด็กก็เหมือนกัน
การนอนที่ไม่เพียงพอ ความหิว ความเหนื่อย หรือความเครียด
สามารถทำให้การควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมทำได้ยากขึ้น
บางครั้งเด็กจึงไม่ได้ “ดื้อกว่าเดิม” เสมอไป
แต่อาจกำลัง
ง่วง + หิว + เหนื่อย + เจอเรื่องที่ไม่เป็นใจ
ทุกอย่างมารวมกัน
แล้วอารมณ์ก็ล้นออกมา
ผู้ใหญ่อาจเห็นแค่ตอนสุดท้ายที่เด็กระเบิด
แต่ไม่ได้เห็นสิ่งที่สะสมมาก่อนหน้านั้น
ทำไมยิ่งบอกให้เด็กใจเย็น ถึงไม่มีผลอะไรเลย?
นั่นเป็นเพราะตอนที่อารมณ์กำลังพุ่งขึ้นสูง การบอกว่า
“หยุดร้อง”
“ใจเย็น ๆ”
“อย่าโกรธ”
อาจไม่ได้ทำให้เด็กสงบลงทันที
เพราะเด็กยังต้องใช้ความสามารถในการควบคุมตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่กำลังพัฒนาอยู่
การช่วยเด็กในช่วงวัยนั้น
จึงอาจเริ่มจากการทำให้สถานการณ์ปลอดภัย ลดสิ่งกระตุ้น และช่วยให้เด็กกลับมาสงบก่อน
แล้วค่อยคุยกันทีหลังว่าเกิดอะไรขึ้น
ไม่ใช่ทุกเรื่องต้องรีบสอนในวินาทีที่เด็กกำลังโกรธ
บางครั้งสมองต้องกลับมาอยู่ในภาวะที่พร้อมฟังก่อน
จึงค่อยพูดกันรู้เรื่อง
แต่การเข้าใจอารมณ์ของเด็ก ก็ไม่ได้แปลว่าต้องยอมให้เด็กทำทุกอย่างตามอารมณ์
เด็กสามารถโกรธได้ แต่ไม่ได้แปลว่าตีคนอื่นได้
เด็กเสียใจได้ แต่ไม่ได้แปลว่าทำลายของได้
เด็กไม่พอใจได้ แต่ไม่ได้แปลว่าต้องทำร้ายตัวเองหรือคนอื่น
สิ่งที่ผู้ใหญ่ช่วยสอนได้คือ
“ความรู้สึกทุกอย่างเกิดขึ้นได้ แต่การแสดงออกมีขอบเขต”
เด็กอาจพูดว่า “หนูโกรธมาก” แทนการตี
อาจเดินออกมาสงบสติอารมณ์
อาจบอกผู้ใหญ่ว่าไม่พอใจตรงไหน
หรืออาจรอจนใจเย็นแล้วค่อยกลับไปคุย
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองทั้งหมด
ต้องใช้เวลาและการฝึก
เพราะเด็กไม่ได้เกิดมาพร้อมคู่มือจัดการอารมณ์
นี่อาจเป็นส่วนที่ผู้ใหญ่ลืมไปง่ายที่สุด
ผู้ใหญ่มีประสบการณ์มากกว่า
เคยอกหัก
เคยสอบตก
เคยถูกปฏิเสธ
เคยทะเลาะกับเพื่อน
เคยทำงานพลาด
เคยเจอวันที่แย่ ๆ
และค่อย ๆ เรียนรู้จากสิ่งเหล่านั้นว่า
“เดี๋ยวมันก็ผ่านไป”
แต่เด็กบางคนเพิ่งเจอความผิดหวังครั้งแรกในชีวิต
สำหรับผู้ใหญ่เรื่องหนึ่งอาจดูเล็ก
แต่สำหรับเด็ก มันอาจเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดที่เคยเจอมา
จึงไม่แปลกที่ปฏิกิริยาจะรุนแรงกว่าที่ผู้ใหญ่คาด
หลายอย่างพัฒนาขึ้นตามวัยจริง แต่ไม่ใช่แค่รอให้โตแล้วทุกอย่างจะดีเอง
เด็กต้องได้ฝึก
ต้องได้เห็นตัวอย่าง
ต้องได้เรียนรู้จากผู้ใหญ่
ต้องมีโอกาสลองผิดลองถูก
และต้องรู้ว่าความรู้สึกของตัวเองสามารถพูดออกมาได้โดยไม่ถูกตัดสินทันที
พ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูจึงมีส่วนสำคัญในการช่วยเด็กสร้างทักษะเหล่านี้
ไม่ใช่การทำให้เด็ก “ไม่โกรธ”
แต่เป็นการสอนว่า
โกรธแล้วทำอย่างไรต่อ
ความโกรธเป็นอารมณ์ปกติของมนุษย์
เด็กโกรธได้
ผู้ใหญ่ก็โกรธได้
สิ่งที่ต่างกันคือ เราค่อย ๆ เรียนรู้ว่าจะอยู่กับมันอย่างไร
เด็กบางคนอาจร้องไห้
บางคนตะโกน
บางคนเงียบ
บางคนเดินหนี
บางคนแสดงออกด้วยความก้าวร้าว
พฤติกรรมที่เห็นตรงหน้าอาจเป็นเพียงปลายทางของอารมณ์ที่เด็กยังไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไร
ดังนั้นครั้งต่อไปที่เห็นเด็กกำลังระเบิดอารมณ์ อาจลองเปลี่ยนคำถามจาก
“ทำไมเด็กคนนี้ถึงควบคุมตัวเองไม่ได้?”
