หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

K30 Biho ปืนต่อสู้อากาศยานเกาหลีใต้ เจาะระบบเรดาร์ ปืนกล 30 มม. และจรวดนำวิถี

เขียนโดย Thai Weapon Channel

K30 Biho “พยัคฆ์เวหา” นักล่าอากาศยานบินต่ำแห่งกองทัพเกาหลีใต้

ในสมรภูมิที่เต็มไปด้วยภูเขา ภัยคุกคามทางอากาศอาจไม่ได้ปรากฏอยู่บนจอเรดาร์ตั้งแต่ระยะไกลเสมอไป เพราะแนวเทือกเขาสามารถบดบังเครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ หรืออากาศยานที่บินในระดับต่ำ จนเกิดเป็น “จุดบอด” ของระบบตรวจการณ์

K30 Biho หรือ “พยัคฆ์เวหา” คือระบบปืนต่อสู้อากาศยานอัตตาจรที่เกาหลีใต้พัฒนาขึ้นเพื่อรับมือกับโจทย์ดังกล่าว โดยผสานรถสายพาน ระบบเรดาร์ อุปกรณ์ตรวจจับด้วยแสง ปืนใหญ่กลขนาด 30 มิลลิเมตร และในรุ่นปรับปรุงยังเพิ่มจรวดนำวิถีพื้นสู่อากาศเข้าไว้ในยานพาหนะคันเดียว

ระบบนี้จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียง “ยิงอากาศยาน” แต่ถูกออกแบบให้เคลื่อนที่ไปพร้อมหน่วยยานเกราะและกองกำลังภาคพื้นดิน เพื่อสร้างแนวป้องกันภัยทางอากาศระยะใกล้ในพื้นที่ที่ระบบเรดาร์ขนาดใหญ่อาจมีข้อจำกัด

ปริศนาบนแนวเทือกเขา และภัยคุกคามที่เรดาร์อาจมองไม่เห็น

ภูมิประเทศของคาบสมุทรเกาหลีเต็มไปด้วยแนวภูเขาสลับซับซ้อน ยอดเขาที่ทอดยาวไม่ได้เป็นเพียงฉากหลังของสมรภูมิ แต่ยังเป็นตัวแปรสำคัญทางยุทธวิธี

อากาศยานฝ่ายตรงข้ามอาจอาศัยแนวภูเขาเป็นเกราะกำบัง บินในระดับต่ำเพื่อลดโอกาสถูกตรวจพบ ก่อนเข้าสู่พื้นที่ปฏิบัติการในเวลาอันรวดเร็ว

ปรากฏการณ์ที่ภูมิประเทศบดบังคลื่นเรดาร์มักเรียกว่า “เงาเรดาร์” หรือ Radar Shadow ซึ่งอาจทำให้ระบบตรวจการณ์ภาคพื้นดินบางตำแหน่งไม่สามารถมองเห็นเป้าหมายที่อยู่ด้านหลังภูเขาได้อย่างต่อเนื่อง

การป้องกันภัยทางอากาศในพื้นที่ลักษณะนี้จึงไม่สามารถพึ่งพาเรดาร์ระยะไกลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีระบบที่สามารถเคลื่อนที่เข้าใกล้แนวหน้า ตรวจจับเป้าหมายได้ด้วยตัวเอง และตอบสนองต่อภัยคุกคามในระยะเวลาอันสั้น

K30 Biho คือหนึ่งในคำตอบที่กองทัพเกาหลีใต้พัฒนาขึ้นเพื่อเติมช่องว่างดังกล่าว

มันไม่ได้เป็นเพียงรถหุ้มเกราะที่ติดปืนใหญ่กล แต่เป็นระบบอาวุธบูรณาการที่ทำหน้าที่เป็นทั้ง “ดวงตาอิเล็กทรอนิกส์” และ “กรงเล็บเหล็ก” เคลื่อนที่ไปพร้อมกับหน่วยยานเกราะ เพื่อสร้างร่มป้องกันภัยทางอากาศในพื้นที่แนวหน้า

จุดเริ่มต้นของโครงการที่ใช้เวลาพัฒนาเกือบ 2 ทศวรรษ

จุดเริ่มต้นของ K30 Biho ต้องย้อนกลับไปถึงปี 1983 ท่ามกลางบรรยากาศของสงครามเย็นและความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี

