นักแปลไม่ได้แปลทุกคำตรงตัว เพราะบางครั้งความหมายสำคัญกว่า
หลายคนเคยสงสัยเวลาดูหนังต่างประเทศหรืออ่านหนังสือแปล ทำไมประโยคที่ได้ยินกับประโยคที่อ่านในภาษาไทยถึงไม่เหมือนกัน บางครั้งต้นฉบับพูดอีกแบบหนึ่ง แต่คำแปลกลับใช้คำอีกแบบหนึ่งจนดูเหมือนคนละประโยค
เรื่องนี้ทำให้บางคนเข้าใจว่านักแปลอาจไม่ได้แปลตามต้นฉบับ แต่จริง ๆ แล้วงานแปลที่ดีไม่ได้วัดจากจำนวนคำที่เหมือนกัน แต่วัดจากว่าคนอ่านได้รับความหมาย ความรู้สึก และเจตนาของผู้เขียนครบแค่ไหน
สมัยก่อนตอนเริ่มเรียนภาษา หลายคนมักถูกสอนให้แปลทีละคำ เช่น คำนี้แปลว่าอะไร ประโยคนี้เรียงแบบไหน วิธีนี้ช่วยให้เข้าใจโครงสร้างภาษา แต่เมื่อเจอภาษาที่ใช้จริงจะเริ่มเห็นปัญหา เพราะแต่ละภาษามีวิธีเล่าเรื่องไม่เหมือนกัน
คำบางคำในภาษาอังกฤษอาจมีความหมายหลายชั้น เมื่อแปลเป็นไทยตรง ๆ กลับฟังดูแข็งหรือไม่เป็นธรรมชาติ เช่น คำพูดติดปาก คำประชด หรือมุกตลก ถ้าเอามาแปลตามตัวอักษร คนอ่านอาจเห็นคำครบทุกคำ แต่กลับไม่เข้าใจว่าผู้พูดต้องการสื่ออะไร
นักแปลจึงต้องทำหน้าที่คล้ายคนเดินทางระหว่างสองภาษา ต้องเข้าใจทั้งฝั่งของคนเขียนและฝั่งของคนอ่าน บางครั้งต้องยอมเปลี่ยนรูปประโยค เปลี่ยนคำ หรือเลือกคำใหม่ เพื่อให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับต้นฉบับที่สุด
ตัวอย่างง่าย ๆ คือสำนวนภาษาอังกฤษที่ว่า "break a leg" ถ้าแปลตรงตัวจะกลายเป็นคำอวยพรให้ขาหัก ซึ่งฟังดูน่าตกใจ แต่ความหมายจริงกลับใช้เป็นคำให้กำลังใจในวงการแสดง คล้ายกับการบอกว่า ขอให้โชคดี ถ้าแปลตรงเกินไป คนอ่านอาจเข้าใจผิดไปไกล
หรือบทสนทนาในภาพยนตร์ บางประโยคอาจมีความหมายซ่อนอยู่ ตัวละครอาจพูดสั้น ๆ เพื่อแสดงอารมณ์ โกรธ เสียใจ หรือประชด นักแปลต้องจับน้ำเสียงเหล่านั้นด้วย ไม่ใช่เพียงหยิบคำจากพจนานุกรมมาเรียงต่อกัน
คนทำงานแปลหลายคนจึงใช้เวลาไม่น้อยกับการค้นหาข้อมูล ดูวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา และอ่านบริบทของเรื่องทั้งหมด เพราะคำหนึ่งคำอาจเปลี่ยนความหมายได้ตามสถานการณ์
