“คนเล่นหุ้น 90% เจ๊ง” จริงไหม? งานวิจัยให้คำตอบที่ต่างจากความเชื่อ
ในตลาดหุ้นมีประโยคหนึ่งที่ถูกพูดซ้ำกันมานานว่า “คนเล่นหุ้น 90% เจ๊ง เหลือเพียง 10% ที่ทำกำไรได้”
ตัวเลขนี้ฟังดูน่ากลัว แต่จริงแค่ไหน? หากมีคนเข้าตลาดหุ้นพร้อมกัน 100 คน สุดท้ายจะเหลือกี่คนที่ยังทำกำไร และคำว่า “เจ๊ง” หมายถึงขาดทุน หรือหมดตัวกันแน่?
คำตอบคือ ยังไม่มีหลักฐานว่าคนเล่นหุ้นทั่วไป 90% จะหมดตัว แต่สำหรับคนที่ซื้อขายระยะสั้นหรือเดย์เทรด งานวิจัยหลายชิ้นพบผู้ขาดทุนประมาณ 80–97% ขึ้นอยู่กับตลาด ช่วงเวลาที่ศึกษา และประเภทสินทรัพย์ที่ซื้อขาย
หากมีเดย์เทรดเดอร์ 100 คน อาจขาดทุนมากกว่า 80 คน
งานวิจัยที่ศึกษาข้อมูลการซื้อขายในตลาดหุ้นไต้หวันพบว่า ในช่วงเวลา 6 เดือน เดย์เทรดเดอร์มากกว่า 8 ใน 10 คนขาดทุนหลังหักต้นทุนการซื้อขายแล้ว
งานวิจัยอีกฉบับซึ่งวิเคราะห์เดย์เทรดเดอร์ในไต้หวันระหว่างปี 1992–2006 ประเมินว่าเดย์เทรดเดอร์ประมาณ 81.4% ขาดทุน ขณะที่ผู้ที่สามารถสร้างกำไรหลังหักค่าธรรมเนียมได้มีเพียงส่วนน้อย
หากเปลี่ยนตัวเลขนี้ให้เห็นภาพง่าย ๆ ในกลุ่มเดย์เทรดเดอร์ 100 คน อาจมีประมาณ 81 คนที่ขาดทุน และราว 19 คนที่ทำกำไรตามเกณฑ์ของงานวิจัย
แต่การทำกำไรในช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าทั้ง 19 คนจะทำกำไรได้อย่างต่อเนื่องทุกปี งานวิจัยพบว่ามีเพียงกลุ่มเล็กมากที่แสดงผลการเทรดเหนือกว่าคนอื่นอย่างสม่ำเสมอ
แล้วตัวเลข “97% ขาดทุน” มาจากไหน?
หนึ่งในตัวเลขที่ถูกแชร์มากที่สุดมาจากงานวิจัยชื่อ Day Trading for a Living? ซึ่งติดตามผู้ที่เริ่มเดย์เทรดในตลาดฟิวเจอร์สหุ้นของบราซิลระหว่างปี 2013–2015
ในกลุ่มผู้ลงทุน 1,551 คนที่ยังคงเทรดต่อเนื่องเกิน 300 วัน มีถึง 97% ที่ขาดทุน และมีเพียง 1.1% ที่ทำรายได้เฉลี่ยต่อวันสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำของบราซิล
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ต้องใช้อย่างระมัดระวัง เพราะงานวิจัยศึกษา “ฟิวเจอร์ส” ซึ่งมีลักษณะการวางหลักประกันและความเสี่ยงต่างจากการซื้อหุ้นด้วยเงินสด จึงไม่ควรนำไปสรุปว่าคนซื้อหุ้นทั่วไปทั่วโลก 97% จะขาดทุนเหมือนกันทั้งหมด
“ขาดทุน” ไม่ได้แปลว่า “เจ๊งหมดตัว”
นี่คือจุดสำคัญที่มักหายไปจากโพสต์บนโซเชียลมีเดีย
คำว่า “ขาดทุน” ในงานวิจัยอาจหมายถึงผลลัพธ์ติดลบหลังหักค่าธรรมเนียม แม้จะขาดทุนเพียงเล็กน้อย ไม่ได้หมายความว่าผู้ลงทุนสูญเสียเงินทั้งหมด
ส่วนคำว่า “เจ๊ง” ในภาษาพูดอาจหมายได้ตั้งแต่ขาดทุนหนัก ต้องเลิกเทรด ไปจนถึงเป็นหนี้จากการใช้มาร์จิ้น
ผู้ที่ซื้อหุ้นด้วยเงินสดและไม่กู้เงินมาลงทุน โดยทั่วไปมีความเสียหายจากตัวหุ้นจำกัดอยู่ที่เงินที่นำไปซื้อ แต่ผู้ใช้มาร์จิ้น ฟิวเจอร์ส หรือผลิตภัณฑ์ที่มีอัตราทด อาจขาดทุนได้รวดเร็วและรุนแรงกว่ามาก
สำหรับประเทศไทย ตัวเลขจากงานวิจัยในไต้หวัน บราซิล หรือสหรัฐฯ ไม่ควรถูกนำมาใช้แทนผลลัพธ์ของนักลงทุนไทยโดยตรง เพราะตลาด ผลิตภัณฑ์ ต้นทุน และช่วงเวลาที่ศึกษาแตกต่างกัน
ดังนั้น ประโยคว่า “คนเล่นหุ้น 90% เจ๊ง” จึงควรตีความอย่างจำกัดว่า คนส่วนใหญ่ที่พยายามเก็งกำไรระยะสั้นมีโอกาสขาดทุนสูง ไม่ใช่ว่านักลงทุนทุกประเภท 90% จะหมดตัว
ทำไมคนส่วนใหญ่จึงแพ้ตลาด?