โครงการนี้เป็นหนึ่งในความพยายามครั้งสำคัญของรัฐบาลเกาหลีใต้ในการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีทางทหารจากต่างประเทศ โดยมีสำนักงานเพื่อการพัฒนาด้านกลาโหม หรือ Agency for Defense Development — ADD เป็นหน่วยงานสำคัญในการวิจัยและพัฒนา

มีรายงานว่าโครงการระดมบุคลากรกว่า 600 คน และใช้งบประมาณด้านการวิจัยประมาณ 10,000 ล้านวอน ก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิตและจัดหาในเวลาต่อมา

ความสำคัญของ Biho จึงไม่ได้อยู่เพียงการมีระบบป้องกันภัยทางอากาศรุ่นใหม่ แต่ยังสะท้อนให้เห็นพัฒนาการของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งค่อย ๆ สั่งสมองค์ความรู้ด้านยานเกราะ ระบบควบคุมการยิง เรดาร์ และการบูรณาการอาวุธหลายประเภทเข้าด้วยกัน

องค์ความรู้จากโครงการทางทหารหลายโครงการในช่วงเวลาดังกล่าว ยังช่วยวางรากฐานให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศเกาหลีใต้เติบโตจนสามารถพัฒนายุทโธปกรณ์ที่ได้รับความสนใจในตลาดโลก เช่น รถถังหลัก K2 Black Panther และปืนใหญ่อัตตาจร K9 Thunder

อย่างไรก็ตาม การพัฒนา Biho ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทีมวิศวกรต้องใช้เวลาหลายปีในการแก้ปัญหาด้านน้ำหนัก ระบบขับเคลื่อน เรดาร์ ระบบควบคุมการยิง และการรวมอุปกรณ์จำนวนมากไว้บนยานพาหนะสายพานเพียงคันเดียว

ดัดแปลงพื้นฐานจากรถสายพาน K200

เพื่อสร้างยานพาหนะที่สามารถแบกรับป้อมปืน เรดาร์ กระสุน และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก วิศวกรได้นำโครงสร้างพื้นฐานของรถสายพานตระกูล K200 มาปรับปรุงครั้งใหญ่

แม้รูปลักษณ์ภายนอกยังคงเห็นรากฐานจากรถสายพานลำเลียงพล แต่หลายส่วนได้รับการออกแบบใหม่เพื่อรองรับน้ำหนักและภารกิจที่แตกต่างออกไป

เพิ่มกำลังเครื่องยนต์

เครื่องยนต์เดิมขนาดประมาณ 350 แรงม้าถูกเปลี่ยนเป็นเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบรุ่น D2840L แบบ 10 สูบ ให้กำลังประมาณ 520 แรงม้า

กำลังที่เพิ่มขึ้นมีความจำเป็น เพราะตัวรถต้องรับน้ำหนักจากป้อมปืนใหญ่กลสองกระบอก ระบบเรดาร์ ชุดตรวจจับ และอุปกรณ์ควบคุมการยิง

เพิ่มล้อกดสายพาน

ระบบช่วงล่างถูกปรับจากพื้นฐานเดิมของ K200 โดยเพิ่มล้อกดสายพานเป็นข้างละ 6 ล้อ เพื่อช่วยกระจายน้ำหนักและรองรับตัวรถที่หนักขึ้น

ระบบกันสะเทือนยังใช้รูปแบบทอร์ชันบาร์ หรือ Torsion Bar Suspension ซึ่งเป็นระบบที่พบได้ทั่วไปในรถหุ้มเกราะสายพาน เนื่องจากมีความแข็งแรงและเหมาะกับการเคลื่อนที่ผ่านภูมิประเทศขรุขระ

ความคล่องตัวของตัวรถ

K30 Biho สามารถทำความเร็วบนถนนได้ประมาณ 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และได้รับการออกแบบให้เคลื่อนที่ไปพร้อมหน่วยยานเกราะของกองทัพ

การเคลื่อนที่ได้ด้วยตัวเองถือเป็นข้อได้เปรียบสำคัญ เพราะระบบป้องกันภัยทางอากาศแนวหน้าต้องเปลี่ยนตำแหน่งตามการเคลื่อนที่ของกำลังภาคพื้นดิน ไม่สามารถตั้งอยู่กับที่เหมือนสถานีเรดาร์ขนาดใหญ่

