หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ซอสมะเขือเทศเคยเป็นยา จริงแค่ไหน

เขียนโดย nattawat25800

เรื่องที่ว่า “ซอสมะเขือเทศเคยขายเป็นยา” มีเค้าโครงจากเหตุการณ์จริงในสหรัฐอเมริกาช่วงทศวรรษ 1830 แต่ของที่ถูกขายในตอนนั้นไม่ได้เหมือนซอสมะเขือเทศขวดที่เราใช้จิ้มเฟรนช์ฟรายส์ทุกวันนี้เสียทีเดียว

สิ่งที่ถูกโฆษณาเป็นยาคือมะเขือเทศในรูปสารสกัดและยาเม็ด โดยผู้ขายอ้างว่าช่วยบรรเทาอาการเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร เช่น อาหารไม่ย่อย ท้องเสีย หรืออาการไม่สบายท้อง เรื่องนี้เกิดขึ้นในยุคที่การควบคุมยาและโฆษณาสรรพคุณยังไม่เข้มงวด ใครมีสูตรหรือแนวคิดใหม่ก็สามารถนำออกขายพร้อมคำกล่าวอ้างทางการแพทย์ได้ง่ายกว่าปัจจุบันมาก

จุดเริ่มต้นสำคัญมาจากแพทย์ชาวอเมริกันชื่อจอห์น คุก เบนเน็ตต์ ซึ่งออกมาเผยแพร่แนวคิดว่ามะเขือเทศมีคุณสมบัติเป็นยา เขากล่าวถึงประโยชน์ของมะเขือเทศต่อโรคและอาการหลายชนิด โดยเฉพาะปัญหาที่เกี่ยวข้องกับกระเพาะ ลำไส้ และการย่อยอาหาร

แนวคิดนี้ได้รับความสนใจ เพราะในเวลานั้นชาวอเมริกันจำนวนหนึ่งยังไม่คุ้นเคยกับการกินมะเขือเทศ บางคนถึงขั้นมองว่ามะเขือเทศอาจเป็นพิษ เนื่องจากมันอยู่ในตระกูลพืชเดียวกับพืชมีพิษบางชนิด การประกาศจากบุคคลที่ใช้ตำแหน่งแพทย์รับรอง จึงช่วยเปลี่ยนภาพของมะเขือเทศจากของน่ากลัวให้กลายเป็นพืชที่ดูมีประโยชน์ต่อสุขภาพ

เมื่อกระแสเริ่มมา ผู้ประกอบการก็เห็นโอกาสทางธุรกิจ มีการนำสารสกัดจากมะเขือเทศมาทำเป็นยาเม็ดและวางขายในชื่อที่สื่อว่าเป็น “ยาเม็ดมะเขือเทศ” โฆษณาบางชิ้นอ้างว่าสามารถใช้รักษาอาการได้สารพัด ตั้งแต่อาหารไม่ย่อยไปจนถึงโรคที่รุนแรงกว่านั้น

ตรงนี้เองที่เรื่องเล่าสมัยใหม่มักย่อให้เหลือประโยคสั้น ๆ ว่า “เมื่อก่อนซอสมะเขือเทศคือยา”

ความจริงแล้วคำว่า ketchup ในยุคนั้นมีความหมายกว้างกว่าซอสมะเขือเทศรสหวานอมเปรี้ยวที่เรารู้จัก สูตรซอสที่เรียกว่าเคตชัปมีอยู่หลายแบบ ทำจากเห็ด ปลา วอลนัต หรือวัตถุดิบอื่นก็ได้ ซอสมะเขือเทศเพิ่งค่อย ๆ พัฒนาสูตรจนกลายเป็นเครื่องปรุงที่ได้รับความนิยมในภายหลัง

ดังนั้น สิ่งที่ถูกขายเป็นยาในทศวรรษ 1830 จึงควรเรียกว่า “สารสกัดหรือยาเม็ดจากมะเขือเทศ” มากกว่าจะบอกว่าเป็นซอสมะเขือเทศบรรจุขวดแบบปัจจุบัน ผู้คนไม่ได้เปิดขวดยาแล้วเทซอสข้น ๆ กินเพื่อแก้ท้องอืด แต่ซื้อผลิตภัณฑ์ที่ทำให้อยู่ในรูปแบบคล้ายยาสำเร็จรูป พร้อมฉลากและคำโฆษณาสรรพคุณ

สินค้าเหล่านี้ได้รับความนิยมอยู่ช่วงหนึ่ง แต่เมื่อมีคนเห็นว่ายาเม็ดมะเขือเทศขายได้ ผู้ผลิตรายอื่นก็เริ่มทำตาม ตลาดจึงเต็มไปด้วยผลิตภัณฑ์ที่อ้างชื่อมะเขือเทศ แต่บางชนิดอาจมีมะเขือเทศเพียงเล็กน้อย หรือแทบไม่มีส่วนประกอบตามที่โฆษณาเลย

ยิ่งมีการกล่าวอ้างเกินจริง ความน่าเชื่อถือก็ยิ่งลดลง ในที่สุดกระแสยาเม็ดมะเขือเทศก็ซาลง เหลือเพียงเรื่องราวแปลก ๆ ในประวัติศาสตร์การแพทย์และการโฆษณา

เหตุที่ผลิตภัณฑ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นได้ ไม่ใช่เพราะคนสมัยก่อนขาดเหตุผล แต่เป็นเพราะระบบตรวจสอบยาในเวลานั้นยังต่างจากปัจจุบันมาก ยังไม่มีขั้นตอนบังคับให้ผู้ผลิตพิสูจน์อย่างชัดเจนว่าสินค้ามีตัวยาอะไร ใช้รักษาโรคได้จริงหรือไม่ มีผลข้างเคียงแบบใด และควรกินในปริมาณเท่าไร