1. ซื้อขายบ่อยเกินไป
ทุกครั้งที่ซื้อหรือขายย่อมมีต้นทุน ไม่ว่าจะเป็นค่าคอมมิชชัน ภาษี ค่าธรรมเนียม หรือส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขาย
งานวิจัย Trading Is Hazardous to Your Wealth ศึกษาบัญชีลงทุนของครัวเรือนสหรัฐฯ 66,465 บัญชี พบว่ากลุ่มที่ซื้อขายบ่อยที่สุดมีผลตอบแทนเฉลี่ยเพียง 11.4% ต่อปี ขณะที่ตลาดให้ผลตอบแทน 17.9% ต่อปีในช่วงที่ศึกษา
แม้บางครั้งจะเลือกหุ้นถูก แต่กำไรก็อาจถูกต้นทุนและการตัดสินใจครั้งต่อ ๆ ไปหักล้างจนหมด
2. กำไรเร็วทำให้มั่นใจเกินไป
ผู้ลงทุนมือใหม่บางคนเริ่มต้นในช่วงตลาดขาขึ้น ซื้ออะไรก็กำไร จึงเข้าใจว่าผลลัพธ์เกิดจากความสามารถของตนเองทั้งหมด
เมื่อเพิ่มเงิน เพิ่มขนาดการซื้อขาย หรือเริ่มใช้มาร์จิ้น ความผิดพลาดเพียงไม่กี่ครั้งก็อาจลบกำไรที่สะสมมาหลายเดือนได้
3. ตัดกำไรเร็ว แต่ปล่อยขาดทุนไว้นาน
พฤติกรรมที่พบได้บ่อยคือ เมื่อหุ้นมีกำไรเล็กน้อย นักลงทุนรีบขายเพราะกลัวกำไรหาย แต่เมื่อหุ้นขาดทุนกลับถือรอ เพราะไม่อยากยอมรับว่าตัดสินใจผิด
พฤติกรรมนี้เรียกว่า Disposition Effect หรือแนวโน้มขายสินทรัพย์ที่กำไรเร็วเกินไป ขณะเดียวกันกลับถือสินทรัพย์ที่ขาดทุนไว้นาน เพราะหวังว่าราคาจะกลับมาเท่าทุน
4. แข่งขันกับมืออาชีพและระบบอัตโนมัติ
ตลาดไม่ได้มีเพียงนักลงทุนรายย่อย แต่ยังมีกองทุน สถาบัน นักลงทุนมืออาชีพ และระบบซื้อขายอัตโนมัติที่เข้าถึงข้อมูลและส่งคำสั่งได้รวดเร็ว
ผู้ที่เทรดสั้นจึงไม่ได้แข่งกับกราฟเพียงอย่างเดียว แต่กำลังแข่งขันกับผู้เล่นที่มีเงินทุน เทคโนโลยี และระบบบริหารความเสี่ยงพร้อมกว่า
5. ไม่มีแผนรับมือเมื่อคิดผิด
หลายคนคิดเพียงว่าจะซื้อหุ้นตัวใด แต่ไม่ได้กำหนดว่าจะทำอย่างไรหากราคาวิ่งสวนทาง หุ้นลงแรง หรือปัจจัยพื้นฐานของบริษัทเปลี่ยนไป
เมื่อไม่มีแผน การตัดสินใจจึงถูกควบคุมด้วยความกลัว ความโลภ และความหวังว่าจะ “กลับมาเท่าทุน” มากกว่าเหตุผล
นักลงทุนระยะยาวต้องแพ้ 80–97% ด้วยหรือไม่?
ไม่จำเป็น เพราะตัวเลขดังกล่าวมาจากการศึกษาเดย์เทรดหรือการเก็งกำไรที่มีความถี่สูง ไม่สามารถนำมาใช้แทนนักลงทุนทุกประเภทได้
คนที่ลงทุนระยะยาว กระจายความเสี่ยง ศึกษากิจการ ไม่ใช้เงินกู้ และไม่ซื้อขายตามอารมณ์ มีลักษณะความเสี่ยงแตกต่างจากเดย์เทรดเดอร์อย่างมาก
อย่างไรก็ตาม การถือหุ้นนานไม่ได้รับประกันว่าจะกำไร หากเลือกบริษัทผิด ซื้อในราคาที่แพงเกินไป หรือกระจุกเงินทั้งหมดไว้ในหุ้นเพียงไม่กี่ตัว ก็ยังขาดทุนหนักได้เช่นกัน
ก่อนเข้าตลาด ลองตอบ 5 คำถามนี้
- เงินก้อนนี้จำเป็นต้องใช้ภายในอีก 1–3 ปีหรือไม่?