ตัวรถยังคงคุณลักษณะบางส่วนจากพื้นฐานตระกูล K200 รวมถึงความสามารถในการปฏิบัติภารกิจผ่านพื้นที่หลากหลายรูปแบบ

TPS-830K ดวงตาอิเล็กทรอนิกส์ของพยัคฆ์เวหา

หัวใจสำคัญของ K30 Biho คือระบบเรดาร์ TPS-830K ซึ่งทำงานในย่านความถี่ X-Band และใช้เทคโนโลยี Pulse Doppler เพื่อช่วยแยกเป้าหมายที่กำลังเคลื่อนที่ออกจากสัญญาณรบกวนของพื้นดิน

คุณสมบัตินี้มีความสำคัญอย่างมากเมื่อต้องตรวจจับอากาศยานที่บินในระดับต่ำ เพราะภาพจากเรดาร์อาจมีสัญญาณสะท้อนจากภูเขา ต้นไม้ อาคาร และพื้นผิวจำนวนมาก

ข้อมูลที่เผยแพร่เกี่ยวกับระบบระบุว่า TPS-830K สามารถตรวจจับและติดตามเป้าหมายที่มีค่าพื้นที่สะท้อนเรดาร์ หรือ Radar Cross Section ประมาณ 2 ตารางเมตร ได้ในระยะประมาณ 17 กิโลเมตร

ระบบยังมีการระบุฝ่าย หรือ Identification Friend or Foe — IFF เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการระบุเป้าหมายผิดพลาดระหว่างการปฏิบัติการ

อย่างไรก็ตาม เรดาร์ไม่ใช่อุปกรณ์ตรวจจับเพียงชนิดเดียวของ Biho

เมื่อปิดเรดาร์ แต่ยังตรวจจับเป้าหมายได้

ในสนามรบสมัยใหม่ การเปิดเรดาร์ช่วยให้ตรวจพบเป้าหมายจากระยะไกล แต่การปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกไปก็อาจเปิดเผยตำแหน่งของผู้ใช้งานได้เช่นกัน

เครื่องบินบางประเภทติดตั้งระบบเตือนภัยเรดาร์ หรือ Radar Warning Receiver ขณะที่อาวุธต่อต้านเรดาร์บางชนิดสามารถค้นหาแหล่งกำเนิดคลื่นเพื่อโจมตีระบบตรวจการณ์ภาคพื้นดิน

K30 Biho จึงมีระบบตรวจจับด้วยแสงและความร้อนเป็นทางเลือกเพิ่มเติม ได้แก่

ชุดตรวจจับเหล่านี้ช่วยให้ Biho สามารถติดตามเป้าหมายได้ แม้ในบางสถานการณ์จะลดการใช้หรือปิดเรดาร์เพื่อจำกัดการปล่อยคลื่น

อย่างไรก็ตาม การปิดเรดาร์ไม่ได้หมายความว่าตัวรถจะ “ล่องหนทางอิเล็กทรอนิกส์” อย่างสมบูรณ์ เพราะยานพาหนะยังอาจถูกตรวจพบผ่านความร้อน เสียง ภาพถ่าย ดาวเทียม อากาศยานไร้คนขับ หรือเซ็นเซอร์ประเภทอื่นได้

จุดเด่นที่แท้จริงคือการมีช่องทางตรวจจับหลายรูปแบบ ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกใช้เซ็นเซอร์ให้เหมาะกับสถานการณ์

ข้อมูลจากเรดาร์ กล้องตรวจจับ และเครื่องวัดระยะจะถูกส่งเข้าสู่ระบบควบคุมการยิงดิจิทัล เพื่อคำนวณทิศทาง ความเร็ว และตำแหน่งที่คาดว่าเป้าหมายจะเคลื่อนผ่าน ก่อนควบคุมป้อมปืนให้ติดตามเป้าหมาย

อานุภาพของปืนใหญ่กลแฝดขนาด 30 มิลลิเมตร

อาวุธหลักของ K30 Biho คือปืนใหญ่กลแฝดตระกูล KCB ขนาด 30×170 มิลลิเมตร

ปืนแต่ละกระบอกมีอัตราการยิงประมาณ 600 นัดต่อนาที เมื่อทำงานพร้อมกันจึงมีอัตราการยิงรวมสูงสุดประมาณ 1,200 นัดต่อนาที

