นิทานธรรมะเรื่องตี3คืนสยอง
ค่ำคืนวันศุกร์เวลา 03:00 น. ในคอนโดหรูใจกลางเมือง... "นนท์" โปรแกรมเมอร์หนุ่มวัย 28 ปี กำลังนั่งตาค้างอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ 3 จอ แสงสีฟ้าจากหน้าจอสะท้อนนัยตาที่แห้งผากและอิดโรย เสียงพัดลมระบายความร้อนของคอมพิวเตอร์ดังหึ่ง ๆ คล้ายเสียงแมลงวันรุมตอมซากศพ นนท์ไม่ได้นอนมาสองวันเต็ม ๆ เพราะต้องปั่นโปรเจกต์ส่งลูกค้า
บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัด มีเพียงเสียงเข็มนาฬิกาเดิน ติก... ติก... ติก... ทันใดนั้น ลมเย็นยะเยือกสายหนึ่งพัดผ่านหลังคอของเขา ทั้งที่หน้าต่างทุกบานปิดสนิท นนท์ขนลุกซู่ ใบหูเริ่มแว่วได้ยินเสียงแปลกๆ
“กรู๊… กรู๊…” เสียงคล้ายคนสำลักเลือดดังมาจากมุมมืดของห้อง นนท์ค่อย ๆ หันไปมอง หัวใจเต้นรัวเป็นกลองรบ ที่มุมห้องนั้น แสงไฟสลัวเผยให้เห็นร่างของ "เงาดำ" ขนาดมหึมา มันค่อย ๆ คลานสี่ขาเข้ามาหาเขา ผิวหนังของมันพุพอง ใบหน้าบิดเบี้ยว ดวงตาเบิกโพลงแดงฉานด้วยความโกรธแค้น เสื้อผ้าขาดวิ่น และที่น่าสยดสยองที่สุดคือ ลิ้นของมันยาวลากพื้น มีน้ำลายหนืดข้นหยดลงบนพื้นกระเบื้อง แหมะ... แหมะ... "แก... แกแย่งเวลาของฉันไป..." เสียงของมันทุ้มต่ำและสั่นเครือ ชวนจิตหลุด
นนท์สติกระเจิง ลุกขึ้นกระโดดถอยหลังจนเก้าอี้ล้ม "เหวอออ! ผี! ผีหลอก!!!" เขาพยายามจะวิ่งหนีไปที่ประตูห้อง แต่ขาเจ้ากรรมกลับอ่อนแรงจนล้มพับลงกับพื้น ร่างสยองนั้นคลานเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ กลิ่นเหม็นอับคล้ายศพโชยเข้าจมูกจนเขาอยากจะอ้วก "อย่าเข้ามานะ! ฉันไปทำอะไรให้แก! ฉันทำบุญกรวดน้ำให้ไหม อย่าทำอะไรฉันเลย!" นนท์ร้องขอชีวิต ตัวสั่นเป็นลูกนก
ร่างสยองนั้นหยุดชะงักลงตรงหน้าเขา ห่างไปไม่ถึงคืบ นัยน์ตาแดงฉานจ้องลึกลงไปในตาของนนท์ ก่อนที่มันจะเค้นเสียงหัวเราะชวนขนลุก “ฮ่า ๆ ๆ... ทำบุญงั้นรึ? แกจะเอาบุญที่ไหนมาให้ฉัน ในเมื่อตัวแกเองยังเอาชีวิตไม่รอดเลย นนท์...”
