หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ทำไมคนสมัยนี้รู้สึกว่าเวลาไม่เคยพอ ทั้งที่ทุกวันยังมี 24 ชั่วโมงเท่าเดิม

เขียนโดย jomjamjintana

หลายคนเคยพูดประโยคนี้อย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิตว่า “ช่วงนี้เวลาไม่พอเลย” ทั้งที่เมื่อมองตามความเป็นจริง เวลาของคนเรายังเท่าเดิม คือวันละ 24 ชั่วโมง ไม่ได้สั้นลงแม้แต่นาทีเดียว

แต่ทำไมผู้คนจำนวนมากกลับรู้สึกว่าชีวิตเร่งรีบกว่าเดิม ทำงานไม่ทัน พักผ่อนไม่พอ และเหมือนเวลาผ่านไปเร็วจนน่าตกใจ

ยิ่งเมื่ออายุมากขึ้น หลายคนยิ่งรู้สึกว่า “เพิ่งจะวันจันทร์เอง ทำไมอีกเดี๋ยวจะถึงวันศุกร์แล้ว”

ความรู้สึกนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับคุณเพียงคนเดียว และอาจไม่ได้หมายความว่าเราบริหารเวลาไม่เก่งเสมอไป เพราะสิ่งที่เปลี่ยนไปอาจไม่ใช่จำนวนชั่วโมง แต่เป็นจำนวนข้อมูล งาน ความคาดหวัง และสิ่งที่เข้ามาแย่งความสนใจของเราตลอดทั้งวัน

เราไม่ได้มีงานมากขึ้นเสมอไป แต่มี “สิ่งที่แย่งความสนใจ” มากขึ้น

ลองย้อนกลับไปเมื่อ 20–30 ปีก่อน หลังเลิกงาน หลายคนอาจใช้เวลาดูโทรทัศน์ อ่านหนังสือ หรือพูดคุยกับคนในบ้าน

แต่ปัจจุบัน โทรศัพท์มือถือเพียงเครื่องเดียวสามารถทำให้เรา

ทุกกิจกรรมต่างแข่งขันกันเพื่อดึงความสนใจของเรา แม้แต่ช่วงเวลาที่ตั้งใจจะพัก สมองก็ยังได้รับภาพ เสียง ข้อความ และข้อมูลใหม่อย่างต่อเนื่อง

บางครั้งเราเปิดโทรศัพท์เพียงเพื่อตอบข้อความหนึ่งข้อความ แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง เวลาก็ผ่านไปครึ่งชั่วโมงแล้ว โดยที่สิ่งสำคัญซึ่งตั้งใจจะทำยังไม่ได้เริ่ม

จึงไม่แปลกที่เมื่อหมดวัน เราอาจรู้สึกว่า “วันนี้ผ่านไปเร็วมาก” ทั้งที่ยังทำสิ่งสำคัญไม่ครบเลย

สมองต้องรับข้อมูลและตัดสินใจตลอดทั้งวัน

ตั้งแต่ตื่นนอน หลายคนอาจพบกับข้อมูลจำนวนมากทันที เช่น

จากนั้น สมองยังต้องคอยตัดสินใจอยู่ตลอดว่า

แม้จะเป็นการตัดสินใจเล็ก ๆ แต่เมื่อเกิดขึ้นซ้ำหลายสิบหรือหลายร้อยครั้ง ก็อาจทำให้รู้สึกเหนื่อยล้าทางความคิดได้

เมื่อหมดวัน เราจึงอาจรู้สึกเหนื่อยทั้งที่ไม่ได้ใช้แรงกายมากนัก และเกิดความรู้สึกเหมือนใช้เวลาทั้งวันไปกับการ “รับมือ” สิ่งต่าง ๆ มากกว่าการได้ทำสิ่งที่ตั้งใจจริง ๆ

เราทำหลายอย่างพร้อมกัน จนงานเดิมใช้เวลานานขึ้น

หลายคนภูมิใจที่สามารถทำหลายอย่างในเวลาเดียวกัน เช่น

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในหลายกรณีอาจไม่ใช่การทำหลายงานพร้อมกันอย่างแท้จริง สมองกำลังสลับความสนใจจากเรื่องหนึ่งไปยังอีกเรื่องหนึ่งอย่างรวดเร็ว

