วิธีทําให้ตัวเองเสียสติ เพราะพระเจ้าของคนอื่น
คนเราอนุญาตให้นักบัญชีวางแผนชีวิตของตัวเอง แต่ไม่ใช่ความปรารถนาเบื้องลึก นักปรัชญาคนโปรด และความคิดที่ ปลุกเร้าความรู้สีกข้างในจนกลายเป็นความเชื่อ สิ่งเหล่านี้มีความสําคัญเป็นรอง เพราะมันไม่ใช่สิ่งจําเป็นต่อการมีชีวิตรอดและไม่ได้ดูน่าพึงพอใจเมื่ออิงจากกฎเกณฑ์ที่สังคมยัดเยียดให้เรา
นักบัญชีบอกได้ว่าคุณสามารถใช้ชีวิตอย่างไรและที่ไหน จะมีโอกาสใด เข้ามาบ้าง หรือจะซื้อของขวัญสําหรับวันเทศกาลและสนับสนุนค่าเล่าเรียน ของลูก ๆ ได้สบาย ๆ แค่ไหน คนเราไม่ได้ประเมินคุณภาพชีวิตด้วยการ พิจารณาว่าตัวเองทําอะไรและทําได้มากแค่ไหน แต่พิจารณาว่าตัวเองดูเป็น อย่างไรและจะได้รับสิ่งใดจากการกระท่านั้น
นี่ไม่ใช่ความผิดของเราเสียทีเดียว ทั้งวัฒนธรรมเดี่ยวในปัจจุบัน รูปแบบพฤติกรรมหลัก เสียงในหัวที่คอยสั่งการ และความเชื่อที่เรายอมรับ โดยไม่รู้ตัว สิ่งเหล่านี้ต่างบอกเราว่าถ้าความมั่งคั่ง ความสวยงาม และทรัพย์ สมบัติไม่ทําให้เราตื่นเต้นและมีชีวิตชีวา นั่นหมายความว่าเรายังมีไม่มากพอ นี่ดูเป็นเรื่องสมเหตุสมผลในตอนแรก แต่อย่างที่ใคร ๆ ก็บอกได้ว่าการ เพิ่มเลขศูนย์อีกหนึ่งตัวต่อท้ายจํานวนเงินในบัญชีเงินฝากหรือการได้สารพัด สิ่งของใหม่ ๆ (ซึ่งอันที่จริงแค่สะท้อนการรับรู้คุณค่าในตัวเองของคุณ) ทําได้ เพียงเปลี่ยนแปลงจํานวนข้าวของรอบตัวคุณ แต่ไม่ได้บอกว่าคุณสามารถชื่นชม ดื่ม เพลิดเพลิน ต้องการสิ่งเหล่านั้น รวมถึงมีความสุขเพราะมันได้อย่าง ลึกซึ้งและจริงใจมากแค่ไหนก็มีการวิจัยจํานวนมากที่ช่วยยืนยันได้
ถ้าประสบการณ์ที่เป็นส่วนตัวยังไม่มากพอที่จะโน้มน้าวให้คุณเชื่อเรื่องนี้กฺมีงานวิจัยจำนวนมากยืนยันได้
การครอบครองสิ่งภายนอกไม่ทำให้เกิดความพึงพอใจภายใน
แต่เราก็ยังไขว่คว้าสิ่งเหล่านั้นต่อไปเรื่อย ๆ เรายังตกเป็นทาสของสิ่งที่ เราถูกสอนว่าเป็น “ผลิตภัณฑ์” ชั้นยอด เราแก้ต่างให้กับความศรัทธาของ ตัวเองที่มีต่อระบบด้วยตรรกะที่บิดเบี้ยวและเต็มไปด้วยอคติ เรายังเชื่อต่อไป ว่าสิ่งภายนอกสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งที่อยู่ภายใน ไม่ว่าจะเป็นความสามารถ ในการตระหนักรู้ เห็นคุณค่า มีชีวิต หรือรู้สึก
เมื่อเราหลงเชื่อตั้งแต่แรกว่านอกจากเงินทองแล้ว ความคิดเกี่ยวกับความดีงาม การศึกษา และความมั่งคั่งโดยรวมล้วนนําไปสู่ความพึงพอใจ เราก็จะวิ่งวุ่นเหมือนหนูในวงล้อเพื่อไขว่คว้าให้ตัวเองมีมากขึ้นไปตลอดชีวิต ถ้าไม่ระวังให้ดี