ตัวรถบรรทุกกระสุนพร้อมใช้งานรวมประมาณ 600 นัด หรือประมาณ 300 นัดต่อปืนหนึ่งกระบอก และมีระยะยิงหวังผลต่อเป้าหมายทางอากาศประมาณ 3 กิโลเมตร

อัตราการยิงสูงช่วยเพิ่มโอกาสสร้างแนวกระสุนในเส้นทางการบินของเป้าหมาย แต่การยิงจริงไม่ได้อาศัยเพียงจำนวนกระสุนเท่านั้น

ระบบควบคุมการยิงต้องคำนวณปัจจัยหลายด้าน เช่น

ดังนั้น ปืนต่อสู้อากาศยานสมัยใหม่จึงไม่ได้ยิงตรงไปยังตำแหน่งที่มองเห็น แต่ต้องคำนวณ “จุดนำเป้า” เพื่อให้กระสุนกับอากาศยานไปถึงตำแหน่งเดียวกันในเวลาที่เหมาะสม

จากปืนใหญ่กล สู่ Hybrid Biho

ในปี 2013 มีการประกาศความคืบหน้าในการบูรณาการจรวดนำวิถีพื้นสู่อากาศ Shingung หรือที่รู้จักในชื่อส่งออกว่า Chiron เข้ากับ K30 Biho

ระบบที่ได้รับการปรับปรุงมักเรียกว่า Hybrid Biho โดยติดตั้งจรวดจำนวน 4 นัด แบ่งเป็นข้างละ 2 นัดบริเวณป้อมปืน

การเพิ่มจรวดช่วยขยายขอบเขตการป้องกันออกไปจากระยะยิงของปืนใหญ่กล โดยระบบสามารถเลือกใช้อาวุธให้เหมาะกับระยะและประเภทของเป้าหมาย

Hanwha ระบุว่า Hybrid Biho เป็นระบบป้องกันภัยทางอากาศระยะใกล้ที่ผสานปืนและจรวดไว้ในระบบเดียว เพื่อรับมือภัยคุกคามทางอากาศที่บินในระดับต่ำ

แนวคิดนี้ช่วยลดช่องว่างระหว่างอาวุธทั้งสองประเภท เพราะจรวดสามารถรับมือเป้าหมายในระยะไกลกว่า ขณะที่ปืนใหญ่กลยังเหมาะกับการตอบสนองต่อเป้าหมายในระยะประชิด

ปืน 30 มิลลิเมตรจะรับมือโดรนได้หรือไม่?

ภัยคุกคามในช่วงที่ Biho เริ่มพัฒนาแตกต่างจากสนามรบในปัจจุบันอย่างมาก

เดิมระบบป้องกันภัยทางอากาศระยะใกล้มักให้ความสำคัญกับเครื่องบินโจมตี เฮลิคอปเตอร์ และอากาศยานที่บินในระดับต่ำ แต่ปัจจุบันโดรนขนาดเล็กและอาวุธบินวน หรือ Loitering Munition กลายเป็นภัยคุกคามสำคัญ

ปืนใหญ่กลมีข้อได้เปรียบตรงที่ไม่จำเป็นต้องใช้จรวดราคาแพงกับทุกเป้าหมาย และสามารถยิงซ้ำได้หลายครั้งตราบเท่าที่ยังมีกระสุน

อย่างไรก็ตาม การรับมือโดรนขนาดเล็กยังมีความท้าทาย เพราะโดรนบางชนิดมีขนาดเล็ก บินช้า มีสัญญาณความร้อนต่ำ และอาจตรวจจับได้ยากกว่ากำลังรบทางอากาศแบบดั้งเดิม

หากโดรนเข้ามาพร้อมกันจำนวนมาก ระบบยังต้องเผชิญข้อจำกัดด้านจำนวนกระสุน เวลาที่ใช้เปลี่ยนเป้าหมาย และความสามารถของเซ็นเซอร์ในการติดตามเป้าหมายหลายจุด

ดังนั้น ประสิทธิภาพในการต่อต้านโดรนไม่ได้ขึ้นอยู่กับอัตราการยิงของปืนเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับเรดาร์ ระบบตรวจจับ ซอฟต์แวร์ควบคุมการยิง ชนิดของกระสุน และการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยอื่น

