จากคัมภีร์ปีศาจถึงหนังสือถอดรหัสไม่ได้ ทำไมมนุษย์ถึงหลงใหลของต้องห้าม
แค่เอาคำว่า “ต้องห้าม” ไปวางหน้าคำว่า “หนังสือ” บรรยากาศก็เปลี่ยนทันที หนังสือธรรมดากลายเป็นของที่ดูเหมือนซ่อนความลับบางอย่างไว้ ยิ่งมีเรื่องว่าเคยถูกปิดกั้น ถูกเก็บในห้องสมุดลับ อ่านแล้วเป็นอันตราย หรือมีเนื้อหาเกี่ยวกับเวทมนตร์ ความอยากเปิดดูก็ยิ่งแรงขึ้น
คลิปของ Mythos Realm หยิบประเด็น 5 คัมภีร์ลึกลับอันตรายมาพูดถึง ซึ่งน่าสนใจตรงที่โลกของ “หนังสือต้องห้าม” มักเอาหลายอย่างมาปนกัน ทั้งต้นฉบับโบราณที่มีอยู่จริง หนังสือเวทมนตร์ หนังสือที่เคยสร้างผลกระทบทางสังคม ต้นฉบับที่ยังอ่านไม่ออก รวมถึงหนังสือสมมติจากวรรณกรรม ถ้าไม่แยกแต่ละประเภทออกจากกัน เรื่องจริงกับตำนานจะไหลรวมกันง่ายมาก
ตัวอย่างชัดที่สุดคือ Voynich Manuscript ต้นฉบับที่ปัจจุบันเก็บอยู่ใน Beinecke Rare Book & Manuscript Library ของมหาวิทยาลัยเยล หลักฐานทางวัตถุชี้ว่ามันสัมพันธ์กับต้นฉบับยุโรปช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 มีตัวอักษรที่ยังระบุไม่ได้ว่าเป็นภาษาอะไร พร้อมภาพพืช ดวงดาว แผนผังจักรวาล ภาพคล้ายการอาบน้ำ และส่วนที่ดูเหมือนตำรับยา จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการถอดข้อความที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง
จุดสำคัญคือ “อ่านไม่ออก” ไม่ได้แปลว่า “เป็นเวทมนตร์” ช่องว่างของข้อมูลต่างหากที่เปิดพื้นที่ให้จินตนาการทำงาน เมื่อมนุษย์เห็นข้อความจำนวนมากที่ดูมีระบบ แต่ไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร สมองมักพยายามสร้างคำอธิบายขึ้นมา ตั้งแต่รหัสลับ สมาคมลึกลับ ความรู้ทางการแพทย์ ไปจนถึงเรื่องเหนือธรรมชาติ ทั้งที่หลักฐานยังไปไม่ถึงตรงนั้น
อีกเล่มที่ภาพลักษณ์หนักมากคือ Codex Gigas หรือที่รู้จักกันในชื่อ Devil’s Bible ปัจจุบันอยู่กับหอสมุดแห่งชาติสวีเดน หนังสือเล่มนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นต้นฉบับยุคกลางที่ยังคงอยู่ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และมีภาพปีศาจเต็มหน้าที่โด่งดังมาก การวิเคราะห์ลายมือชี้ว่าต้นฉบับเขียนโดยผู้เขียนคนเดียว
ส่วนเรื่องที่ว่าพระทำสัญญากับปีศาจแล้วเขียนหนังสือมหึมาทั้งเล่มเสร็จภายในคืนเดียว เป็นตำนานที่เกิดขึ้นรอบตัวหนังสือ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ นี่เป็นตัวอย่างดีมากว่าหน้าตาของวัตถุสามารถสร้างเรื่องเล่าได้เอง หนังสือใหญ่มหึมา บวกภาพปีศาจขนาดเต็มหน้า แค่สองอย่างนี้ก็เพียงพอให้คนหลายยุคเริ่มถามแล้วว่า มนุษย์ธรรมดาทำสิ่งนี้ได้จริงหรือ