ดูเหมือนเราทุกคนกําลังทุกข์ทรมานเพราะสิ่งที่เรียกว่าปรากฏการณ์ดีเดอโรต์ (Diderot effect) เดอนีส์ ดีเดอโรต์ เป็นนักปรัชญาในยุคเรืองปัญญา และผู้แต่งความเรียงเรื่อง “Regrets on Parting with My Old Dressing Gown (ความเสียใจหลังจากบอกลาเสื้อคลุมตัวเก่า)” เรื่องมีอยู่ว่าเขาเคยดําเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายและเปี่ยมสุขจนกระทั่งได้รับของขวัญจากเพื่อนเป็นเสื้อคลุม หรูหราสีแดงสด ยิ่งเขาใส่เสื้อคลุมตัวนั้นเดินไปเดินมาในห้องเล็ก ๆ ของตัวเอง มากเท่าไหร่ ความเรียบง่ายในชีวิตของเขาก็ดูจะผิดที่ผิดทางมากเท่านั้น
เขาเริ่มอยากได้เฟอร์นิเจอร์ใหม่ ๆ เพราะบ้านธรรมดา ๆ ดูจะไม่เข้ากับ เสื้อคลุมตัวสวยของเขาเอาเสียเลย จากนั้นเขาก็ซื้อเสื้อผ้าใหม่ เปลี่ยนของ ตกแต่งผนัง และอื่น ๆ อีกมากมายจนกลายเป็นมีหนี้สิน เขาทํางานอย่างหนัก เพื่อรักษาสิ่งสวย ๆ งาม ๆ รอบตัวเอาไว้ ช่างเป็นภาระที่เข้าใจได้ยากและไม่มีวันสิ้นสุด
ชีวิตประจําวันในยุคใหม่ทําให้เรารับสื่อโฆษณาและ “เรื่องราวความสําเร็จ” ที่ผสานความหรูหราและแนวคิดวัตถุนิยมเข้าด้วยกันอยู่ตลอดเวลา การถอยออกมาพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นกลางจึงแทบเป็นไปไม่ได้ คนส่วนใหญ่ก็เลยไม่ทําแบบนั้น ฉันไม่รู้ว่าคุณเป็นเหมือนกันหรือเปล่า แต่ฉันไม่เคยเห็นพระเจ้าองค์ใด ที่ได้รับการบูชาและเป็นที่รักเท่ากับธนบัตรดอลลาร์ และไม่เคยเห็นระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อคงไว้ซึ่งอํานาจและรับใช้ความทะนงตนได้รับการศรัทธามากขนาดนี้ นักปกครองที่กุมอํานาจได้แนบเนียนที่สุดคือคนที่ไม่บอกให้คุณรู้ว่าพวกเขาเป็นฝ่ายคุมเกม พวกเขาคือคนที่กําหนดให้คุณต้องวิ่งอยู่บนวงล้อ มองหน้าจอที่มีแต่ภาพลวงตา และคิดว่าตัวเองกําลังมุ่งหน้าเข้าเส้นชัยอยู่เรื่อยไป แต่คุณไม่เห็นว่าวงล้อที่ตัวเองถีบอยู่นั้นกําลังทําให้พวกเขามีอํานาจ ผูกขาดอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
กรอบคิดที่เราถูกครอบงําให้มีร่วมกันเช่นนี้ (เห็นได้ชัดว่าไม่เป็น ประโยชน์กับเราเลย) ทําให้เราเชื่อมั่นในสารพัด “ผลิตภัณฑ์” ชั้นยอด เราต้องมีการศึกษา เป็น “คนดี” มีฐานะร่ํารวย น่าดึงดูด ออกกําลังกาย มีงานที่ยอดเยี่ยม ซื้อบ้าน และอีกสารพัด กรอบคิดดังกล่าวกระตุ้นประสาทสัมผัส สัญชาตญาณพื้นฐาน และ ความทะนงตนของเรา แต่เราตั้งคําถามเกี่ยวกับ “สิ่งดี ๆ” ที่ถูกยัดเยียด ให้กับเราบ่อยแค่ไหน เราเคยหยุดตั้งคําถามจริง ๆ ไหมว่าเราศรัทธามาก เพียงใดในระบบที่โน้มน้าวให้เชื่อว่าภาวะธรรมชาติ ชีวิตอันเรียบง่าย และความสุขภายในของเรายังดีไม่พอ
ครั้งต่อไปที่คุณตัดสินใจเลือกเพียงเพราะพยายามเป็น “คนดี” ฉัน ขอให้คุณพิจารณาว่าคนที่ก่อการร้ายแบบพลีชีพก็เชื่อว่าพวกเขาเป็นเพราะยอมสละชีวิตเพื่อพระเจ้าของตัวเอง“คนดี”
