หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

แมวสยามตัวแรกในอเมริกาเดินทางจากกรุงเทพฯ

เขียนโดย คิดไปเรื่อย

ช่วงปลายปี 1878 มีผู้โดยสารตัวเล็กตัวหนึ่งออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังสหรัฐอเมริกา เธอไม่ได้มีหนังสือเดินทาง ไม่มีสัมภาระ และคงไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่ากำลังจะถูกพาไปไกลจากบ้านเพียงใด

ผู้โดยสารตัวนั้นคือแมวเพศเมียจากสยาม ซึ่งต่อมาได้รับชื่อเรียบง่ายว่า “สยาม” จุดหมายปลายทางของมันไม่ใช่บ้านคนธรรมดา แต่เป็นทำเนียบขาว ที่พักของประธานาธิบดีรัทเทอร์ฟอร์ด บี. เฮย์ส และลูซี เฮย์ส ภรรยาของเขา

เรื่องเริ่มจากเดวิด บี. ซิกเคิลส์ กงสุลอเมริกันประจำกรุงเทพฯ ทราบว่าลูซีเป็นคนรักแมว เขาจึงจัดหาแมวสยามตัวหนึ่งส่งไปเป็นของขวัญ ในจดหมายลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 1878 เขาเขียนถึงลูซีว่า แมวตัวนี้เป็นหนึ่งในแมวสยามที่งดงามที่สุดเท่าที่เขาหาได้ และเขาได้รับแจ้งว่านี่อาจเป็นความพยายามครั้งแรกในการส่งแมวสยามไปอเมริกา

แมวตัวนี้จึงมักถูกกล่าวถึงว่าเป็นแมวสยามตัวแรกที่มีหลักฐานชัดเจนว่าเดินทางไปถึงสหรัฐอเมริกา

คำว่า “ส่งแมวไปอเมริกา” ในยุคนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนการนำสัตว์ขึ้นเครื่องบินในปัจจุบัน การเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปวอชิงตันต้องใช้เรือหลายช่วง ต่อด้วยการเดินทางทางบกข้ามประเทศ ระหว่างทางไม่มีตู้ควบคุมอุณหภูมิ ไม่มีอาหารสัตว์สำเร็จรูป และไม่มีระบบดูแลสัตว์ระหว่างประเทศที่เป็นมาตรฐาน

สยามถูกส่งจากกรุงเทพฯ ไปยังฮ่องกง ก่อนขึ้นเรือเดินทะเลมุ่งหน้าไปซานฟรานซิสโก จากฝั่งตะวันตกของอเมริกา มันยังต้องเดินทางต่อไปถึงวอชิงตัน การเดินทางทั้งหมดกินเวลาหลายสัปดาห์และอาจยาวนานกว่าสองเดือน

เมื่อนับจากวันที่กงสุลเขียนจดหมายและเริ่มจัดส่ง สยามออกเดินทางในปี 1878 แต่ไปถึงทำเนียบขาวในช่วงต้นปี 1879 จึงเป็นเหตุผลที่บางเรื่องเล่าระบุปี 1878 ขณะที่บางแห่งใช้ปี 1879 ทั้งสองปีพูดถึงคนละช่วงของการเดินทางเดียวกัน

รูปร่างของแมวสยามในเวลานั้นน่าจะต่างจากแมววิเชียรมาศสายประกวดที่คนปัจจุบันคุ้นตา แมวสยามดั้งเดิมมักมีลำตัวแน่นกว่า ใบหน้าไม่เรียวยาวมาก และมีสีเข้มบริเวณหน้า หู เท้า และหาง ตัดกับลำตัวสีอ่อน ดวงตาสีฟ้าและลวดลายที่ไม่เหมือนแมวบ้านทั่วไปทำให้มันดูแปลกตาสำหรับชาวอเมริกันในศตวรรษที่ 19

ตอนที่สยามไปถึงอเมริกา แมวลักษณะนี้ยังไม่ได้แพร่หลายในโลกตะวันตก ผู้คนจำนวนมากไม่เคยเห็นแมวที่มีแต้มสีชัดเจนเช่นนี้มาก่อน มันจึงไม่ได้เป็นเพียงสัตว์เลี้ยงจากต่างประเทศ แต่ยังดูเหมือนสิ่งมีชีวิตหายากจากดินแดนที่ชาวอเมริกันส่วนใหญ่แทบไม่รู้จัก

ชื่อ “สยาม” ที่ตั้งให้มันตรงไปตรงมามาก เพราะเป็นชื่อประเทศต้นทางในขณะนั้น ประเทศไทยยังเป็นที่รู้จักในโลกตะวันตกว่า Siam ส่วนแมวประเภทนี้จึงถูกเรียกว่า Siamese cat หรือแมวจากสยาม