ทุกครั้งที่เปลี่ยนจากงานหนึ่งไปอีกงานหนึ่ง เราอาจต้องใช้เวลาเล็กน้อยเพื่อกลับมาจำว่า “เมื่อกี้ทำถึงไหนแล้ว” หรือ “ต้องทำอะไรต่อ”

งานที่ควรใช้เวลา 30 นาทีจึงอาจยืดออกไปเป็นหนึ่งชั่วโมง เพราะมีข้อความ การแจ้งเตือน หรือการเปิดดูเรื่องอื่นแทรกอยู่ตลอด

งานวิจัยด้านการสลับงานชี้ว่า การเปลี่ยนความสนใจไปมามีต้นทุนทางความคิด แม้บางครั้งเราจะรู้สึกว่าตัวเองกำลังทำงานได้หลายอย่างก็ตาม

สุดท้าย เราจึงไม่ได้รู้สึกเพียงว่างานเยอะ แต่ยังรู้สึกว่าเวลาหายไปโดยไม่รู้ตัว

เพราะเราพก “ที่ทำงาน” ติดตัวตลอดเวลา

ในอดีต เมื่อเลิกงานแล้ว หลายคนสามารถกลับบ้านและพักได้จริง เพราะงานส่วนใหญ่อยู่ที่สำนักงาน

แต่ปัจจุบัน โทรศัพท์มือถือทำให้ที่ทำงานตามเรากลับมาถึงบ้าน

แม้เราจะไม่ได้ทำงานทุกนาที แต่การเห็นข้อความเกี่ยวกับงานอาจทำให้สมองกลับไปคิดถึงสิ่งที่ยังไม่เสร็จ หรือเตรียมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันถัดไป

ร่างกายอาจนั่งอยู่บนโซฟา แต่ความคิดยังอยู่ที่โต๊ะทำงาน

เมื่อไม่มีเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างเวลางานกับเวลาส่วนตัว ความรู้สึกว่า “เวลาไม่พอ” จึงเกิดขึ้นได้ง่าย เพราะแม้แต่ช่วงพักก็ยังไม่รู้สึกว่าได้หยุดพักอย่างเต็มที่

เราเปรียบเทียบชีวิตตัวเองกับคนทั้งโลก

โซเชียลมีเดียทำให้เราเห็นว่า

เมื่อเห็นคนอื่นทำสิ่งต่าง ๆ ได้มากมาย เราอาจเผลอคิดว่า “ทำไมเราทำอะไรได้น้อยจัง”

แต่สิ่งที่เห็นมักเป็นเพียงบางช่วงเวลาของชีวิตคนอื่น ขณะที่เรากำลังนำช่วงเวลาธรรมดา ความเหนื่อย หรือวันที่ไม่เป็นไปตามแผนของตัวเอง ไปเปรียบเทียบกับช่วงเวลาที่ถูกเลือกมาแล้วจากคนจำนวนมาก

ความรู้สึกว่าเรากำลังตามหลัง อาจทำให้พยายามใส่กิจกรรมเข้าไปในแต่ละวันมากขึ้น

ต้องทำงานให้ดี ต้องออกกำลังกาย ต้องเรียนเพิ่ม ต้องมีรายได้เสริม ต้องออกไปใช้ชีวิต และยังต้องมีเวลาพักผ่อน

เมื่อทุกอย่างดูสำคัญพร้อมกัน เวลา 24 ชั่วโมงจึงรู้สึกเหมือนไม่เคยเพียงพอ

ยิ่งโตขึ้น ทำไมเวลายิ่งเหมือนผ่านไปเร็ว

หลายคนสังเกตว่า ตอนเด็ก ๆ การรอปิดเทอมดูยาวนานมาก แต่เมื่อโตขึ้น หนึ่งปีกลับผ่านไปเหมือนเพียงไม่กี่เดือน