การทำงานแบบเครือข่ายและการแยกเรดาร์ออกจากตัวรถ

หนึ่งในแนวคิดที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบคือความสามารถในการนำเรดาร์ TPS-830K ไปติดตั้งบนยานพาหนะแยกต่างหาก เช่น รถบรรทุกทางทหาร

การแยกตำแหน่งของเรดาร์ออกจากรถยิงอาจช่วยให้ผู้ใช้งานจัดวางระบบได้เหมาะสมกับภูมิประเทศ และลดความเสี่ยงที่อุปกรณ์ทั้งหมดจะสูญเสียพร้อมกันจากการโจมตีเพียงครั้งเดียว

ข้อมูลจากเรดาร์ยังสามารถถูกส่งไปสนับสนุนหน่วยป้องกันภัยทางอากาศอื่น เพื่อช่วยสร้างภาพสถานการณ์ทางอากาศร่วมกัน

แนวคิดนี้สะท้อนรูปแบบการรบสมัยใหม่ ซึ่งระบบตรวจจับ ระบบสั่งการ และอาวุธยิง ไม่จำเป็นต้องอยู่บนยานพาหนะคันเดียวเสมอไป

เส้นทางของ Biho ในตลาดอินเดีย

K30 Biho ได้รับความสนใจในระดับนานาชาติหลังเข้าร่วมการแข่งขันจัดหาระบบปืนและจรวดต่อสู้อากาศยานอัตตาจรของกองทัพอินเดีย

ระบบจากเกาหลีใต้ผ่านการทดสอบภาคสนามและถูกเลือกเหนือคู่แข่งบางรุ่น โดยโครงการที่มีการรายงานในขณะนั้นมีมูลค่าประมาณ 2,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม กระบวนการจัดหาไม่ได้เดินหน้าต่อจนถึงขั้นส่งมอบ ระบบดังกล่าวเผชิญทั้งข้อถกเถียงจากคู่แข่ง ปัจจัยด้านนโยบาย และการเปลี่ยนทิศทางของอินเดียไปสู่การสนับสนุนการผลิตภายในประเทศภายใต้นโยบาย Atmanirbhar Bharat

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า การแข่งขันในตลาดอาวุธไม่ได้ตัดสินจากผลการทดสอบทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับการเมืองระหว่างประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยี งบประมาณ ความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน และนโยบายอุตสาหกรรมภายในประเทศ

จาก K30 Biho สู่ระบบล้อยางรุ่นใหม่

เทคโนโลยีจาก Biho ยังได้รับการต่อยอดไปสู่ระบบป้องกันภัยทางอากาศบนรถหุ้มเกราะล้อยาง

ระบบที่รู้จักในชื่อ K30W หรือ Chunho นำแนวคิดปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 30 มิลลิเมตรไปติดตั้งบนยานเกราะล้อยาง เพื่อเพิ่มความคล่องตัวบนถนน ลดภาระด้านการบำรุงรักษาบางส่วน และตอบสนองต่อรูปแบบการเคลื่อนกำลังที่เปลี่ยนแปลงไป

ขณะเดียวกัน Hanwha ยังนำเสนอแนวคิดระบบป้องกันภัยทางอากาศรุ่นใหม่ เช่น BIHO II ซึ่งสะท้อนว่าการพัฒนาระบบป้องกันภัยทางอากาศระยะใกล้ยังคงดำเนินต่อไป เพื่อรับมือโดรน อากาศยานไร้คนขับ และภัยคุกคามรูปแบบใหม่

มรดกทางวิศวกรรมของ “พยัคฆ์เวหา”

K30 Biho เป็นมากกว่ารถสายพานติดปืนใหญ่กล เพราะมันสะท้อนเส้นทางการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเกาหลีใต้ ตั้งแต่การสร้างระบบตรวจจับ การพัฒนายานเกราะ ไปจนถึงการรวมเรดาร์ ปืน จรวด และระบบควบคุมการยิงไว้ในแพลตฟอร์มเดียว

จุดเด่นของระบบไม่ได้อยู่ที่อาวุธชนิดใดเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการตรวจจับ ติดตาม และเลือกใช้อาวุธให้เหมาะกับภัยคุกคามในระยะต่าง ๆ พร้อมเคลื่อนที่ไปกับกองกำลังภาคพื้นดิน

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของโดรนขนาดเล็กและการโจมตีแบบฝูงยังสร้างคำถามใหม่ให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศทั่วโลก