แม้ของขวัญจะส่งถึงประธานาธิบดีและภรรยา แต่ผู้ที่สนิทกับสยามมากเป็นพิเศษคือลูกสาวของทั้งคู่ ฟรานเซส หรือฟานนี เฮย์ส ซึ่งยังเป็นเด็กอยู่ในเวลานั้น สยามกลายเป็นสัตว์เลี้ยงของเธอและได้รับอนุญาตให้เดินไปมาในทำเนียบขาว

บ้านของครอบครัวเฮย์สมีสัตว์หลายชนิดอยู่แล้ว ทั้งสุนัข แมวตัวอื่น นก และแพะ ทำเนียบขาวในยุคนั้นจึงไม่ได้มีบรรยากาศเคร่งขรึมตลอดเวลาอย่างที่หลายคนนึกภาพ บางส่วนของอาคารเป็นพื้นที่อยู่อาศัยของครอบครัวจริง ๆ มีเด็ก มีสัตว์เลี้ยง และมีความวุ่นวายแบบบ้านทั่วไปปะปนอยู่กับงานของรัฐบาล

สยามปรับตัวเข้ากับบ้านใหม่ได้ดี มีบันทึกว่ามันเดินในทำเนียบขาวได้อย่างอิสระ และชอบปรากฏตัวในช่วงที่ลูซีต้อนรับแขก สำหรับแขกที่มาเยือน การเห็นแมวหน้าตาไม่คุ้นเคยเดินเข้ามากลางงานคงสร้างความสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อเจ้าของบ้านบอกว่ามันเดินทางมาจากกรุงเทพฯ

ของขวัญชิ้นนี้จึงทำหน้าที่คล้ายตัวแทนเล็ก ๆ ของสยามโดยไม่ตั้งใจ ในช่วงที่การติดต่อระหว่างสองประเทศยังต้องอาศัยจดหมายและเรือเดินทะเล แมวหนึ่งตัวทำให้ชื่อของสยามเข้าไปอยู่ในเรื่องเล่าของครอบครัวประธานาธิบดีอเมริกัน

ชีวิตของสยามในทำเนียบขาวกลับสั้นกว่าที่ทุกคนหวัง หลังจากมาถึงได้ประมาณเก้าเดือน มันเริ่มป่วยในช่วงที่ครอบครัวเฮย์สไม่ได้อยู่ที่วอชิงตัน เจ้าหน้าที่พยายามหาอาหารหลายอย่างให้กิน ทั้งปลา ไก่ เป็ด ครีม และหอยนางรม หวังว่าจะช่วยให้มันฟื้นแรง

เมื่ออาการไม่ดีขึ้น แพทย์ประจำตัวของประธานาธิบดีก็เข้ามาช่วยดูแล แม้แต่ในยุคที่สัตวแพทยศาสตร์ยังไม่ก้าวหน้าเท่าปัจจุบัน ผู้คนรอบตัวสยามก็พยายามรักษามันอย่างเต็มที่ แต่สุดท้ายแมวที่ข้ามมหาสมุทรมาไกลก็เสียชีวิตในปีเดียวกับที่เดินทางถึงอเมริกา

หลังจากสยามตาย มีความพยายามส่งร่างของมันไปเก็บรักษาไว้ เชื่อกันว่าร่างถูกนำไปยังหน่วยงานด้านการเกษตรเพื่อให้ช่างสตัฟฟ์สัตว์จัดการ แต่ต่อมาร่องรอยกลับหายไป ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าร่างของสยามถูกเก็บไว้ที่ใด หรือถูกทำลายไปเมื่อใด

นั่นทำให้ไม่มีตัวอย่างร่างจริงเหลือให้คนรุ่นหลังตรวจสอบว่าแมวที่ถูกส่งจากกรุงเทพฯ มีรูปร่างและลักษณะตรงกับแมววิเชียรมาศแบบใด แต่จดหมายของกงสุลและบันทึกเกี่ยวกับครอบครัวเฮย์สยังยืนยันได้ว่าแมวตัวนี้มีอยู่จริง และเคยอาศัยอยู่ในทำเนียบขาวจริง

การเรียกสยามว่า “แมวสยามตัวแรกในอเมริกา” ควรเข้าใจว่าเป็นตัวแรกที่มีหลักฐานบันทึกชัดเจน อาจมีลูกเรือ พ่อค้า หรือนักเดินทางเคยนำแมวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปถึงอเมริกาก่อนหน้านั้นก็ได้ เพียงแต่ไม่มีเอกสารที่ยืนยันได้แน่นอนเหมือนกรณีนี้