ความรู้สึกต่อเวลาเป็นประสบการณ์ส่วนบุคคล และอาจเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ทั้งความสนใจ ความทรงจำ อารมณ์ และสิ่งที่เรากำลังทำในช่วงเวลานั้น

ชีวิตในวัยเด็กเต็มไปด้วยสิ่งใหม่ เช่น วันแรกที่ไปโรงเรียน การได้เดินทางไปสถานที่ใหม่ หรือการทำกิจกรรมบางอย่างเป็นครั้งแรก

เมื่อโตขึ้น หลายวันอาจมีรูปแบบคล้ายกัน

ตื่นนอน เดินทาง ทำงาน กลับบ้าน เล่นโทรศัพท์ แล้วเข้านอน

เมื่อวันต่าง ๆ มีเหตุการณ์ที่คล้ายกันมาก ความทรงจำของแต่ละช่วงอาจไม่ได้โดดเด่นหรือแยกออกจากกันอย่างชัดเจน จึงทำให้เมื่อหันกลับไปมอง เรารู้สึกว่าเวลาช่วงนั้นผ่านไปรวดเร็ว

ตรงกันข้าม ช่วงที่ได้เดินทาง เรียนรู้สิ่งใหม่ พบผู้คนใหม่ หรือทำกิจกรรมที่ไม่เคยทำ มักมีรายละเอียดให้จดจำมากกว่า จึงอาจทำให้ช่วงเวลาดังกล่าวรู้สึกมีความหมายและไม่เลือนหายไปง่าย

อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกว่าเวลาผ่านเร็วขึ้นเมื่ออายุมากขึ้นมีคำอธิบายได้หลายแนวทาง จึงไม่ควรสรุปว่าเกิดจากสาเหตุเดียว

การพักผ่อนที่อาจไม่ใช่การพักจริง

หลายคนบอกว่าพักผ่อนด้วยการไถโซเชียลมีเดีย แต่หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วโมง กลับรู้สึกเหนื่อยกว่าเดิม

สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะการเลื่อนดูข้อมูลอย่างต่อเนื่องไม่ได้ทำให้สมองหยุดรับสิ่งกระตุ้น เรายังต้อง

การเล่นโทรศัพท์อาจช่วยให้รู้สึกเพลิดเพลินหรือเบี่ยงความสนใจจากงานได้ แต่ไม่จำเป็นต้องให้ความรู้สึกฟื้นตัวเหมือนการนอนหลับ การเดินเล่น การออกจากหน้าจอ หรือการนั่งเงียบ ๆ เสมอไป

บางครั้ง เราจึงใช้เวลาพักไปแล้ว แต่กลับรู้สึกเหมือนยังไม่ได้พัก

ความรู้สึกว่า “ต้องมีประสิทธิภาพตลอดเวลา”

ทุกวันนี้มีคำแนะนำเกี่ยวกับการพัฒนาตัวเองอยู่มากมาย

สิ่งเหล่านี้อาจเป็นประโยชน์เมื่อเลือกให้เหมาะกับเป้าหมายและจังหวะชีวิตของแต่ละคน

แต่หากพยายามทำทุกอย่างพร้อมกัน ชีวิตอาจเต็มไปด้วยรายการสิ่งที่ “ควรทำ” จนแม้แต่เวลาพักก็ยังรู้สึกผิด

เราจึงอาจไม่ได้ขาดเวลาเพียงอย่างเดียว แต่กำลังมีความคาดหวังมากเกินกว่าที่หนึ่งวันจะรองรับได้

แล้วเราจะรู้สึกว่าเวลาพอมากขึ้นได้อย่างไร

ไม่มีวิธีเพิ่มเวลาให้เกิน 24 ชั่วโมง แต่เราอาจลดสิ่งที่เข้ามาแย่งเวลาและความสนใจได้

1. ปิดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น

ไม่จำเป็นต้องปิดโทรศัพท์ทั้งหมด ลองเริ่มจากปิดการแจ้งเตือนของแอปที่ไม่เร่งด่วน และกำหนดช่วงเวลาสำหรับเช็กข้อความแทนการเปิดดูทุกครั้งที่หน้าจอสว่าง