เป็น
“เด็กคนนี้กำลังรู้สึกอะไร และยังไม่รู้ว่าจะจัดการกับมันอย่างไร?”
เพราะเด็กไม่ได้เกิดมาพร้อมปุ่ม “ใจเย็น”
ปุ่มนั้นต้องค่อย ๆ สร้างขึ้น
ผ่านประสบการณ์ ผ่านการเรียนรู้ และผ่านผู้ใหญ่ที่ช่วยสอนให้รู้ว่า
อารมณ์เกิดขึ้นได้ แต่เราไม่จำเป็นต้องปล่อยให้อารมณ์เป็นคนตัดสินใจแทนเรา
เขียนโดย thoughtloop
พอได้สังเกตสิ่งรอบตัว แล้วกลั่นออกมาเป็นตัวอักษร
เล่าเรื่องธรรมดาในวันที่หลายคนอาจมองข้าม
ความคิดเล็ก ๆ ที่อาจตรงกับใจของใครสักคน
เผยสูตรคำนวณหวย! สถิติย้อนหลังช่วยเพิ่มโอกาสถูกรางวัล
สถิติเลขคนถามหาทุกแผง งวดที 16 ส.ค. 69
5 วิธีรักษาหวัดสุดแปลก แต่กลับได้ผลดีสุดๆ!!
“เคแมน” ผู้พิทักษ์เงียบแห่งลุ่มน้ำ นักล่าปลาปิรันย่าที่ช่วยรักษาสมดุลของธรรมชาติ
ซูมน้ำตกก๋วยเตี๋ยวเรือให้ชัด แล้วจะเห็นโลกจิ๋วที่ลอยอยู่ในทุกคำ
ผลไม้ไทยทรงแปลก! 5 ผลไม้โบราณที่คนรุ่นใหม่อาจไม่เคยเห็น และหาชิมยากขึ้นทุกปี
8 ของกินที่หลายคนคิดว่าเป็นอาหารไทย แต่จริง ๆ มีบ้านเกิดอยู่ต่างประเทศ
AI วิเคราะห์เลขท้าย 3 ตัวรางวัลที่ 1 งวดวันที่ 16 สิงหาคม 2569
ย้อนรอย 5 โรคระบาดครั้งใหญ่ จากกาฬโรคถึงไข้หวัดฮ่องกง
แนวทางเลขเด็ด "ทักษาพารวย" งวด 16 สิงหาคม 2569 รวมเลขเด็ด 2 ตัว 3 ตัว
ถนนที่โค้งเยอะที่สุดในไทย
เจาะแนวทางชุดสรุปจาก “ดุ่ย ภรัญฯ”..16 ส.ค. 69
5 วิธีรักษาหวัดสุดแปลก แต่กลับได้ผลดีสุดๆ!!
แนวทางเลขเด็ด "ทักษาพารวย" งวด 16 สิงหาคม 2569 รวมเลขเด็ด 2 ตัว 3 ตัว
ชาวบ้านผวา! สัตว์ปริศนาบุกตะปบวัวตายคาคอก คาดหมูป่า
เปิด 5 เมนูอาหารชาวอีสานแท้ 100%
ผู้หญิงเลือกคนหล่อหรือหุ่นดี สุดท้ายอะไรทำให้ใจเอนมากกว่ากัน
“ไปก่อนนะตัวเอง” ประโยคธรรมดาในเช้าวันนั้น…แต่กลายเป็นคำลาครั้งสุดท้ายของ “ครูแป๋ว”



