ไขมันสะสมในอวัยวะไหนได้บ้าง
เวลาพูดถึงคำว่า "ไขมันสะสม" หลายคนมักนึกถึงพุง ต้นแขน ต้นขา หรือรอบเอวเป็นอย่างแรก เพราะเป็นสิ่งที่มองเห็นได้จากภายนอก แต่ความจริงแล้วไขมันไม่ได้สะสมอยู่แค่ใต้ผิวหนังเท่านั้น ยังสามารถแทรกตัวเข้าไปอยู่ตามอวัยวะสำคัญต่าง ๆ ภายในร่างกายได้ด้วย ซึ่งไขมันในตำแหน่งเหล่านี้บางชนิดอาจส่งผลต่อสุขภาพมากกว่าไขมันที่อยู่ใต้ผิวหนังเสียอีก
ไขมันในร่างกายแบ่งกว้าง ๆ ได้เป็น 2 แบบ คือไขมันใต้ผิวหนัง และไขมันในช่องท้อง
ไขมันใต้ผิวหนังคือไขมันที่เราจับได้ บีบได้ อยู่บริเวณหน้าท้อง สะโพก ต้นขา ต้นแขน และส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ทำหน้าที่ช่วยเก็บพลังงาน รักษาความอบอุ่น และป้องกันการกระแทก แม้ว่าจะมีมากเกินไปไม่ดี แต่โดยทั่วไปแล้วไขมันชนิดนี้ไม่ได้อันตรายเท่ากับไขมันที่สะสมรอบอวัยวะภายใน
ส่วนไขมันในช่องท้องหรือไขมันที่แทรกอยู่ในอวัยวะ เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นจากภายนอก บางคนรูปร่างไม่อ้วน แต่ก็มีไขมันลักษณะนี้มากได้เช่นกัน
อวัยวะแรกที่หลายคนนึกถึงคือ "ตับ"
ตับเป็นอวัยวะที่พบการสะสมของไขมันได้บ่อย ภาวะนี้เรียกว่าไขมันพอกตับ เมื่อมีไขมันสะสมมากเกินไป ตับจะทำงานได้แย่ลง หากปล่อยไว้นานอาจเกิดการอักเสบ พังผืดในตับ ตับแข็ง หรือเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งตับในบางราย
ในระยะแรกผู้ป่วยจำนวนมากแทบไม่มีอาการ จึงมักตรวจพบจากการตรวจสุขภาพหรืออัลตราซาวด์โดยบังเอิญ
อวัยวะต่อมาคือ "ตับอ่อน"
ไขมันสามารถสะสมในตับอ่อนได้เช่นกัน ซึ่งอาจมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของเซลล์ที่สร้างอินซูลิน แม้ว่าความสัมพันธ์จะยังอยู่ระหว่างการศึกษาในหลายด้าน แต่มีข้อมูลว่าการมีไขมันในตับอ่อนสัมพันธ์กับภาวะดื้อต่ออินซูลิน โรคอ้วน และเบาหวานชนิดที่ 2 ในหลายกลุ่มประชากร
หัวใจก็มีไขมันได้
รอบหัวใจตามธรรมชาติมีไขมันอยู่ส่วนหนึ่ง เรียกว่าไขมันรอบหัวใจ ซึ่งมีหน้าที่ช่วยป้องกันและเป็นแหล่งพลังงานของเซลล์หัวใจ แต่หากมีมากเกินไป มีงานวิจัยหลายชิ้นพบว่ามีความสัมพันธ์กับโรคหลอดเลือดหัวใจ ความดันโลหิตสูง และความผิดปกติของระบบเผาผลาญ
ไขมันยังสามารถสะสมในกล้ามเนื้อ
เมื่อไขมันแทรกอยู่ในกล้ามเนื้อมากขึ้น ประสิทธิภาพการใช้อินซูลินของร่างกายอาจลดลง ทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินได้ง่ายขึ้น นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่การออกกำลังกายเป็นประจำช่วยให้กล้ามเนื้อใช้พลังงานได้ดีขึ้นและลดปริมาณไขมันที่แทรกอยู่ภายในได้
ไขมันในไต
แม้ไตจะไม่ใช่อวัยวะที่พบไขมันสะสมมากเท่าตับ แต่ก็สามารถมีไขมันสะสมรอบไตหรือบริเวณไซนัสของไตได้ งานวิจัยบางส่วนพบว่าการมีไขมันบริเวณนี้มากผิดปกติอาจสัมพันธ์กับความดันโลหิตสูง การทำงานของไตที่ลดลง และโรคอ้วน
ไขมันในไขกระดูก
หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่าไขกระดูกก็มีไขมันเช่นกัน โดยปกติไขกระดูกมีเซลล์ไขมันอยู่ตามธรรมชาติ แต่เมื่ออายุมากขึ้นหรือมีความผิดปกติของระบบเผาผลาญ สัดส่วนของไขมันในไขกระดูกอาจเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจมีผลต่อการสร้างเม็ดเลือดและสุขภาพของกระดูกในบางกรณี
ไขมันในหลอดเลือด
แม้จะไม่ใช่การสะสม "ภายในอวัยวะ" โดยตรง แต่เป็นการสะสมในผนังหลอดเลือด ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของภาวะหลอดเลือดแข็ง ไขมันโดยเฉพาะคอเลสเตอรอลชนิด LDL สามารถสะสมร่วมกับสารอื่น ๆ จนเกิดคราบพลัค ทำให้หลอดเลือดตีบแคบ หากเกิดในหลอดเลือดหัวใจอาจนำไปสู่โรคหัวใจ หากเกิดในหลอดเลือดสมองอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง
ไขมันในสมองมีหรือไม่
สมองเป็นอวัยวะที่มีไขมันเป็นองค์ประกอบตามธรรมชาติในปริมาณสูง โดยเฉพาะในเยื่อหุ้มเซลล์ประสาทและไมอีลิน แต่ไขมันเหล่านี้เป็นส่วนประกอบปกติของเนื้อสมอง ไม่ใช่ไขมันสะสมแบบเดียวกับไขมันพอกตับหรือไขมันในช่องท้อง ดังนั้นจึงไม่ควรเข้าใจว่าสมองเกิดภาวะไขมันพอกเหมือนตับ
ไขมันรอบลำไส้และอวัยวะในช่องท้อง
ไขมันในช่องท้องที่อยู่รอบลำไส้ กระเพาะอาหาร ตับ และอวัยวะอื่น ๆ เรียกว่าไขมันในช่องท้องหรือ Visceral Fat ถือเป็นไขมันที่แพทย์ให้ความสำคัญมาก เพราะสามารถหลั่งสารที่กระตุ้นการอักเสบของร่างกาย และมีความสัมพันธ์กับโรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ และโรคเมตาบอลิก
สิ่งที่น่าสนใจคือ คนที่น้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติก็อาจมีไขมันในช่องท้องสูงได้ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์มาก หรือรับประทานอาหารที่มีพลังงานสูงเป็นประจำ
แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าไขมันสะสมในอวัยวะภายในมากหรือไม่
เราไม่สามารถดูจากกระจกเพียงอย่างเดียวได้ วิธีที่ช่วยประเมินได้ เช่น
การวัดรอบเอว ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้คร่าว ๆ ของไขมันในช่องท้อง
การตรวจสุขภาพประจำปี เช่น การตรวจการทำงานของตับ ระดับน้ำตาล ไขมันในเลือด และความดันโลหิต
การอัลตราซาวด์ตับ ซึ่งช่วยตรวจหาภาวะไขมันพอกตับได้ในหลายกรณี
การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) หรือ MRI ซึ่งสามารถประเมินไขมันในช่องท้องและอวัยวะต่าง ๆ ได้ละเอียดกว่า แต่ไม่ได้จำเป็นสำหรับทุกคน
ข่าวดีคือไขมันในอวัยวะหลายชนิด โดยเฉพาะไขมันในตับและไขมันในช่องท้อง สามารถลดลงได้เมื่อปรับพฤติกรรมอย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมอาหาร ลดเครื่องดื่มหวาน ลดอาหารแปรรูป ออกกำลังกายทั้งแบบแอโรบิกและฝึกกล้ามเนื้อ นอนหลับให้เพียงพอ และควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
สรุปแล้ว ไขมันสามารถสะสมได้หลายตำแหน่ง ไม่ได้มีแค่ใต้ผิวหนัง แต่ยังพบได้ในตับ ตับอ่อน รอบหัวใจ กล้ามเนื้อ รอบไต ไขกระดูก รวมถึงรอบอวัยวะต่าง ๆ ในช่องท้อง และยังสามารถสะสมในผนังหลอดเลือดได้อีกด้วย ไขมันที่มองไม่เห็นเหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ เพราะแม้รูปร่างภายนอกจะดูปกติ แต่ภายในร่างกายอาจกำลังมีการสะสมของไขมันที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังหลายชนิดโดยที่เราไม่รู้ตัว
10 โรงแรมในตำนานของไทย ที่เคยโด่งดังแต่ปัจจุบันเหลือเพียงความทรงจำ
เตือนภัยสายตุน! ไข่ต้มค้างคืน กินแล้วเข้าโรงบาลจริงหรือแค่ข่าวลือป้่นประสาท?
10 นิสัยแปลกๆ ของ “คนฉลาดจริง” ที่คุณอาจจะมีแต่ไม่เคยรู้ตัว
เหงื่อออกมากแค่ไหนถึงควรพบแพทย์
เผยสถิติเลขออกบ่อย ย้อนหลัง 20 ปี งวดวันที่ 1 สิงหาคม 2569
เมื่อสามล้อถูกหวย ชีวิตเปลี่ยนจริงหรือ
มหัศจรรย์เกาะวัดกลางทะเลที่น้ำทะเลล้อมรอบ
ทำไมขนมโตเกียวถึงชื่อโตเกียว
AI วิเคราะห์เลขท้าย 3 ตัวรางวัลที่ 1 งวดวันที่ 1 สิงหาคม 2569
อวสานความเชื่อ "ยาฆ่าพยาธิเม็ดเดียว ฆ่าเรียบกวาดล้างทั้งร่างกาย" มีจริงหรือแค่มโน?
เครื่องดื่มชูกำลัง เพิ่มแรงได้จริงหรือแค่รู้สึก
โซลาร์เซลล์เปลี่ยนแสงอาทิตย์เป็นไฟฟ้าได้อย่างไร
ทำไมอะโวคาโดบางลูกมีรสขม ทั้งที่หลายคนบอกว่าอร่อย?
เตือนภัยสายตุน! ไข่ต้มค้างคืน กินแล้วเข้าโรงบาลจริงหรือแค่ข่าวลือป้่นประสาท?
โซลาร์เซลล์เปลี่ยนแสงอาทิตย์เป็นไฟฟ้าได้อย่างไร
เครื่องดื่มชูกำลัง เพิ่มแรงได้จริงหรือแค่รู้สึก