เคยมีงานแปลหนังสือที่นักแปลต้องอ่านทั้งเล่มก่อนเริ่มลงมือ เพราะถ้าเห็นแค่ประโยคเดียวอาจเลือกคำผิดได้ ตัวละครคนหนึ่งอาจใช้คำแบบจริงจัง อีกคนอาจใช้คำแบบเล่น ๆ ถ้าแปลด้วยน้ำเสียงเดียวกันหมด เรื่องราวก็จะเสียอารมณ์ไป
การแปลจึงไม่ใช่การย้ายคำจากภาษาหนึ่งไปอีกภาษาหนึ่งเหมือนย้ายของจากกล่องหนึ่งไปอีกกล่อง แต่เหมือนการเล่าเรื่องเดิมให้คนอีกกลุ่มหนึ่งฟัง โดยรักษาสิ่งที่เจ้าของเรื่องอยากสื่อเอาไว้
แน่นอนว่าการแปลทุกครั้งอาจมีการตัดสินใจบางอย่างที่แตกต่างกัน นักแปลบางคนเลือกเก็บกลิ่นอายของภาษาเดิมไว้มาก เพื่อให้คนอ่านรู้สึกถึงวัฒนธรรมต้นทาง ขณะที่บางคนเลือกปรับให้เป็นธรรมชาติกับภาษาไทยมากขึ้น เพื่อให้คนอ่านเข้าถึงเรื่องได้ง่าย
เวลาหยิบหนังสือแปลหรือดูภาพยนตร์ต่างประเทศครั้งหน้า อาจลองมองอีกมุมหนึ่งว่าเบื้องหลังคำพูดที่อ่านลื่นไหลนั้น มีคนหนึ่งคอยคิดและเลือกคำอยู่ตลอดเวลา งานของนักแปลจึงไม่ได้มีแค่ความรู้ด้านภาษา แต่ต้องมีความเข้าใจคนด้วย
บางครั้งคำที่เหมือนที่สุด อาจไม่ใช่คำที่สื่อความหมายได้ดีที่สุด เพราะภาษามีชีวิต มีอารมณ์ และมีเรื่องราวของผู้คนอยู่ข้างใน การแปลที่ดีจึงเป็นการรักษาสิ่งเหล่านั้นให้เดินทางไปถึงอีกฝั่งอย่างสมบูรณ์
จังหวัดที่มีคนญี่ปุ่นอาศัยอยู่มากที่สุดในประเทศไทย
5 สำนัก เลขตรงกัน “5” ตัวเดียว งวด 16 ส.ค. 69
MySQL ยังไม่ตาย แต่เส้นทางหลัง Oracle ซื้อ Sun เปลี่ยนโลกฐานข้อมูลโอเพนซอร์สอย่างไร
เปิดปฏิทินคำชะโนด งวด 16 ส.ค. 69 ส่องเลขเด่น 05-25-87
วันพระมีที่มาอย่างไร และทำไมพระสูตรจึงเล่าถึงเทวดาลงมาดูความดีของมนุษย์ทุกปักษ์
10 ต้นไม้สวยแต่มีพิษ หลายบ้านปลูกโดยไม่รู้
ทำงานมานานแต่ยังไม่โต ต้องดูทั้งหัวหน้า เนื้องาน เป้าหมาย และทางที่กำลังเดิน
เลขท้าย 2 ตัวที่ออกเพียงครั้งเดียวในรอบ 20 ปี
จากคัมภีร์ปีศาจถึงหนังสือถอดรหัสไม่ได้ ทำไมมนุษย์ถึงหลงใหลของต้องห้าม
10 โรงเรียนที่ขึ้นชื่อว่าสอบเข้ายากที่สุด
ส่องเลข 'วิ่งตาม' เลขท้ายงวดก่อน ก่อน 16 ส.ค. 69 — หาความสัมพันธ์ผสมการคำนวณและสัญญาณ
สังสารวัฏในมุมเมทริกซ์ ทำไมพุทธศาสนามองชีวิตเป็นวงจรที่ต้องเห็นให้ทัน
ประเทศที่คนชอบมาเที่ยวไทยที่สุด มีนักท่องเที่ยวเข้าไทยมากที่สุด