ครั้งต่อไปที่คุณคิดว่าปริญญาบัตรหมายถึงการศึกษา ขอให้ลอง พิจารณาแง่มุมต่าง ๆ ในสังคม เราโหยหาความรู้ ทว่ามูลค่าของการศึกษา ในปัจจุบันกลับสูงลิ่ว ถึงอย่างนั้นบางคนก็ยอมเป็นหนี้ เรียนในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้สนใจ และเพิกเฉยต่อการเรียนรู้ที่แท้จริงเพื่อให้ได้มาซึ่งปริญญาบัตรเพียงเพราะเชื่อว่ามันจะทําให้พวกเขาได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ อย่างครบถ้วนและ ไม่ต้องขวนขวายความรู้อีกแล้วตลอดชีวิต
ฉันมักมองคนสูงอายุและสงสัยว่าทําไมเราถึงสับสนระหว่าง “การเคารพผู้อาวุโส” กับการปล่อยให้พวกเขาเชื่อว่าการเลิกเรียนรู้เมื่ออายุครบ 23 ปีเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ รวมถึงปล่อยให้พวกเขายึดติดกับอคติในยุคที่ ตัวเองเติบโตขึ้นมา สังคมของเราแจกปริญญาบัตรอย่างไร้ความหมายราวกับแจกลูกกวาด ปริญญาบัตรที่ให้คําสัญญาว่าเราจะประสบความสําเร็จโดยแลกมาด้วยราคาที่สูงลิ่วจนชวนให้หายใจไม่ออก เราไม่ทําอะไรสักอย่างกับอคติและความลําเอียงจากนั้นก็กลบเกลื่อนด้วยเสียงหัวเราะและเสียงถอนหายใจเพราะนั่นคือสิ่งที่เราถูกพร้าสอนกันมาว่า “ถูกต้อง”
ฉันไม่ได้กําลังบอกว่าการศึกษาไม่มีคุณค่า การศึกษาเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างแท้จริงแต่เรากลับไม่สามารถทําให้คนจํานวนมากเข้าถึงมันได้ ฉันเฝ้าฝัน ถึงวันที่เหล่าบัณฑิตจะสําเร็จการศึกษาโดยไม่หลงเชื่อว่าการศึกษาเป็นเพียงวิธีที่ทําให้พวกเขาได้ทํางานในบริษัทเพื่อจะได้มีชีวิตที่ดีขึ้น แต่มองว่ามันทําให้พวกเขาเข้าใจบริบท ประวัติศาสตร์ และมุมมอง รวมถึงมอบโอกาสที่พวกเขา จะได้เรียนรู้แรงจูงใจของตัวเอง ตั้งคําถามกับทุกสิ่ง ถกเถียงทุกประเด็นอย่าง เป็นกลาง และเลือกชีวิตที่พวกเขาต้องการโดยไม่ยึดติดกับชีวิตที่คนอื่นเลือกให้
ทั้งฮอบส์ เพลโต สปิโนซา ฮูม ล็อก นีตเชอ จ็อบส์ วินเทอร์ เดการ์ต บีโธเฟน ซักเคอร์เบิร์ก ลินคอล์น ร็อกกี้เฟลเลอร์ เอดิสัน ดิสนีย์ ตลอดจน คนที่พลิกสถานการณ์ เปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม และเฉลียวฉลาดอีกนับไม่ถ้วน ไม่ได้เรียนจบมหาวิทยาลัย แนวโน้มเช่นนี้คงเพียงพอแล้วที่จะทําให้คุณสงสัยว่า ปัจจัยหนึ่งที่ทําให้พวกเขาประสบความสําเร็จ (อย่างโดดเด่น) คือ การที่พวกเขาไม่เคยถูกปลูกฝังให้เชื่อว่าสิ่งที่ “ดี” มีเพียงหนึ่งเดียวหรือเปล่า พวกเขาไม่เคยแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงความคิดให้คนอื่นชื่นชอบ ไม่เคยเก็บงำความเห็นที่แท้จริงของตัวเองเพื่อผลการเรียน และไม่เคยใช้เวลารวบรวม ความคิดของคนอื่นอยู่นานหลายปีแล้วเรียกสิ่งนั้นว่า “การวิจัย”
ในผลงานชิ้นสําคัญเรื่อง The Republic ของเพลโต เขาได้กล่าวถึง อุปมานิทัศน์ (ซึ่งได้รับการอ้างอิงถึงบ่อยครั้ง) เกี่ยวกับกลุ่มคนที่ถูกล่ามโซ่ไว้ ในถ้ําโดยหันหลังให้กองไฟและหันหน้าเข้าหาผนังถ้ํา เมื่อคนอีกกลุ่มหนึ่งที่อยู่ด้านหลังพวกเขายกวัตถุขึ้นมาจนเกิดเป็นเงาบนผนัง คนที่ถูกล่ามโซ่ก็จะ เชื่อว่าเงานั้นคือความเป็นจริง การมองเห็นแสงที่เกิดขึ้น (หรือการรู้แจ้ง) คือ การศึกษาที่แท้จริง โดยส่วนใหญ่แล้วเป็นเพราะเราไม่จําเป็นต้องหันไปมอง ถึงจะเข้าใจมัน แต่เราต้องปะติดปะต่อภาพลวงตาที่มองเห็นเข้าด้วยกันเพื่อให้เข้าใจว่าด้านหลังของเรามีอะไร