"แก... รู้จักชื่อฉันได้ยังไง?" นนท์ละล่ำละลัก ผีร้ายไม่ได้ตอบด้วยคำพูด แต่มันยื่นมือที่ผอมแห้งเหลือแต่กระดูกมาแตะที่หน้าผากของนนท์ ทันใดนั้น ภาพนิมิตสะท้อนกลับก็ปรากฏขึ้นในหัวของเขาอย่างรวดเร็ว
ภาพนิมิตแห่งความจริง
ภาพที่ 1: ภาพตัวเขากำลังซดกาแฟแก้วที่ 4 ของวัน พร้อมกับกระดกเครื่องดื่มชูกำลังตาม เพื่อฝืนร่างกายที่กรีดร้องด้วยความอ่อนล้า
ภาพที่ 2: ภาพอาหารขยะ (Junk Food) กองโต และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่เขาอัดเข้าไปในกระเพาะตอนตี 1 ตี 2 โดยไม่สนว่าตับไตไส้พุงจะทำงานหนักแค่ไหน
ภาพที่ 3: ภาพใบหน้าของพ่อแม่ที่โทรมาหาด้วยความห่วงใย แต่เขาตัดสายทิ้งอย่างรำคาญใจเพราะ "งานยังไม่เสร็จ"
ภาพที่ 4: ภาพดวงจิตของเขาเองที่กำลังแห้งเหี่ยว ร่างกายทรุดโทรมลงเรื่อย ๆ ราวกับต้นไม้ที่ขาดน้ำ
ร่างสยองนั้นค่อย ๆ เปลี่ยนแปรสภาพ... จากอสูรกายชวนขนลุก กลายเป็นภาพสะท้อนของ ตัวนนท์เอง ในสภาพที่ผอมโซ ขอบตาดำคล้ำ และดูไร้ชีวิตชีวา "ฉันไม่ใช่ผีจากป่าช้าที่ไหนหรอก นนท์..." ร่างนั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนเป็นความเศร้าสร้อย "ฉันคือ 'กายสังขาร' ของแกเอง... และฉันคือ 'วิบากกรรม' ที่แกสร้างขึ้นจากการเบียดเบียนตัวเอง"
นนท์เบิกตากว้าง ความกลัวเริ่มเปลี่ยนเป็นความเข้าใจ "แกใช้งานฉันเหมือนทาส แกป้อนแต่สิ่งเป็นพิษให้ฉัน แกไม่เคยให้ฉันพักผ่อน แกละเลยคนที่รักแกเพื่อแลกกับเงินและเศษอีโก้ในโลกการทำงาน... ตอนนี้แกกำลังฆ่าฉันอย่างช้า ๆ ตี 3 คืนนี้ ไม่ใช่คืนที่ผีมาหลอก แต่เป็นคืนที่ร่างกายของแกกำลังจะ 'ชัตดาวน์' (Shutdown) เพราะทนไม่ไหวแล้ว!"
คำพูดนั้นแทงลึกเข้าไปในใจของนนท์ น้ำตาของเขาไหลพรากออกมา นนท์ระลึกได้ถึงพระธรรมคำสอนที่เคยได้ยินมา แต่ไม่เคยใส่ใจ
อัตตสัมมาปณิธิ: การตั้งตนไว้ชอบ การดูแลรักษาชีวิตและจิตใจของตนไม่ให้ตกต่ำ
ความไม่ประมาท: การคิดว่าตัวเองยังหนุ่มยังแน่น จะทำร้ายร่างกายอย่างไรก็ได้ คือความประมาทอย่างยิ่ง
"ฉันขอโทษ..." นนท์พึมพำ "ฉันคิดว่าฉันทำเพื่ออนาคต ทำเพื่อความสำเร็จ... แต่ฉันลืมไปเลยว่า ถ้าไม่มีร่างกายนี้แล้ว ฉันจะอยู่เสวยสุขกับความสำเร็จนั้นได้อย่างไร"
ร่างสะท้อนของเขาคลี่ยิ้มบาง ๆ เป็นยิ้มที่เต็มไปด้วยความเมตตาและอโหสิกรรม
"รู้ตัวตอนนี้ยังไม่สาย นนท์... วางมือจากหน้าจอ ปิดไฟ และนอนซะ เคารพฉัน รักษาฉัน แล้วฉันจะอยู่รับใช้แกไปอีกนาน..."