จดหมายจากกงสุลถึงภรรยาประธานาธิบดี ชื่อของผู้ส่ง เส้นทางการเดินทาง และเรื่องราวหลังจากมาถึง ล้วนทำให้สยามกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่นักประวัติศาสตร์แมวสามารถอ้างถึงได้

หลังจากนั้นอีกหลายปี แมวสยามจึงค่อย ๆ เป็นที่รู้จักในยุโรปและอเมริกามากขึ้น มีการนำเข้าเพื่อเพาะพันธุ์ จัดแสดงในงานประกวด และพัฒนารูปร่างจนเกิดสายที่มีลำตัวยาว หัวเป็นทรงลิ่ม และใบหูขนาดใหญ่แบบที่เห็นในวงการประกวดปัจจุบัน

แต่ก่อนที่แมวสยามจะกลายเป็นสายพันธุ์ยอดนิยมในโลกตะวันตก เรื่องราวของมันในอเมริกาเริ่มจากแมวเพศเมียเพียงตัวเดียวที่ถูกใส่ลัง ส่งออกจากกรุงเทพฯ ผ่านฮ่องกง ข้ามมหาสมุทร และเดินทางต่อไปยังบ้านของประธานาธิบดี

ชีวิตของสยามในอเมริกากินเวลาไม่ถึงหนึ่งปี แต่ชื่อของมันยังคงถูกเล่าต่อมานานกว่าศตวรรษ ไม่ใช่เพราะมันทำสิ่งยิ่งใหญ่ หากเป็นเพราะการเดินทางของแมวตัวเล็ก ๆ ตัวนี้เชื่อมกรุงเทพฯ กับทำเนียบขาวเข้าด้วยกัน ในยุคที่ระยะทางระหว่างสองเมืองไกลกว่าที่คนปัจจุบันจะนึกภาพออก

เนื้อหาโดย: คิดไปเรื่อย
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
คิดไปเรื่อย's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 13 ครั้ง
เขียนโดย คิดไปเรื่อย
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
10 โรงแรมในตำนานของไทย ที่เคยโด่งดังแต่ปัจจุบันเหลือเพียงความทรงจำAI วิเคราะห์เลขท้าย 3 ตัวรางวัลที่ 1 งวดวันที่ 1 สิงหาคม 2569มังกรในความเชื่อไทย: สรรพสัตว์เทพผู้ผสานวัฒนธรรมและสายน้ำชนะลอตเตอรี่ 14 ครั้ง ด้วย “คณิตศาสตร์เด็กประถม” 10 ของกินหน้าโรงเรียนยุค 80 ที่ราคาไม่กี่บาทเสือตกถังพลังเงินดี (ปกฟ้า) งวด 1 ส.ค. 69 สำนักดังสายเหนียว ห้ามพลาด!ตำนาน "ขบวนร้อยอสูรยามรัตติกาล": เมื่อนรกเปิดประตูป่วนเมืองปลากระโทงดาบ (Swordfish): อัศวินดาบเดี่ยวแห่งมหาสมุทรลึกงีบช่วงบ่ายสอง ทำไมตื่นแล้วสดชื่นกว่า5 วิธีแยก “คนรวยจริง” กับ “คนรวยปลอม” ดูอย่างไรไม่ให้โดนหลอก!มหัศจรรย์เกาะวัดกลางทะเลที่น้ำทะเลล้อมรอบสถิติหวยออก ย้อนหลัง 10 ปี เลขท้าย 2 ตัว งวด 1 สิงหาคม
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
ถนนในประเทศไทยที่น่ากลัวที่สุด เสี่ยงอันตรายมากที่สุดในการขับขี่ปลากระโทงดาบ (Swordfish): อัศวินดาบเดี่ยวแห่งมหาสมุทรลึก10 ของกินหน้าโรงเรียนยุค 80 ที่ราคาไม่กี่บาทย้อนเวลา 210 ล้านปี : 3 ไดโนเสาร์ ‘รุ่นใหญ่ที่สุด’ ในไทย ที่ปฏิวัติประวัติศาสตร์ดึกดำบรรพ์ทำความรู้จักมะพูดผลไม้ไทยโบราณหาทานยากที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์งีบช่วงบ่ายสอง ทำไมตื่นแล้วสดชื่นกว่า
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
โรคมะเร็งกับโรคหัวใจโตอะไรอันตรายกว่าปลากระโทงดาบ (Swordfish): อัศวินดาบเดี่ยวแห่งมหาสมุทรลึก10 ของกินหน้าโรงเรียนยุค 80 ที่ราคาไม่กี่บาทงีบช่วงบ่ายสอง ทำไมตื่นแล้วสดชื่นกว่า
ตั้งกระทู้ใหม่