เมื่อเป็นไข้ ทำไมตัวจึงร้อนขึ้น กลไกการตอบสนองของร่างกาย
การที่ร่างกายของเรามีอุณหภูมิสูงขึ้นจนเกิดภาวะตัวร้อนเมื่อเป็นไข้นั้น ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือเป็นความผิดปกติของร่างกายอย่างไร้ทิศทางค่ะ แต่เป็นกลไกการตอบสนองทางชีววิทยาที่ทรงประสิทธิภาพและมีความสลับซับซ้อนอย่างยิ่ง ซึ่งถูกควบคุมโดยระบบประสาทส่วนกลางและระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เพื่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมหรือการติดเชื้อที่เข้ามาคุกคามสุขภาพของเราค่ะ
จุดเริ่มต้นของการเกิดไข้ เริ่มต้นเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมบุกรุกเข้าสู่ร่างกาย เช่น แบคทีเรีย ไวรัส หรือเชื้อรา รวมถึงกรณีที่มีการอักเสบหรือบาดเจ็บของเนื้อเยื่อภายใน สิ่งแปลกปลอมเหล่านี้จะมีสารกระตุ้นเฉพาะตัวที่เรียกว่า เอ็กโซจีนาส ไพโรเจน (Exogenous pyrogens) เช่น ลิโพพอลิแซ็กคาไรด์ (LPS) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของผนังเซลล์แบคทีเรีย
เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ได้แก่ เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆ เช่น เมคโครเฟจ (Macrophage) และ นิวโทรฟิล (Neutrophil) ตรวจพบสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้ เม็ดเลือดขาวจะตอบสนองด้วยการหลั่งสารสื่อสารเคมีกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า เอนโดจีนาส ไพโรเจน (Endogenous pyrogens) หรือ ไซโตไคน์ชนิดก่อไข้ (Pro-inflammatory cytokines) เช่น อินเตอร์ลิวคิน-1 (IL-1), อินเตอร์ลิวคิน-6 (IL-6) และ ทูเมอร์เนโครซิสแฟกเตอร์-อัลฟา (TNF-alpha) เข้าสู่กระแสเลือดค่ะ
สารสื่อสารเคมีเหล่านี้จะเดินทางไปตามระบบไหลเวียนโลหิตจนกระทั่งไปถึงสมองส่วนที่เรียกว่า ไฮโพทาลามัส (Hypothalamus) ซึ่งเป็นศูนย์ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย เปรียบเสมือนเป็น "เทอร์โมสแตท" (Thermostat) หรือเครื่องปรับอุณหภูมิอัตโนมัติประจำตัวเรา โดยปกติแล้ว ไฮโพทาลามัสจะตั้งค่าอุณหภูมิมาตรฐานของร่างกายไว้ที่ประมาณ 37 องศาเซลเซียสค่ะ แต่เมื่อไซโตไคน์เหล่านี้ไปจับกับตัวรับที่บริเวณหลอดเลือดของไฮโพทาลามัส จะกระตุ้นให้เกิดการสร้างสารชีวเคมีอีกชนิดหนึ่งชื่อว่า โพรสตาแกลนดิน อีสอง (Prostaglandin E2 หรือ PGE2) สาร PGE2 นี้นี่เองค่ะที่เป็นตัวการสำคัญในการเข้าไปส่งสัญญาณสั่งการให้ไฮโพทาลามัสทำการปรับเปลี่ยน "จุดตั้งค่าอุณหภูมิมาตรฐาน" (Set-point) ใหม่ให้สูงขึ้น เช่น ปรับเพิ่มจาก 37 องศาเซลเซียส ไปเป็น 38.5 หรือ 39 องศาเซลเซียสค่ะ
เมื่อสมองส่วนไฮโพทาลามัสปรับ Set-point ขึ้นไปเรียบร้อยแล้ว ในช่วงแรก ร่างกายจะรับรู้ว่าอุณหภูมิที่แท้จริงในขณะนั้นยังต่ำกว่าค่าใหม่ที่ตั้งไว้ สมองจึงสั่งการให้เกิดกลไกเพื่อ "สร้างความร้อน" และ "กักเก็บความร้อน" ทันทีค่ะ
นี่คือเหตุผลว่าทำไมในระยะแรกที่เราเริ่มจะมีไข้ เราถึงรู้สึกหนาวสั่น หลอดเลือดฝอยบริเวณผิวหนังจะเกิดการหดตัวเพื่อลดการสูญเสียความร้อนออกนอกร่างกาย ทำให้ผิวหนังดูซีดลง มือเท้าเย็น และกล้ามเนื้อจะเกิดการหดตัวเกร็งอย่างรวดเร็วเป็นสับๆ ซึ่งก็คืออาการหนาวสั่นนั่นเองค่ะ การหดตัวของกล้ามเนื้อนี้เป็นกระบวนการผลิตความร้อนเข้าสู่ร่างกายโดยตรง จนกระทั่งอุณหภูมิในร่างกายค่อยๆ สูงขึ้นไปแตะจุด Set-point ใหม่ที่สมองตั้งไว้ อาการหนาวสั่นจึงจะค่อยๆ หายไป แล้วเปลี่ยนมาเป็นภาวะ "ตัวร้อนจัด" ผิวหนังแดง และแห้งค่ะ