การใช้คำว่า “แพทย์แนะนำ” หรือการตีพิมพ์บทความเชิดชูสรรพคุณก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้ซื้อจำนวนหนึ่งเชื่อได้แล้ว โดยเฉพาะในช่วงที่ข่าวสารทางการแพทย์เข้าถึงยาก และผู้คนต้องพึ่งโฆษณาจากหนังสือพิมพ์หรือคำบอกเล่าเป็นหลัก

มะเขือเทศเองมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์จริง ทั้งวิตามินและสารกลุ่มแคโรทีนอยด์ แต่การที่อาหารชนิดหนึ่งมีสารอาหาร ไม่ได้แปลว่าจะกลายเป็นยารักษาโรคตามคำกล่าวอ้างทุกอย่างได้ การกินมะเขือเทศเป็นส่วนหนึ่งของอาหารกับการใช้สารสกัดเพื่อรักษาโรค เป็นคนละเรื่องกัน

ส่วนซอสมะเขือเทศในปัจจุบันก็ไม่ได้ถูกจัดเป็นยา มันคือเครื่องปรุงรสที่มักมีมะเขือเทศ น้ำตาล น้ำส้มสายชู เกลือ และเครื่องเทศ ปริมาณส่วนผสมแตกต่างกันตามสูตรและยี่ห้อ การนำเรื่องในศตวรรษที่ 19 มาอ้างว่ากินซอสมะเขือเทศแล้วช่วยรักษาอาการท้องอืด จึงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงทางการแพทย์

เรื่องนี้จึงจริงเพียงครึ่งเดียว มะเขือเทศเคยถูกนำไปทำผลิตภัณฑ์และวางขายในฐานะยา โดยมีคำโฆษณาว่าช่วยรักษาอาการเกี่ยวกับการย่อยอาหารจริง แต่ผลิตภัณฑ์นั้นไม่ได้เป็นซอสมะเขือเทศแบบที่ตั้งอยู่บนโต๊ะอาหารทุกวันนี้

สิ่งที่น่าสนใจกว่าความแปลกของ “ซอสมะเขือเทศรักษาโรค” คือภาพของยุคหนึ่งที่เส้นแบ่งระหว่างอาหาร ยา และสินค้าหลอกขายยังไม่ชัด ใครกล่าวอ้างได้น่าเชื่อถือพอ ก็อาจเปลี่ยนผักผลไม้ธรรมดาให้กลายเป็นยาครอบจักรวาลได้ชั่วข้ามคืน

เนื้อหาโดย: nattawat25800
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
nattawat25800's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 58 ครั้ง
เขียนโดย nattawat25800
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
พื้นที่มหาศาล แต่คนอยู่น้อย: ศรีสวัสดิ์ อำเภอที่ประชากรเบาบางมากของไทยโรงเรียนเพียงแห่งเดียวของประเทศไทย ที่อยู่มาตั้งแต่ยุครัชกาลที่ 4ข่าวการบินล่าสุดที่คนเดินทางควรรู้ มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง ?ทำไมเสื้อผ้าตากกลางแดดถึงมีกลิ่นต่างจากเสื้อผ้าที่ตากในร่ม ?10 อันดับเลขหวยจากสูตรเซียนหวย งวด 1 ตุลาคม 2569: รวมเลขที่ถูกพูดถึงจากกระแสค้นหาและข่าวหลายสำนักมารู้จัก“ชมพู่สีม่วงดำ”ผลไม้หน้าตาแปลก สีเข้มจนเกือบดำสถิติเลขเด่น "เลขมือทอง" งวด 1 ต.ค. 69 แนวทางสองตัวตรงจากสำนักดังสยาม ลิโด สกาลา หายไปไหน ย้อนดูโรงหนังที่เคยเป็นหัวใจของสยามสแควร์ทำไมน้ำแดงจึงอยู่หน้าศาลพระภูมิถอดรหัสคติชนวิทยา "ผีลักซ่อน" และกุศโลบายความปลอดภัยของบรรพบุรุษดีใจด้วยเด้อ…คุณเฟย! จากพนักงานโออิชิ สู่เศรษฐี 12 ล้านบาทดุ่ย ภรัญฯ เปิดแนวทางงวดใหม่ 1 ต.ค. 69 รอบนี้มีเลขไหนให้ตามต่อ
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
😉 ชวนลองเข้ามาดูคนที่มีความคิดสร้างสรรค์สุดเจ๋ง สุดแปลก จนทำให้คุณปลดล็อคความคิดได้ 😁ประวัติศาสตร์มอลต์ลิเคอร์: เครื่องดื่มที่อเมริกาเคยพยายามลืมทำไมน้ำแดงจึงอยู่หน้าศาลพระภูมิทำไมเสื้อผ้าตากกลางแดดถึงมีกลิ่นต่างจากเสื้อผ้าที่ตากในร่ม ?สยาม ลิโด สกาลา หายไปไหน ย้อนดูโรงหนังที่เคยเป็นหัวใจของสยามสแควร์โรงเรียนเพียงแห่งเดียวของประเทศไทย ที่อยู่มาตั้งแต่ยุครัชกาลที่ 4
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
ทำไมน้ำแดงจึงอยู่หน้าศาลพระภูมิทำไมเสื้อผ้าตากกลางแดดถึงมีกลิ่นต่างจากเสื้อผ้าที่ตากในร่ม ?สยาม ลิโด สกาลา หายไปไหน ย้อนดูโรงหนังที่เคยเป็นหัวใจของสยามสแควร์10 โรงเรียนในไทยน่าสนใจ 2569 จุดเด่นต่างกันทั้งวิทย์ ภาษา นวัตกรรม และกิจกรรม
ตั้งกระทู้ใหม่