2. ทำงานทีละอย่าง

เลือกงานสำคัญหนึ่งอย่าง และให้เวลากับงานนั้นโดยไม่เปิดหลายหน้าจอพร้อมกัน

หากมีเรื่องอื่นนึกขึ้นได้ อาจจดไว้ก่อน แล้วกลับมาจัดการหลังงานปัจจุบันเสร็จ

3. แยกเวลาพักออกจากเวลารับข้อมูล

การดูคลิปหรือโซเชียลมีเดียอาจเป็นความบันเทิง แต่ควรมีช่วงพักที่ไม่ต้องรับข้อมูลบ้าง เช่น เดินเล่น ยืดเส้น ฟังเพลงโดยไม่เปิดหน้าจอ หรือนั่งเงียบ ๆ สักครู่

4. เลือกสิ่งสำคัญของวันให้น้อยลง

แทนที่จะเขียนรายการงานยาวจนทำไม่หมด ลองเลือกงานหลักเพียง 1–3 เรื่อง

เมื่อทำสิ่งสำคัญสำเร็จ เราอาจรู้สึกว่าหนึ่งวันมีความหมายมากกว่าการทำเรื่องเล็ก ๆ หลายอย่างแต่ไม่เสร็จสักเรื่อง

5. กำหนดเส้นแบ่งระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัว

หากลักษณะงานเอื้อ ลองกำหนดเวลาหยุดเช็กอีเมลหรือข้อความเกี่ยวกับงาน และสร้างกิจกรรมเล็ก ๆ เพื่อบอกตัวเองว่า “วันนี้เลิกงานแล้ว”

อาจเป็นการเดินกลับบ้าน เปลี่ยนเสื้อผ้า อาบน้ำ หรือเก็บอุปกรณ์ทำงานออกจากสายตา

6. ยอมรับว่าเราไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างในวันเดียว

บางเป้าหมายสำคัญ แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องเริ่มทั้งหมดพร้อมกัน

การเลือกว่าจะ “ยังไม่ทำอะไร” อาจสำคัญพอ ๆ กับการวางแผนว่าจะทำอะไร

7. เติมสิ่งใหม่เล็ก ๆ ให้ชีวิต

ไม่จำเป็นต้องเดินทางไกลหรือเปลี่ยนชีวิตครั้งใหญ่

การลองเดินเส้นทางใหม่ ทำอาหารเมนูใหม่ อ่านเรื่องที่ไม่เคยอ่าน หรือออกไปยังสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย อาจช่วยให้แต่ละวันมีรายละเอียดที่แตกต่างและน่าจดจำมากขึ้น

เช็กสั้น ๆ เรากำลังขาดเวลา หรือความสนใจกำลังแตกกระจาย?

ลองถามตัวเองว่า

คำตอบอาจช่วยให้เห็นว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การมีเวลาเพียง 24 ชั่วโมง แต่อาจอยู่ที่เวลาถูกแบ่งออกเป็นช่วงเล็ก ๆ จนไม่มีพื้นที่มากพอให้เราได้จดจ่อหรือพักอย่างเต็มที่

สรุป

เหตุผลที่คนสมัยนี้รู้สึกว่าเวลาไม่เคยพอ ไม่ใช่เพราะหนึ่งวันสั้นลง แต่เป็นเพราะเราต้องรับข้อมูลมากขึ้น มีสิ่งรบกวนมากขึ้น และใช้ชีวิตในโลกที่ทุกอย่างเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว

เมื่อรวมกับการสลับทำหลายอย่าง การเชื่อมต่อกับงานตลอดเวลา การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น และความคาดหวังว่าต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ หลายคนจึงรู้สึกเหมือนกำลังวิ่งแข่งกับเวลา

ท้ายที่สุด ความรู้สึกว่า “เวลาไม่พอ” อาจไม่ได้เกิดจากการมีเวลาน้อยเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากการที่ความสนใจของเราถูกแบ่งออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ ตลอดทั้งวัน