คำถามสำคัญต่อมาคือ ทำไมร่างกายต้องพยายามสร้างความร้อนจนตัวร้อนขนาดนั้น? ในทางการแพทย์ การที่อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นเล็กน้อยถึงปานกลางถือเป็นกลไกการปกป้องตนเองที่มีประโยชน์มากค่ะ ประการแรก อุณหภูมิที่สูงขึ้นจะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตและการขยายพันธุ์ของเชื้อโรคหลายชนิด โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรียและไวรัสบางประเภทที่ไม่สามารถทนต่อสภาพแวดล้อมที่ร้อนกว่าปกติได้ ประการที่สอง ความร้อนจะช่วยเร่งอัตราการเผาผลาญในร่างกาย ทำให้เซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน เช่น เซลล์เม็ดเลือดขาว เคลื่อนที่ได้รวดเร็วขึ้น ทำลายเชื้อโรคได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพิ่มการผลิตแอนติบอดีในการต่อสู้กับเชื้อโรคได้ดียิ่งขึ้นค่ะ
กระบวนการทั้งหมดนี้จะดำเนินไปเรื่อยๆ จนกว่าระบบภูมิคุ้มกันจะสามารถกำจัดเชื้อโรคหรือลดการอักเสบลงได้ เมื่อปัจจัยก่อไข้ลดลง เม็ดเลือดขาวก็จะหยุดหลั่งไซโตไคน์ ระดับ PGE2 ในสมองก็จะลดลงตามไปด้วย ส่งผลให้ไฮโพทาลามัสปรับค่า Set-point กลับลงมาสู่ระดับปกติที่ 37 องศาเซลเซียสอีกครั้งค่ะ ในช่วงนี้ สมองจะส่งสัญญาณตรงกันข้าม คือสั่งให้ร่างกาย "ระบายความร้อน" ออกมา ผ่านการขยายตัวของหลอดเลือดที่ผิวหนัง ทำให้ผิวหนังแดงขึ้น และกระตุ้นให้ต่อมเหงื่อทำงานขับเหงื่อออกมาเป็นจำนวนมาก เมื่อเหงื่อระเหยออกไป ก็จะพาความร้อนออกจากร่างกาย ทำให้อุณหภูมิตัวเราค่อยๆ ลดลงจนเข้าสู่ภาวะปกติตามลำดับค่ะ
ดังนั้น อาการตัวร้อนเมื่อเป็นไข้ จึงไม่ใช่ตัวโรคโดยตรง แต่เป็นเพียง "อาการแสดง" ที่บอกให้เรารู้ว่า ร่างกายและกองทัพภูมิคุ้มกันกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อปกป้องเราจากเชื้อโรคค่ะ อย่างไรก็ตาม หากอุณหภูมิร่างกายสูงเกินไป เช่น สูงเกิน 39.5 หรือ 40 องศาเซลเซียส หรือมีอาการไข้สูงติดต่อกันหลายวัน ก็อาจส่งผลเสียต่อการทำงานของเซลล์และอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่อาจเสี่ยงต่อการเกิดอาการชักจากไข้สูงได้ การเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้องเพื่อช่วยระบายความร้อน และการรับประทานยาลดไข้ตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อยับยั้งการสร้าง PGE2 จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ร่างกายรู้สึกสบายขึ้นและปลอดภัยในระหว่างที่ภูมิคุ้มกันกำลังทำงานค่ะ
กัน จอมพลัง ตั้งคำถามปม “ป๋อง” คดี 5 ศพ ใครรับประกันว่าจะไม่ก่อเหตุซ้ำ?
มหากาพย์สอบท้องถิ่นไม่จบ! "โรม" เปิดข้อมูลใหม่ โยงถึงชื่ออนุทิน สมัยนั่งรองนายกฯ
เที่ยวไทยเจอ 3 ผลไม้ยอดฮิต กินให้อร่อยโดยไม่เผลอเกินส่วน
ซูมน้ำตกก๋วยเตี๋ยวเรือให้ชัด แล้วจะเห็นโลกจิ๋วที่ลอยอยู่ในทุกคำ
สถิติเลขคนถามหาทุกแผง งวดที 16 ส.ค. 69
โรคกรดไหลย้อน อาการแสบร้อนกลางอก และวิธีดูแลตัวเอง
พัสดุถึงภูกระดึง นักท่องเที่ยวส่งของที่นำกลับไปคืนอุทยาน
ยางรถหมดอายุ ดูจากตรงไหนโดยไม่ต้องถามคนขาย
“มดดำ” มองปมครูท้อเด็กยุคนี้ ปัญหาอาจไม่ใช่ความต่างระหว่างวัย
ถนนที่โค้งเยอะที่สุดในไทย
เจาะแนวทางชุดสรุปจาก “ดุ่ย ภรัญฯ”..16 ส.ค. 69
เปิดสถิติ เลขไหนยังไม่เคยออกเลย งวด 16 สิงหาคม ย้อนหลังหลายสิบปี
มหากาพย์สอบท้องถิ่นไม่จบ! "โรม" เปิดข้อมูลใหม่ โยงถึงชื่ออนุทิน สมัยนั่งรองนายกฯ