สิ้นประโยคนั้น แสงสว่างวาบก็พุ่งเข้าตาของนนท์ เฮือก!!! นนท์สะดุ้งตื่นขึ้นมา โฟกัสสายตากลับมาที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เขายังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ทำงานตัวเดิม ตัวเลขบนหน้าจอบ่งบอกเวลา 03:15 น. ไม่มีร่างสยอง ไม่มีกลิ่นเหม็นอับ มีเพียงหยาดน้ำตาที่ยังเปียกชุ่มอยู่ที่แก้ม และเสียงหัวใจที่เต้นเป็นปกติ นนท์รู้ดีว่าเหตุการณ์เมื่อครู่อาจเป็นเพียงอาการ "ภาพหลอนจากการอดนอน" (Sleep Deprivation Psychosis) หรือจิตใต้สำนึกที่มาเตือนภัยในรูปแบบของความฝัน
แต่มันคือ "ธรรมะเตือนสติ" ที่ทรงพลังที่สุดในชีวิตของเขา นนท์ไม่รอช้า เขาทำการกด Ctrl + S เพื่อเซฟงานทั้งหมด จากนั้นเลื่อนเมาส์ไปกดสั่ง Shut Down คอมพิวเตอร์ทันที หน้าจอทั้ง 3 ดับมืดลง ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความมืดที่แสนสงบเขาเดินไปที่เตียง ล้มตัวลงนอน ห่มผ้าหนา ๆ และหลับไปด้วยจิตใจที่ปล่อยวาง
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า:
การสร้างกรรมไม่ได้หมายถึงการทำร้ายผู้อื่นเท่านั้น การเบียดเบียน "กายและจิต" ของตนเองด้วยความโลภและความประมาท ก็เป็นการสร้างกรรมวิบากที่น่ากลัวไม่แพ้กัน การมีดวงตาเห็นธรรมในยุคปัจจุบัน คือการรู้จักบาลานซ์ชีวิต (Work-Life Balance) รู้คุณค่าของลมหายใจและสังขารที่ยังมีอยู่ ก่อนที่ "ตี 3" ของวันหนึ่ง... มันจะสายเกินไปจนไม่มีโอกาสได้ตื่นขึ้นมาอีกเลย
เขียนโดย tawanoriginal
-แชร์ลิ้งและโหวดเพื่อเป็นกำรังใจในการนำธรรมะมาสอนเรื่อยๆครับ
รีวิวหนังดัง THEY WILL KILL YOU พวกมันจะฆ่าแก
นิ้วกลางเป็นภาษาสากลจริงไหม
ความหิวเป็นเหตุ!! หนุ่มหยิบครีมหมักผมที่เมียทิ้งไว้ในตู้เย็นมากิน เพราะคิดว่าเป็นไอศกรีม เกือบสิ้นชื่อ 😌
10 หมู่บ้านร้างในประเทศไทย ที่ครั้งหนึ่งเคยมีผู้คนอาศัย แต่ปัจจุบันถูกทิ้งร้าง
4 รถแห่ที่มีค่าจ้างที่แพงที่สุด
ทำไมเครื่องหมายดอลลาร์ถึงใช้ตัว S? ไม่เป็นตัว D?
10 สัตว์ที่มีอวัยวะเพศยาวที่สุดในโลก อันดับหนึ่งยาวกว่าความสูงของคนทั้งตัว
มารู้จัก “ตะขบยักษ์” ผลไม้พื้นบ้านลูกโต รสหวาน ปลูกง่าย
มหัศจรรย์เกาะวัดกลางทะเลที่น้ำทะเลล้อมรอบ
สวนสนุกในตำนานของไทย ที่ถูกยกให้เป็นสถานที่น่ากลัวมาจนถึงปัจจุบัน
รถผ่อนอยู่ คนอื่นยึดได้ไหม
108 ท่าบนเตียง มีอะไรบ้าง Sex position ท่าเด็ดบนเตียง
เคล็ดลับประหยัดข้าวสาร ทำ “โจ๊กมันเทศ” อิ่มท้อง ทำง่าย ได้รสหวานธรรมชาติ
รีวิวหนังดัง THEY WILL KILL YOU พวกมันจะฆ่าแก
นิ้วกลางเป็นภาษาสากลจริงไหม
จังหวัดที่ผู้ชายหล่อที่สุด ถูกยกย่องว่าหน้าตาดีที่สุดในประเทศไทย