ปืนที่มีอัตราการยิงสูงอาจยังมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อต้องรับมือเป้าหมายราคาต่ำจำนวนมาก แต่ในอนาคต ระบบดังกล่าวอาจต้องทำงานร่วมกับเทคโนโลยีอื่น เช่น ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ กระสุนอัจฉริยะ ระบบตรวจจับที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรืออาวุธพลังงานโดยตรงอย่างเลเซอร์

ท้ายที่สุด มรดกสำคัญของ “พยัคฆ์เวหา” อาจไม่ใช่เพียงอัตราการยิงหรือระยะตรวจจับ แต่คือบทเรียนที่แสดงให้เห็นว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศต้องปรับตัวตามภัยคุกคามอยู่เสมอ เพราะท้องฟ้าของสนามรบในวันพรุ่งนี้ อาจแตกต่างจากวันที่ K30 Biho ถูกวาดขึ้นบนพิมพ์เขียวอย่างสิ้นเชิง

แปลและเรียบเรียงจากเนื้อหาต้นฉบับโดย: Thai Weapon Channel

 

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
Thai Weapon Channel's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 26 ครั้ง
เขียนโดย Thai Weapon Channel
แปลและรวบรวมโดย: Thai Weapon Channel: นักเขียน สารคดีประวัติศาสตร์ เทคโนโลยีการทหาร และผู้จัดทำเนื้อหาสารคดีประวัติศาสตร์ เทคโนโลยีการทหารในช่อง Youtube Thai Weapon Channel
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
10 พิธีกรรายการโทรทัศน์ไทยที่มีค่าตัวสูงที่สุดเราคือผู้เล่นในเกมชีวิตหรือไม่? เหตุผลที่บางปัญหากลับมาเสมอทำไม "ทรายจากทะเลทราย" ถึงเอามาสร้างตึกสร้างบ้านไม่ได้รู้จัก Main Character Syndrome เมื่อเรามองตัวเองเป็นตัวเอกจนลืมความรู้สึกของคนอื่นลินด์เซย์ เกรแฮม วุฒิสมาชิกคนสำคัญและพันธมิตรของทรัมป์ เสียชีวิตในวัย 71 ปี10 นักร้องลูกทุ่งไทยที่มีค่าจ้างงานแสดงสูงที่สุดเจาะเลข "ท้าวเวสสุวรรณ" และคัมภีร์ดวงดาวราชาโชคกึ่งกลางปี งวดวันที่ 16 กรกฎาคม 2569เลขเด็ดจากดวงดาว งวด 16 กรกฎาคม 2569 รวมเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว5 บริษัทร้านแว่นตาที่มีสาขามากที่สุดในประเทศไทย10 รถจักรยานยนต์ยอดนิยมยุค 90 ที่คนไทยยังจำได้5 อันดับสิ่งที่ควรซื้อเป็น "มือสอง" เท่านั้น ประหยัดเงินได้มากกว่าครึ่งและคุ้มค่าที่สุดทำไม Ibanez Musician Series ถึงยังเป็นกีตาร์วินเทจที่นักสะสมตามหา
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
ลินด์เซย์ เกรแฮม วุฒิสมาชิกคนสำคัญและพันธมิตรของทรัมป์ เสียชีวิตในวัย 71 ปีเราคือผู้เล่นในเกมชีวิตหรือไม่? เหตุผลที่บางปัญหากลับมาเสมอเอาตัวรอดอย่างไรเมื่อเกิดเพลิงไหม้รู้จัก Main Character Syndrome เมื่อเรามองตัวเองเป็นตัวเอกจนลืมความรู้สึกของคนอื่น5 บริษัทร้านแว่นตาที่มีสาขามากที่สุดในประเทศไทยเลขเด็ดจากดวงดาว งวด 16 กรกฎาคม 2569 รวมเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
ผัก 6 ชนิดที่เซลล์มะเร็ง ไม่ชอบมากที่สุดถวายอาหารพระอย่างไรให้ได้ทั้งบุญและสุขภาพ ลดหวาน มัน เค็มก่อนใส่บาตรกบลูกศรพิษสีน้ำเงิน กบที่สวยที่สุดในโลกเอาตัวรอดอย่างไรเมื่อเกิดเพลิงไหม้
ตั้งกระทู้ใหม่