เมาส์ตัวแรกทำจากไม้จริงหรือ
ทุกวันนี้เมาส์คอมพิวเตอร์มีตั้งแต่รุ่นไร้สายขนาดเล็ก รุ่นเกมมิงที่เต็มไปด้วยปุ่ม ไปจนถึงรุ่นที่ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ แต่ถ้าย้อนกลับไปดูต้นกำเนิด เมาส์ตัวแรกกลับเป็นกล่องไม้หน้าตาธรรมดา มีปุ่มกดเพียงปุ่มเดียว และยังไม่มีลูกกลิ้งหรือแสงเซ็นเซอร์แบบที่เราคุ้นเคย
อุปกรณ์ชิ้นนี้เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1960 จากแนวคิดของดักลาส เองเกลบาร์ต นักวิจัยชาวอเมริกันที่กำลังหาวิธีให้มนุษย์สั่งงานคอมพิวเตอร์ได้สะดวกขึ้น ในเวลานั้นคอมพิวเตอร์ยังไม่ได้เป็นเครื่องใช้ส่วนตัว การป้อนคำสั่งส่วนใหญ่ต้องอาศัยแป้นพิมพ์ บัตรเจาะรู หรือคำสั่งที่ซับซ้อน การจะชี้ไปยังตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งบนหน้าจอจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนทุกวันนี้
เองเกลบาร์ตมองว่าคอมพิวเตอร์ไม่ควรเป็นเพียงเครื่องคำนวณ แต่ควรเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คนจัดการข้อมูลและทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น เขาจึงทดลองอุปกรณ์หลายรูปแบบสำหรับควบคุมตัวชี้บนจอ ทั้งปากกาแสง จอยสติ๊ก และอุปกรณ์ที่ใช้เข่า ก่อนจะพบว่ากล่องเล็ก ๆ ที่ขยับไปบนโต๊ะสามารถควบคุมตำแหน่งได้รวดเร็วและแม่นยำ
ต้นแบบยุคแรกสร้างขึ้นราวปี 1964 โดยบิล อิงลิช วิศวกรในทีมวิจัยของเองเกลบาร์ต ตัวเครื่องทำจากไม้ มีลักษณะเป็นกล่องทรงสี่เหลี่ยม มุมไม่ได้โค้งรับมือเหมือนเมาส์สมัยใหม่ ด้านบนมีปุ่มกดสีแดงเพียงปุ่มเดียว ส่วนด้านล่างติดล้อโลหะสองล้อวางตั้งฉากกัน
ล้อหนึ่งตรวจจับการเคลื่อนที่ในแนวหน้าและหลัง อีกล้อหนึ่งตรวจจับการเคลื่อนที่ไปทางซ้ายและขวา เมื่อผู้ใช้เลื่อนกล่องไม้บนพื้นโต๊ะ การหมุนของล้อทั้งสองจะถูกแปลงเป็นข้อมูลตำแหน่ง แล้วส่งไปควบคุมตัวชี้บนหน้าจอ
หลักการนี้ต่างจากเมาส์ลูกกลิ้งที่หลายคนเคยใช้ในเวลาต่อมา เมาส์ลูกกลิ้งจะมีลูกบอลอยู่ด้านล่าง เมื่อลูกบอลหมุนจึงไปหมุนแกนตรวจจับอีกทอดหนึ่ง แต่ต้นแบบของเองเกลบาร์ตใช้ล้อสัมผัสโต๊ะโดยตรง ทำให้เคลื่อนที่ในแนวตรงได้ดี แต่ยังไม่คล่องนักเมื่อต้องลากเป็นแนวเฉียงหรือหมุนเป็นวง
เหตุผลที่เลือกใช้ไม้ไม่ได้เกิดจากความต้องการให้ดูสวยหรือย้อนยุค แต่เป็นเพราะไม้เป็นวัสดุที่หาได้ง่าย ตัดแต่งสะดวก และเหมาะกับการสร้างต้นแบบเพื่อทดสอบแนวคิด ในช่วงนั้นยังไม่มีโรงงานผลิตอุปกรณ์เสริมคอมพิวเตอร์จำนวนมากเหมือนปัจจุบัน นักวิจัยจึงมักประกอบอุปกรณ์ทดลองขึ้นเองจากวัสดุที่มีอยู่ในห้องปฏิบัติการ