และบางครั้ง สิ่งที่เราต้องการอาจไม่ใช่เวลาเพิ่มขึ้น แต่คือการลดสิ่งที่ไม่จำเป็น เลือกทำสิ่งสำคัญทีละอย่าง และคืนพื้นที่ให้สมองได้หยุดพัก รวมถึงได้อยู่กับช่วงเวลาตรงหน้าอย่างเต็มที่มากขึ้น

เนื้อหาโดย: jomjamjintana
แหล่งที่มา:
American Psychological Association (APA)
National Library of Medicine / PubMed Central (PMC)

หมายเหตุ: ต้นฉบับระบุ www.google.com และ www.chatgpt.com แต่ไม่ได้ระบุบทความ งานวิจัย หรือหน้าอ้างอิงที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ จึงเพิ่มแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องและตรวจสอบได้เพื่อรองรับประเด็นเรื่องการสลับงาน ความสนใจ และการรับรู้เวลา

อ้างอิง:

https://www.apa.org/topics/research/multitasking

https://www.apa.org/monitor/2017/09/boosting-productivity

https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC4830363/
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
jomjamjintana's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 10 ครั้ง
เขียนโดย jomjamjintana
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
10 นักร้องลูกทุ่งไทยที่มีค่าจ้างงานแสดงสูงที่สุดทางเอก-ทางโท คืออะไร? ดูอย่างไร และใครควรได้ไปก่อนเมื่อถึงทางแยกประภาคารแห่งอเล็กซานเดรีย สิ่งมหัศจรรย์โลกโบราณที่เหลือเพียงร่องรอยใต้ทะเลสิบเลขขายดีแม่จำเนียร งวด 16/7/69ทำไม Ibanez Musician Series ถึงยังเป็นกีตาร์วินเทจที่นักสะสมตามหาทำไม "ทรายจากทะเลทราย" ถึงเอามาสร้างตึกสร้างบ้านไม่ได้นึกว่ามีแต่บนต้นไม้ พาไปดู "น้ำผึ้งดิน" ของแปลกที่หาทานยากระดับ 10 กะรัต8 โรงเรียนดังในไทยที่มีค่าเทอมสูงที่สุด10 รถจักรยานยนต์ยุค 80 รุ่นดัง ที่หลายคนยังจดจำยังจำได้ไหม? ย้อนดูศิลปินเบอร์แรกของ 5 ค่ายเพลงดังของไทยเลขเด็ด "แม่จำเนียรล็อตเตอรี่" งวดวันที่ 16 กรกฎาคม 69 มาแล้ว!..รีบส่องด่วน!!วิเคราะห์เลขเบิ้ลย้อนหลัง 20 ปี เลขซ้ำคู่ไหนเคยออกแล้ว และคู่ไหนยังไร้สถิติ
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
ทำไมของแพงจึงมักถูกเรียกว่า “ของหรู” ทั้งที่สองคำนี้ไม่เหมือนกันสิบเลขขายดีแม่จำเนียร งวด 16/7/6910 รถจักรยานยนต์ยุค 80 รุ่นดัง ที่หลายคนยังจดจำทางเอก-ทางโท คืออะไร? ดูอย่างไร และใครควรได้ไปก่อนเมื่อถึงทางแยก8 โรงเรียนดังในไทยที่มีค่าเทอมสูงที่สุดครูหนุ่ม "สไลด์หนอน" ในห้องเรียน โดนย้ายด่วน! เตรียมฟันวินัยร้ายแรง
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
มะลิซ้อนกับมะลิลา ต่างกันอย่างไร? รู้จักดอกมะลิสองชนิดที่คนไทยคุ้นเคยทำไมกล้วยสุกเร็ว? รู้จักก๊าซเอทิลีน พร้อมวิธีเก็บกล้วยให้อยู่ได้นานขึ้นทำไมคนฉลาดจึงมักตั้งคำถามกับความคิดของตัวเอง5 ภูเขาสูงเด่นแห่งอาเซียน จากยอดหิมะเมียนมาถึงภูเขาไฟอินโดนีเซีย
ตั้งกระทู้ใหม่