นี่ทำให้คำว่า “หนังสืออันตราย” มีความหมายอีกแบบ หนังสือไม่จำเป็นต้องมีพลังเหนือธรรมชาติเลย แค่ช่วยทำให้ความกลัวของสังคมดูมีเหตุผล มีขั้นตอน และมีภาษาที่ผู้มีอำนาจหยิบไปใช้ได้ ผลกระทบก็เกิดขึ้นจริงกับมนุษย์ได้แล้ว
ฝั่งตำราเวทมนตร์ก็มีของจริงในประวัติศาสตร์ เช่น Picatrix ซึ่งเป็นชื่อที่รู้จักกันของฉบับภาษาละตินจาก Ghyat al-akm เนื้อหาเกี่ยวข้องกับเวทมนตร์ โหราศาสตร์ และดาราศาสตร์ในกรอบความรู้ของยุคสมัย ต้นฉบับลักษณะนี้มีคุณค่ามากเมื่อต้องการเข้าใจว่าคนในอดีตมองจักรวาล ดาวเคราะห์ วัตถุ และพลังที่มองไม่เห็นอย่างไร แต่การที่มันพูดถึงเวทมนตร์ไม่ได้ทำให้วิธีการเหล่านั้นกลายเป็นข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ตามความรู้สมัยใหม่
แล้วก็มีชื่อหนึ่งที่คนจำนวนไม่น้อยเคยคิดว่ามีอยู่จริงคือ Necronomicon ความจริงหนังสือเล่มนี้เป็นสิ่งสมมติที่ H. P. Lovecraft สร้างขึ้นในงานวรรณกรรม เขาเขียนประวัติ ที่มา ผู้แปล และเส้นทางของหนังสืออย่างละเอียดจนมันดูคล้ายเอกสารจริงมาก ภายหลังมีผู้ทำหนังสือที่ใช้ชื่อ Necronomicon ออกมาหลายแบบ ยิ่งทำให้เส้นแบ่งระหว่างโลกวรรณกรรมกับโลกจริงเบลอเข้าไปอีก
ความน่าสนใจจึงไม่ได้อยู่แค่ว่าเล่มไหนน่ากลัวที่สุด แต่อยู่ที่เหตุผลว่าทำไมมนุษย์ถึงเชื่อเรื่องหนังสือลับได้ง่าย หนังสือเป็นวัตถุที่ดูเหมือนเก็บความรู้ไว้ข้างใน ถ้าข้อความอ่านไม่ได้ ผู้เขียนไม่ทราบชื่อ หรือมีประวัติขาดช่วง มันจะเกิดพื้นที่ว่าง และพื้นที่ว่างนี่เองเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีของตำนาน
พอเติมคำว่า “ถูกห้าม” เข้าไปอีก ความอยากรู้ยิ่งทำงานแรง เพราะการห้ามส่งสัญญาณทางจิตใจว่าข้างในต้องมีอะไรบางอย่างที่ผู้มีอำนาจไม่อยากให้เห็น ทั้งที่ในประวัติศาสตร์ หนังสือถูกห้ามได้จากเหตุผลสารพัด ตั้งแต่ศาสนา การเมือง ศีลธรรม ความขัดแย้งทางวิชาการ ไปจนถึงการควบคุมข้อมูล ไม่ได้แปลว่าหนังสือนั้นมีความลับเหนือธรรมชาติเสมอไป
เวลาเจอเรื่องคัมภีร์ต้องห้าม วิธีสนุกกับมันโดยไม่หลงตำนานง่ายเกินไปคือดูสามอย่างก่อน หนังสือมีต้นฉบับจริงอยู่ที่ไหน อายุถูกตรวจสอบด้วยวิธีอะไร และเรื่องที่เล่ากันเริ่มปรากฏในหลักฐานยุคไหน แค่สามคำถามนี้ก็แยกของจริง ตำนานที่เกิดภายหลัง และเรื่องแต่งออกจากกันได้เยอะมาก แล้วบางครั้งความจริงที่เหลืออยู่ก็น่าสนใจกว่าคำสาปเสียอีก