ชื่อ “เมาส์” ก็ไม่ได้ถูกวางแผนเป็นชื่อทางการมาตั้งแต่ต้น ชื่อที่ใช้ในเอกสารสิทธิบัตรมีความหมายประมาณว่าเครื่องแสดงตำแหน่งสำหรับระบบแสดงผล แต่คนในทีมเรียกอุปกรณ์นี้ว่าเมาส์ เพราะตัวกล่องมีสายไฟยื่นออกมา ดูคล้ายหนูที่มีหาง ชื่อนี้สั้น จำง่าย และติดปากจนกลายเป็นชื่อที่ใช้ทั่วโลก
สายของเมาส์ต้นแบบบางรุ่นยื่นออกจากด้านหลัง ไม่เหมือนเมาส์มีสายยุคหลังที่มักต่อสายออกทางด้านหน้า จึงยิ่งทำให้รูปร่างของมันดูเหมือนหนูตัวเล็ก ๆ กำลังลากหางไปบนโต๊ะ อย่างไรก็ตาม ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าคนคนใดเป็นผู้พูดคำว่าเมาส์ขึ้นมาเป็นคนแรก แม้ชื่อเล่นนี้จะถูกใช้กันในทีมตั้งแต่ช่วงแรกก็ตาม
เมาส์ถูกนำออกสาธิตต่อหน้าคนจำนวนมากในปี 1968 ในงานที่ภายหลังถูกเรียกว่า “การสาธิตครั้งยิ่งใหญ่” เพราะเองเกลบาร์ตไม่ได้แสดงเพียงเมาส์ แต่ยังสาธิตแนวคิดที่ล้ำหน้ามากในยุคนั้น เช่น การแก้ไขข้อความบนหน้าจอ การเชื่อมโยงข้อมูลแบบไฮเปอร์เท็กซ์ การทำงานร่วมกันผ่านเครือข่าย และการประชุมผ่านวิดีโอ
เมื่อมองจากปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้ดูเป็นเรื่องปกติ แต่ในปี 1968 คนส่วนใหญ่ยังไม่เคยเห็นคอมพิวเตอร์ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้โต้ตอบกับข้อมูลบนหน้าจอแบบทันที เมาส์จึงไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์ชิ้นใหม่ มันเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดว่าคนทั่วไปควรควบคุมคอมพิวเตอร์ผ่านภาพ ตำแหน่ง และการเลือกสิ่งที่ต้องการได้โดยตรง
แม้การสาธิตจะสร้างความสนใจในวงการวิจัย แต่เมาส์ยังไม่ได้เข้าไปอยู่บนโต๊ะทำงานของคนทั่วไปทันที ต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าคอมพิวเตอร์ที่มีส่วนติดต่อแบบกราฟิกจะพัฒนาจนพร้อมใช้งาน นักวิจัยที่ศูนย์วิจัยซีร็อกซ์พาร์กนำแนวคิดนี้ไปต่อยอด เมาส์ของพวกเขาปรับรูปทรงให้จับถนัดขึ้น และเพิ่มจำนวนปุ่มเพื่อรองรับคำสั่งหลายแบบ
ต่อมาเมาส์เริ่มเป็นที่รู้จักกว้างขึ้นเมื่อบริษัทคอมพิวเตอร์นำระบบกราฟิกมาใช้กับผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ เมาส์หลายรุ่นในช่วงแรกมีราคาสูงและยังไม่ใช่อุปกรณ์มาตรฐาน จนกระทั่งคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลแพร่หลายมากขึ้น ราคาจึงลดลงและผู้ใช้เริ่มคุ้นเคยกับการชี้ คลิก ลาก และปล่อย