สุดท้ายแล้วสิ่งที่เป็นอันตรายจริง ๆ ไม่ใช่ภาพลวงตาของเรา แต่เป็น ภาพลวงตาของคนอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรายอมรับว่าภาพลวงตาดังกล่าว เป็นส่วนสําคัญในชีวิต (ที่น่าขัดเคือง) ของตัวเอง แถมยังเชื่อว่าภาพลวงตา นั้นดีงามโดยไม่คิดจะตั้งคําถามใด ๆ
การรู้แจ้งไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นจะหยิบยื่นให้เรา เราต้องทําด้วยตัวเอง และไม่มีวิธีคิดใหม่ ๆ หรือความคิดสร้างสรรค์สุดอัจฉริยะใดเกิดจากสิ่งที่เป็น ที่ยอมรับอยู่แล้ว เราเชื่อมโยงคําว่า “เป็นที่ยอมรับ” เข้ากับคําว่า “ดี” ทั้งที่ โดยส่วนใหญ่แล้วคําว่า “เป็นที่ยอมรับ” หมายถึง “การอยู่ในกรอบที่คนอื่น ใช้ควบคุมคุณ” (ไม่ว่าจะในทางที่ดีหรือเลวร้ายก็ตาม)
เราไม่ควรประเมินชีวิตของตัวเองโดยอิงจากพระเจ้าของคนอื่น ไม่ว่า จะธนบัตร ภาพลวงตา แผนธุรกิจ มาตรฐานความงาม หรือบรรทัดฐานที่บอก ว่าสิ่งที่ถูก ผิด ดี หรือแย่คืออะไร และเราควรทำตัวแบบไหนมองเห็นดูเหมือนว่าภารกิจแห่งยุคสมัย (ซึ่งอาจยาวนานเป็น 100 ปี) คือ การยอมรับตัวเองโดยสมบูรณ์ในสังคมที่บอกให้เราทําสิ่งที่ตรงกันข้าม ภาพลวงตาอย่างที่มันเป็นโดยเฉพาะเมื่อภาพลวงตานั้นเป็นของคนอื่นทําให้ความอ่อนโยนและความถ่อมตัวกลายเป็นเรื่องเท่ รวมถึงให้อภัยวิถีที่สิ่งต่าง ๆดำเนินไปโดยตระหนักว่าทางเดียวที่จะสร้างสิ่งเหล่านั้นขึ้นมาใหม่ไม่ใช่การทําลายมัน แต่เป็นการสร้างต้นแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งทําให้สิ่งที่มีอยู่เดิมหมดประโยชน์ไปเอง
_____________
เปิด 9 อาชีพในตำนานที่ปัจจุบันเริ่มไม่ค่อยเห็นแล้วในไทย จากอาชีพยอดฮิตในอดีต สู่ความทรงจำของใครหลายคน
หนุ่มสาวทั่วโลกเป็นมะเร็งมากขึ้น เกิดอะไรขึ้นกันแน่
ส่องเลขนำโชค "แม่ตะเคียนทอง" วันที่ 1 สิงหาคม 2569
โรคกลัวตาย เมื่อความกลัวธรรมดากลายเป็นสิ่งที่คุมชีวิต
ชาติที่นิยมกินข้าวเหนียวของไทยมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก
เเนวทาง "ซุปเปอร์ เฮง เฮง" 1/8/69
6 อำเภอที่ธรรมชาติสวยที่สุดใน ประเทศไทย สัมผัสเสน่ห์ป่าเขา ทะเล และสายหมอกที่งดงามระดับโลก
เกาะพงัน ไม่ได้มีดีแค่ฟูลมูนปาร์ตี้
7 จังหวัดที่คนมัก "ขับผ่าน" แต่ถ้าแวะ...อาจหลงรักจนอยากกลับไปอีก
สิบเลขขายดี สลากตัวเลขสามหลัก N3 งวด 1/8/69
ชาวอิสราเอลบนเกาะภูเก็ต ทำไมถึงมีจำนวนมากและใช้ชีวิตต่างจากนักท่องเที่ยวทั่วไป
“รูปโพดำ” บนธนบัตร 20 บาท หลายคนเห็นทุกวัน แต่ไม่เคยรู้ว่ามันซ่อนอะไรไว้