https://beinecke.library.yale.edu/beinecke/collections/beinecke-cipher-voynich-manuscript
https://www.kb.se/eng/the-codex-gigas/the-codex-gigas---devils-bible.html
https://guides.loc.gov/feminism-french-women-history/witch-trials-witchcraft/digitized-primary-sources
https://commons.warburg.sas.ac.uk/concern/published_works/bn999672v
https://blogs.loc.gov/international-collections/2020/12/testimony-of-the-mad-arab/
5 สำนัก เลขตรงกัน “5” ตัวเดียว งวด 16 ส.ค. 69
จังหวัดที่มีคนญี่ปุ่นอาศัยอยู่มากที่สุดในประเทศไทย
เลขท้าย 2 ตัวที่ออกเพียงครั้งเดียวในรอบ 20 ปี
เด็กไม่ยอมคาดเข็มขัด เครื่องบินพอร์เตอร์ต้องวนกลับเทอร์มินัล ก่อนเที่ยวบินถูกยกเลิก
บทบาทสาธารณะของ รี ซอลจู ภรรยา คิม จองอึน ที่ลดลงในเกาหลีเหนือช่วงหลายปีที่ผ่านมา
เที่ยวบินพีเอสเอ 1771 โศกนาฏกรรมบนฟ้าที่เริ่มจากช่องโหว่ความปลอดภัยของระบบพนักงานสนามบิน
ส่องเลข 'วิ่งตาม' เลขท้ายงวดก่อน ก่อน 16 ส.ค. 69 — หาความสัมพันธ์ผสมการคำนวณและสัญญาณ
ทำไมห้องว่างถึง “เสียงก้อง” กว่าห้องที่มีเฟอร์นิเจอร์? ทั้งที่ขนาดห้องเท่าเดิม
ปม กสทช. แตกหนัก ทำไมความขัดแย้งเรื่องประธานถึงลามเป็นข้อเสนอให้ล้างไพ่ทั้งบอร์ด
เลขธูปวัดผารังหมีมาแล้ว งวด 16 ส.ค. 69
ทำไมคนไทยบางส่วนยังยอมซื้อของหรู ทั้งที่รายได้ตึงและหนี้ครัวเรือนยังสูง
ทำไมเมืองท่องเที่ยวไทยดึงดูดสายปาร์ตี้ และความต่างทางวัฒนธรรมทำให้คนมองกันแรงเกินจริง
เที่ยวบินพีเอสเอ 1771 โศกนาฏกรรมบนฟ้าที่เริ่มจากช่องโหว่ความปลอดภัยของระบบพนักงานสนามบิน
ปม กสทช. แตกหนัก ทำไมความขัดแย้งเรื่องประธานถึงลามเป็นข้อเสนอให้ล้างไพ่ทั้งบอร์ด
บทบาทสาธารณะของ รี ซอลจู ภรรยา คิม จองอึน ที่ลดลงในเกาหลีเหนือช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ทำไมคนไทยบางส่วนยังยอมซื้อของหรู ทั้งที่รายได้ตึงและหนี้ครัวเรือนยังสูง
คดีอักกู ยาดัฟ ผู้ชายที่ถูกผู้หญิงนับร้อยรุมทำร้ายกลางศาล หลังชุมชนหวาดกลัวมานานหลายปี
ทำไมเมืองท่องเที่ยวไทยดึงดูดสายปาร์ตี้ และความต่างทางวัฒนธรรมทำให้คนมองกันแรงเกินจริง
คดีบ้านผีลินด์ลีย์สตรีต เมื่อพยานจำนวนมากยืนยันว่าเห็นของเคลื่อนที่เอง
ความลับ "กระเป๋าเดินทาง": ทำไมสายมูระดับเซียนถึงต้องใส่เหรียญต่างชาติไว้ในกระเป๋าเดินทาง แม้ไม่ได้บินไปไหน?
ส่อง "นาฬิกายกมือ" บอกเวลาเด็ด! ถ้าบังเอิญเห็นเลขซ้ำบ่อยๆ (เช่น 11:11) จักรวาลกำลังสื่อสารอะไร?
เปิดลางบอกเหตุ 5 วินาที ก่อนจะ "โชคดีถูกรางวัลใหญ่" คนดวงเฮงมักจะรู้สึกแบบนี้!