จำนวนปุ่มของเมาส์ก็เปลี่ยนไปตามแนวคิดการออกแบบ บางบริษัทเลือกใช้ปุ่มเดียวเพื่อลดความสับสน บางระบบใช้สองปุ่มเพื่อแบ่งคำสั่งหลักกับคำสั่งเสริม ขณะที่เมาส์สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์บางประเภทมีสามปุ่ม ภายหลังจึงมีล้อเลื่อน ปุ่มด้านข้าง และปุ่มปรับความไวเพิ่มเข้ามา
เทคโนโลยีตรวจจับการเคลื่อนไหวเปลี่ยนจากล้อโลหะเป็นลูกกลิ้ง จากลูกกลิ้งเป็นแสง และพัฒนาต่อเป็นเซ็นเซอร์ที่ใช้งานได้บนพื้นผิวหลากหลายชนิด สายไฟก็หายไปเมื่อระบบไร้สายมีความเสถียรมากขึ้น รูปร่างจากกล่องไม้เหลี่ยม ๆ ถูกปรับให้โค้งเข้ากับฝ่ามือ และมีทั้งแบบสำหรับคนถนัดซ้าย คนถนัดขวา รวมถึงแบบแนวตั้งที่ช่วยลดการบิดข้อมือ
ถึงหน้าตาจะเปลี่ยนไปมาก แต่หลักสำคัญยังเหมือนเดิม นั่นคือการเปลี่ยนการเคลื่อนไหวของมือบนโต๊ะให้กลายเป็นการเคลื่อนไหวของตัวชี้บนหน้าจอ และใช้ปุ่มกดเพื่อเลือกหรือสั่งงานสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
เมาส์กล่องไม้ปุ่มเดียวจึงน่าสนใจไม่ใช่เพราะมันดูแปลกเมื่อเทียบกับอุปกรณ์ปัจจุบัน แต่เพราะมันแสดงให้เห็นว่าของที่เปลี่ยนวิธีใช้คอมพิวเตอร์ทั้งโลก ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากผลิตภัณฑ์ที่สวยงามหรือสมบูรณ์แบบเสมอไป ต้นแบบชิ้นนั้นยังเทอะทะ ใช้งานได้จำกัด และถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบคำถามง่าย ๆ ว่า จะทำอย่างไรให้มือของคนควบคุมสิ่งที่อยู่บนหน้าจอได้เป็นธรรมชาติที่สุด
คำตอบในวันนั้นคือกล่องไม้เล็ก ๆ ที่มีสายคล้ายหางหนู และมันก็กลายเป็นต้นทางของอุปกรณ์ที่ผู้คนนับไม่ถ้วนใช้คลิกทุกวัน
10 โรงแรมในตำนานของไทย ที่เคยโด่งดังแต่ปัจจุบันเหลือเพียงความทรงจำ
ทำไมคนหูหนวกจึงมักพูดไม่ได้
รีโมทแอร์ใช้ถ่านอัลคาไลน์ได้ไหม
รู้หรือไม่? ไม่ใช่แค่ไทยที่กินข้าวเหนียว! เปิดรายชื่อ9ประเทศที่นิยมกิน "ข้าวเหนียว"
เมื่อพ่อแม่พึ่งไม่ได้
ถังขยะควรวางตรงไหน? 3 จุดในบ้านที่สายฮวงจุ้ยแนะนำให้เลี่ยง
แผลแบบไหนไม่ควรติดพลาสเตอร์
คนตาบอดเห็นความมืดแบบเราหรือเปล่า
รูเล็ก ๆ บนหัวซิป มีไว้ทำอะไร?
10 สถานที่ร้างในกรุงเทพฯ ที่ถูกพูดถึงว่าเฮี้ยนที่สุด
มีแฟนเลือดกรุป B ต้องรู้! 10 นิสัยที่หลายคนบอกว่า "ใช่เลย" แต่ก็ไม่ใช่ทุกคน
เป็นกันไหม? ได้กลิ่นเหม็นทำไมต้องหันมอง แต่พอได้กลิ่นหอมกลับเดินผ่านเฉย ๆ เรามีคำตอบ ไปอ่านกัน
อริยสัจ ๔ แผนที่ออกจากความทุกข์



