ไม่มีเงิน ไม่มีสิทธิรักษา โรงพยาบาลปฏิเสธผู้ป่วยฉุกเฉินได้หรือไม่?
หลายคนอาจเคยได้ยินข่าวผู้ป่วยอาการหนักถูกปฏิเสธการรักษา หรือถูกขอให้ย้ายโรงพยาบาลเพราะไม่มีสิทธิรักษา ไม่มีเงิน หรือไม่มีญาติมาดำเนินการ จนเกิดคำถามว่าโรงพยาบาลหรือแพทย์สามารถทำเช่นนั้นได้หรือไม่
คำตอบคือ หากผู้ป่วยอยู่ในภาวะฉุกเฉินและจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือทันที การปล่อยไว้โดยไม่ตรวจประเมิน ไม่ช่วยเหลือตามความสามารถ หรือไม่ดำเนินการส่งต่ออย่างเหมาะสม อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายและก่อให้เกิดความรับผิดได้
อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี เพราะคำว่า “ผู้ป่วยฉุกเฉิน” และ “ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต” มีหลักเกณฑ์ทางการแพทย์ ไม่ได้ตัดสินจากความรู้สึกของผู้ป่วยหรือโรงพยาบาลฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น
ผู้ป่วยฉุกเฉินคือใคร?
โดยทั่วไป ผู้ป่วยฉุกเฉินคือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหรือมีอาการป่วยกะทันหัน ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตหรือการทำงานของอวัยวะสำคัญ และจำเป็นต้องได้รับการประเมินหรือรักษาอย่างทันท่วงที
ตัวอย่างอาการที่ควรรีบขอความช่วยเหลือ ได้แก่
- หมดสติ ไม่รู้สึกตัว
- ไม่หายใจหรือหัวใจหยุดเต้น
- หายใจลำบากอย่างรุนแรง
- เจ็บหน้าอกเฉียบพลัน
- แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด หรือสงสัยโรคหลอดเลือดสมอง
- เกิดอุบัติเหตุและมีเลือดออกมาก
- มีอาการชักต่อเนื่องหรือระดับความรู้สึกตัวลดลง
อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนที่ต้องได้รับการประเมินโดยบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกกรณีจะได้รับการจัดระดับเป็น “ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต” โดยอัตโนมัติ โรงพยาบาลต้องตรวจและคัดแยกตามอาการจริง
โรงพยาบาลปฏิเสธผู้ป่วยฉุกเฉินได้หรือไม่?
โดยหลักแล้ว สถานพยาบาลต้องให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินตามความจำเป็นและตามขีดความสามารถของสถานพยาบาล โดยไม่ควรนำเรื่องสิทธิการรักษา การไม่มีเงิน การไม่มีญาติ หรือความสามารถในการชำระค่าใช้จ่าย มาเป็นเหตุให้ผู้ป่วยไม่ได้รับบริการอย่างทันท่วงที
พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม กำหนดหน้าที่เกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน ส่วนประกาศกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า การให้บริการต้องเป็นไปตามความจำเป็นและข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ฉุกเฉิน โดยห้ามนำสิทธิประกัน การขึ้นทะเบียนสถานพยาบาล หรือความสามารถในการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายมาเป็นเหตุปฏิเสธบริการที่จำเป็น กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ
หากโรงพยาบาลไม่มีเตียง ไม่มีเครื่องมือ หรือไม่มีแพทย์เฉพาะทางที่จำเป็น ไม่ได้หมายความว่าจะต้องรักษาต่อจนจบทุกกรณี แต่ควรตรวจประเมิน ให้การช่วยเหลือเบื้องต้นเพื่อให้อาการปลอดภัยที่สุดเท่าที่ทำได้ และประสานส่งต่อไปยังสถานพยาบาลที่พร้อมกว่า
ดังนั้น “การส่งต่อ” ไม่เท่ากับ “การปฏิเสธรักษา” เสมอไป จุดสำคัญคือก่อนส่งต่อมีการประเมินและช่วยเหลืออย่างเหมาะสมหรือไม่ รวมถึงการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทำโดยปลอดภัยเพียงใด
สิทธิ UCEP ใช้กับใคร?
อีกเรื่องที่คนมักเข้าใจสับสนคือ ไม่ใช่ผู้ป่วยฉุกเฉินทุกระดับจะได้รับสิทธิรักษาฟรีในโรงพยาบาลเอกชนทุกแห่งเป็นเวลา 72 ชั่วโมง
สิทธิ UCEP หรือ “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่” ใช้กับผู้ป่วยที่ผ่านการประเมินว่าเป็นผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตตามหลักเกณฑ์ โดยสามารถเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลใกล้ที่สุดได้โดยไม่ต้องสำรองจ่าย จนพ้นภาวะวิกฤตและสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างปลอดภัย แต่ไม่เกิน 72 ชั่วโมง ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด หลังจากนั้นจะมีการประสานสิทธิหรือส่งต่อเพื่อรักษาต่อ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
ระยะเวลา 72 ชั่วโมงจึงไม่ใช่การรับประกันว่าจะรักษาฟรีครบสามวันในทุกกรณี หากแพทย์ประเมินว่าพ้นภาวะวิกฤตและสามารถเคลื่อนย้ายได้ก่อน ก็อาจเข้าสู่กระบวนการส่งต่อตามสิทธิได้
หากปฏิเสธการรักษา มีโทษหรือไม่?