- หากพอร์ตลดลง 30% ยังสามารถใช้ชีวิตตามปกติได้หรือไม่?
- กำลังซื้อเพราะเข้าใจธุรกิจ หรือเพราะกลัวตกรถ?
- ใช้เงินสดของตัวเอง หรือกำลังใช้เงินกู้และมาร์จิ้น?
- มีเกณฑ์ขายเมื่อข้อมูลหรือปัจจัยพื้นฐานเปลี่ยนไปแล้วหรือยัง?
ถ้ายังตอบไม่ได้ การลดขนาดเงินลงทุนอาจสำคัญกว่าการพยายามหาหุ้นที่จะขึ้นแรงที่สุด
สรุปแล้ว คนเล่นหุ้นเจ๊งกี่เปอร์เซ็นต์?
คำตอบที่ตรงกับหลักฐานมากที่สุดคือ ไม่มีเปอร์เซ็นต์เดียวที่ใช้ได้กับคนเล่นหุ้นทุกคน
แต่หากหมายถึงผู้ที่เดย์เทรดหรือเก็งกำไรระยะสั้น งานวิจัยบางตลาดพบผู้ขาดทุนประมาณ 80–97% ส่วนคนที่สร้างกำไรได้อย่างสม่ำเสมอหลังหักต้นทุนมีเพียงส่วนน้อย
สิ่งที่น่ากลัวจึงไม่ใช่คำว่า “90% เจ๊ง” เพียงอย่างเดียว แต่คือการเข้าไปอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงโดยไม่รู้ตัว ทั้งการซื้อขายถี่ ใช้เงินกู้ ไม่มีแผน และคิดว่ากำไรในช่วงสั้นคือหลักฐานว่าตนเองเอาชนะตลาดได้แล้ว
ตลาดหุ้นไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อทำให้ทุกคนหมดตัว แต่ก็ไม่ได้ให้รางวัลกับทุกคนที่กล้าเสี่ยงเช่นกัน
บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำในการซื้อหรือขายหลักทรัพย์ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงของตนเองก่อนตัดสินใจลงทุน
SOURCES:
- Brad M. Barber, Yi-Tsung Lee, Yu-Jane Liu และ Terrance Odean
- Fernando Chague, Rodrigo De-Losso และ Bruno Giovannetti
- Journal of Finance
- Journal of Financial Markets
REFERENCES:
ลอตเตอรี่ขายไม่หมดไปไหน? เปิดเบื้องหลังที่หลายคนสงสัยมานาน
ชาติที่นิยมกินข้าวเหนียวของไทยมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก
มนุษย์ยุคหินเอาชีวิตรอดจากฝนที่ตกติดต่อกันนาน ๆ ได้อย่างไร
6 อำเภอที่ธรรมชาติสวยที่สุดใน ประเทศไทย สัมผัสเสน่ห์ป่าเขา ทะเล และสายหมอกที่งดงามระดับโลก
สรุปเลขฮิตและเลขมงคล จำเนียรอ่อนนุช วันที่ 1 สิงหาคม 2569
เรื่องนี้ต้องรู้! ถ้าอยากมีแฟนต่างชาติ?
“รูปโพดำ” บนธนบัตร 20 บาท หลายคนเห็นทุกวัน แต่ไม่เคยรู้ว่ามันซ่อนอะไรไว้
ทำไมป้ายร้านขายยา ต้องเป็นสีเขียว ? ทําไมไม่เป็นสีอื่น
"เจ๊นุ๊ก บารมีมหาเฮง" 1 สิงหาคม 2569
สรุปสิบเลขฮิตและเลขมงคล OK ล็อตเตอรี่ งวดประจำวันที่ 1 สิงหาคม 2569
จอร์เจียอันตรายจิงหรือ?
ส่องแนวทางเลขเด็ด "หวยเด็ด ห้าเซียน" ประจำวันที่ 1 สิงหาคม 2569
ทำไมป้ายร้านขายยา ต้องเป็นสีเขียว ? ทําไมไม่เป็นสีอื่น
สรุปสิบเลขฮิตและเลขมงคล OK ล็อตเตอรี่ งวดประจำวันที่ 1 สิงหาคม 2569
สรุปเลขฮิตและเลขมงคล จำเนียรอ่อนนุช วันที่ 1 สิงหาคม 2569
เรื่องนี้ต้องรู้! ถ้าอยากมีแฟนต่างชาติ?
"เจ๊นุ๊ก บารมีมหาเฮง" 1 สิงหาคม 2569
จอร์เจียอันตรายจิงหรือ?




