รักหรือภาระ? เมื่อแฟนไม่ยอมโต (Peter Pan Syndrome) และวิธีหยุดรับบท 'แม่' ในร่างแฟน"
ภาวะปีเตอร์แพน (Peter Pan Syndrome) ไม่ใช่เพียงแค่ชื่อตัวละครในนิทานหลอกเด็ก หากแต่ในทางจิตวิทยาเชิงลึก โดยเฉพาะการวิเคราะห์ผ่านกรอบแนวคิดของ คาร์ล จุง (Carl Jung) จิตแพทย์ชื่อดังชาวสวิส ภาวะนี้คือการสะท้อนถึงการปัดปฏิเสธความรับผิดชอบและการหลีกหนีจากโลกแห่งความเป็นจริงของผู้ใหญ่ ซึ่งกลายสภาพเป็นมลพิษทางอารมณ์ที่คอยกัดเซาะความสัมพันธ์ในสังคมยุคปัจจุบันอย่างน่ากังวลใจ
หากนำทฤษฎีจิตวิทยาของ คาร์ล จุง มาจับคู่เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ที่มีภาวะปีเตอร์แพน จะสามารถถอดรหัสผ่านแนวคิดสำคัญได้ดังนี้
-
การยึดติดกับ Archetype "Puer Aeternus" (เด็กชายชั่วนิรันดร์): จุงได้อธิบายถึงต้นแบบจิตใต้สำนึก (Archetype) ของคนที่ปฏิเสธการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ว่าคือ "เด็กชายชั่วนิรันดร์" คนกลุ่มนี้จะหลีกหนีภาระหน้าที่ในชีวิตจริงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการงาน การเงิน หรือการวางแผนอนาคต พวกเขาปรารถนาเพียงการใช้ชีวิตสนุกสนานไปวันๆ และเมื่อมีความผิดพลาดเกิดขึ้น จิตใต้สำนึกจะกลัวการสูญเสียความบริสุทธิ์ของวัยเยาว์ จนต้องโยนความผิดให้คนอื่นทันที
-
การสร้าง "Persona" และ "Shadow" ที่บิดเบี้ยว: ในมุมมองของจุง หน้ากากทางสังคม (Persona) ของคนที่มีภาวะปีเตอร์แพนมักจะดูเป็นคนสนุกสนานไร้เดียงสา แต่ภายในใจกลับซ่อนด้ามมืด (Shadow) ที่เต็มไปด้วยความอ่อนแอและหวาดกลัวต่อความล้มเหลว เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความขัดแย้ง พวกเขาจะไม่สามารถเผชิญหน้าด้วยเหตุผลแบบผู้ใหญ่ได้ แต่จะแสดงปฏิกิริยาเหมือน "เม่นที่พองขน" สร้างกำแพงจิตวิทยาขึ้นมาปิดกั้นการสื่อสารและหันหลังให้ความจริง
สาเหตุและรากเหง้าเบื้องหลังตามแนวคิดของจุง มักเชื่อมโยงกับปมในอดีต (Complex) โดยเฉพาะปมที่เกิดจากการเลี้ยงดูแบบไข่ในหิน (Helicopter Parenting) หรือการปกป้องที่มากเกินไปจนเด็กไม่ได้พัฒนาตัวตนที่แท้จริง (Individuation) จิตใต้สำนึกของเด็กจึงถูกหล่อหลอมด้วยความกลัวว่าโลกภายนอกช่างอันตราย และฝังใจว่าการเป็นผู้ใหญ่เท่ากับความทุกข์ ทำให้พวกเขาเลือกที่จะหยุดเวลาของตัวเองไว้ในร่างเด็กตลอดไป
ในด้านความสัมพันธ์ ภาวะนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคู่รัก เพราะเมื่อฝ่ายหนึ่งเป็นปีเตอร์แพนที่ไม่ยอมโต ก็จะผลักให้อีกฝ่ายต้องแบกรับบทบาทเป็น "คุณแม่" ในความสัมพันธ์ หรือที่เรียกว่า เวนดี้ซินโดรม (Wendy Syndrome) ที่ต้องคอยตามล้างตามเช็ดและจัดการชีวิตให้ทุกอย่าง ซึ่งในระยะยาวจะนำมาซึ่งความเหนื่อยล้าทางอารมณ์และทำให้ความสัมพันธ์พังทลายลงในที่สุด
การเติบโตเป็นผู้ใหญ่อาจเป็นกระบวนการที่ยากลำบากและต้องเผชิญกับความจริงที่เจ็บปวด แต่ในมุมมองทางจิตวิทยาของคาร์ล จุง การเผชิญหน้ากับด้ามมืดของตัวเองและยอมรับความรับผิดชอบคือหนทางเดียวในการพัฒนาตัวตนให้สมบูรณ์ การหลีกหนีความจริงและผลักภาระให้คนอื่นรอบข้างไม่ใช่ทางรอด แต่เป็นหนทางที่ทำลายทั้งอนาคตของตนเองและบั่นทอนหัวใจของคนที่รักเราอย่างแท้จริง
เขียนโดย ดร กิฟท์นางมารพยากรณ์
เพื่อให้ผู้อ่านได้รับทั้งความรู้ แรงบันดาลใจ และแนวทางการใช้ชีวิตที่เท่าทันโลก
10 นามสกุลที่พบเห็นบ่อยในไทย มีทั้งแซ่จีนและนามสกุลไทย
4 รถแห่ที่มีค่าจ้างที่แพงที่สุด
กินวิตามินเสริมมากไป อันตรายต่อสุขภาพจริงหรือ
วิธีใช้ปลั๊กพ่วงอย่างปลอดภัยและป้องกันสายไฟร้อนจัด
108 ท่าบนเตียง มีอะไรบ้าง Sex position ท่าเด็ดบนเตียง
10 ลางบอกเหตุก่อนถูกรางวัล จากประสบการณ์ที่ผู้โชคดีเคยเล่าไว้
5 ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับนินจา ที่ภาพยนตร์ทำให้หลายคนเข้าใจคลาดเคลื่อน
ทำไม "ทรายจากทะเลทราย" ถึงเอามาสร้างตึกสร้างบ้านไม่ได้
เคยนั่งทุกวัน...แต่เคยสงสัยไหม? ทำไมเก้าอี้พลาสติกต้องมี "รูตรงกลาง"
วิธีใช้ปลั๊กพ่วงให้ปลอดภัย ป้องกันไฟฟ้าลัดวงจรในบ้าน
สิบเลขขายดีแม่จำเนียร งวด 16/7/69
เปิด 10 อันดับเลขเด็ดขายดี งวดวันที่ 16 กรกฎาคม 69..ส่องเลย เลขไหนมาแรง!!