หากสถานพยาบาลเอกชนไม่ช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินตามมาตรฐานและขีดความสามารถ อาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล โดยผู้รับอนุญาตหรือผู้ดำเนินการที่ฝ่าฝืนหน้าที่ตามมาตรา 36 อาจได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ ต้องผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและกระบวนการตามกฎหมายก่อน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ
หากความล่าช้าหรือการละเลยทำให้ผู้ป่วยได้รับอันตราย พิการ หรือเสียชีวิต ยังอาจเกิดความรับผิดทางแพ่ง ทางวิชาชีพ หรือทางอาญาได้ตามพฤติการณ์และความเชื่อมโยงของความเสียหายแต่ละคดี
จึงไม่ควรสรุปทันทีว่าแพทย์คนใดคนหนึ่งมีความผิดเพียงเพราะเกิดการส่งต่อ เนื่องจากต้องตรวจสอบทั้งระดับความฉุกเฉิน ความพร้อมของโรงพยาบาล การช่วยเหลือที่ได้ดำเนินการ และเหตุผลทางการแพทย์ในขณะนั้นด้วย
หมอปฏิเสธการรักษาได้ในกรณีใด?
แพทย์ไม่ได้มีหน้าที่รับรักษาผู้ป่วยทุกโรคในทุกสถานการณ์เสมอไป โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยไม่ได้อยู่ในภาวะฉุกเฉิน โรงพยาบาลไม่มีบริการที่ตรงกับโรค หรือไม่มีเครื่องมือและแพทย์เฉพาะทางเพียงพอ
แต่หากพบภาวะฉุกเฉิน ยังควรมีการคัดแยก ตรวจประเมิน ให้การช่วยเหลือเท่าที่จำเป็น และจัดการส่งต่ออย่างเหมาะสม ไม่ควรปล่อยให้ผู้ป่วยอาการหนักออกไปหาสถานพยาบาลใหม่เองโดยไม่มีการดูแล
หากเกิดเหตุ ควรทำอย่างไร?
หากผู้ป่วยมีอาการคุกคามชีวิต สิ่งสำคัญที่สุดคือรีบขอความช่วยเหลือ ไม่ควรเสียเวลาโต้แย้งเรื่องสิทธิหรือค่าใช้จ่ายที่หน้างาน
- โทรสายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน 1669
- แจ้งอาการ สถานที่ และหมายเลขโทรศัพท์ให้ชัดเจน
- หากสงสัยว่าเข้าข่าย UCEP สามารถสอบถาม สปสช. สายด่วน 1330
- กรณีมีปัญหากับสถานพยาบาลเอกชน สามารถแจ้งกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สายด่วน 1426
- เก็บเอกสาร ใบรับผู้ป่วย ใบเสร็จ เวชระเบียน และบันทึกวันเวลาเท่าที่ทำได้ เพื่อใช้ตรวจสอบภายหลัง
สิ่งที่ควรจำคือ ผู้ป่วยฉุกเฉินต้องได้รับการประเมินและช่วยเหลือก่อนตามความจำเป็น ส่วนการส่งต่ออาจทำได้เมื่อมีเหตุผลด้านศักยภาพหรือความพร้อม แต่ต้องดำเนินการอย่างเหมาะสมและไม่ทำให้ผู้ป่วยตกอยู่ในอันตรายมากกว่าเดิม หากสงสัยว่าถูกปฏิเสธโดยไม่เป็นธรรม ควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงแทนการตัดสินจากเหตุการณ์เพียงด้านเดียว
บทความนี้ให้ข้อมูลกฎหมายและสิทธิผู้ป่วยในภาพรวม ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมายเฉพาะคดี
กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ, สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
REFERENCES:
https://hss.moph.go.th/webs/law/fileupload_doc/2021-08-24-12-21-3498427.pdf
https://www.nhso.go.th/th/communicate-th/thnewsforperson/ucep
https://hss.moph.go.th/show_topic.php?id=3985
มหัศจรรย์เกาะวัดกลางทะเลที่น้ำทะเลล้อมรอบ
เอลฟ์: จากตำนานพื้นบ้านสู่สัญลักษณ์แห่งจินตนาการ
นิทานธรรมะ:เรื่องฟังแล้วคิดถึงในวันที่ไม่มีเธอ
คนซื้อหวยไม่เคยถูก(เพราะอะไร)
มารู้จัก “ตะขบยักษ์” ผลไม้พื้นบ้านลูกโต รสหวาน ปลูกง่าย
4 รถแห่ที่มีค่าจ้างที่แพงที่สุด
4 ลักษณะคนที่ถูกหวยบ่อยๆ
มหัศจรรย์แห่งศิลา: เจาะลึก "นครเพตรา" เมืองมรดกโลกที่สาบสูญ
"4 อัญมณีธรรมชาติ" ที่ราคาแพงที่สุด
10 รถจักรยานยนต์ยุค 80 รุ่นดัง ที่หลายคนยังจดจำ
ทำไม "ปลานิล" ไม่ระบาดเหมือน "ปลาหมอคางดำ" ทั้งที่เข้ามาในไทยก่อน?
เลขจากดวงดาว "ฮูฮก" วันที่ 1 สิงหาคม 2569
มหัศจรรย์เกาะวัดกลางทะเลที่น้ำทะเลล้อมรอบ
เอลฟ์: จากตำนานพื้นบ้านสู่สัญลักษณ์แห่งจินตนาการ
นิทานธรรมะ:เรื่องฟังแล้วคิดถึงในวันที่ไม่มีเธอ
4 ลักษณะคนที่ถูกหวยบ่อยๆ
เลขจากดวงดาว "ฮูฮก" วันที่ 1 สิงหาคม 2569
เลขมงคล"อาม่า"..วันที่ 1 สิงหาคม 2569

